ตอนที่ 28
“ในที่สุดคนไข้ทุกคนก็ปลอดภัยเสียที” ดนัยยกแขนขึ้นปาดเหงื่อหลังจากตะลุยรักษาคนไข้มากว่าหนึ่งชั่วโมง
“นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าเราจะรักษาคนไข้ได้เร็วแบบนี้พอหลังจากมีหมอจากแผนกศัลยกรรมมาช่วยผมล่ะอยากให้หมอจากแผนกศัลยกรรมมาช่วยทุกวันเลย” หมอสุกิยามะจากแผนกฉุกเฉินพูด
“โธ่หมอสุกิยามะถ้าพวกผมมาทุกวันใครจะไปผ่าตัดผู้ป่วยในล่ะครับหมอสุกิยามะก็น่าจะรู้นี่น่าว่ามีผู้ป่วยในรอผ่าตัดมากขนาดไหน” ดนัยพูด
“โธ่หมอดนัยผมก็แค่พูดเล่นผมรู้หรอกน่าว่าพวกคุณงานยุ่งยิ่งกว่าพวกผมเสียอีกการผ่าตัดแต่ละเคสก็ยากๆทั้งนั้น” หมอสุกิยามะพูดหลังจากเห็นว่าดนัยนึกว่าเขาพูดจริงตอนนั้นเองฮิคาริที่อยู่ข้างๆก็มองไปยังคนไข้เด็กคนหนึ่ง
“นี่ดนัยอาการเด็กคนนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะดูหน้าของเขาสิแดงผิดปกติ” ฮิคาริบอกกับดนัยหลังจากเธอสังเกตุเห็นอาการผิดปกติ
“หือ...” ดนัยส่งเสียงออกมาในลำคอก่อนจะมองไปยังเด็กคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงเด็กคนนี้นั้นข้อมือหักและเข้าเฝือกเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว
“มีอะไรเหรอหมอดนัย” หมอสุกิยามะถามหลังจากเห็นเขามองไปที่คนไข้เด็ก
“เด็กคนนั้นอาการเป็นไงบ้างครับ” ดนัยถามหมอสุกิยามะเพราะเด็กคนนี้นั้นเขาไม่ได้เป็นคนจัดการ
“ก็ข้อมือหักครับเข้าเฝือกเรียบร้อยแล้วรักษาสามสี่เดือนน่าจะหายเป็นปกติ” หมอสุกิยามะพูด
“หน้าของเด็กคนนั้นไม่แดงผิดปกติไปหน่อยเหรอครับ” ดนัยพูด
“อาการหน้าแดงผิดปกติอย่างนั้นเหรอ” หมอสุกิยามะพยายามนึกว่าอาการหน้าแดงผิดปกติเกิดจากอะไรบ้าง
และตอนนั้นเองดนัยก็สังเกตุเห็นคราบเขม่าดำๆที่ขาของเด็กคนนั้นก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก
“อ๊ะหรือว่าในที่เกิดเหตุจะมีไฟไหม้ด้วย !!” ดนัยอุทานออกมาก่อนจะหันหน้าไปมองหมอสุกิยามะ
“สูดคาร์บอนมอนอกไซด์(Carbon Monoxide)เข้าไปจำนวนมาก !!!!x2” ทั้งคู่อุทานออกมาพร้อมกันก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปดูอาการเด็กคนนั้นทันทีเมื่อดนัยและหมอสุกิยามะเข้าประชิดตัวเด็กคนนี้ก็แสดงอาการทันที
เด็กเริ่มหน้าซีดและหายใจไม่ออกก่อนจะหมดสติไปในไม่กี่วินาที
“ขอออกซิเจนด่วน !!” ดนัยหันไปตะโกนบอกพยาบาลทั้งคู่ช่วยกันรักษาอาการเด็กคนนี้จนไม่กี่นาทีต่อมาอาการเด็กคนนี้ก็เริ่มดีขึ้น
“เอาล่ะเรียบร้อยเด็กคนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วพาไปห้องไอซียูด่วนเลย” ดนัยพูดหลังจากช่วยเด็กคนนี้ได้สำเร็จ
“ผมจะพาไปเอง” หมอสุกิยามะพูดก่อนจะเข็นพาเด็กคนนี้เอาไปไว้ที่ห้องไอซียูเพื่อดูอาการ
“รู้ได้ไวดีนี่ว่าเด็กคนนี้สูดก๊าซพิษเข้าไปจำนวนมากน่ะ” ฮิคาริพูดชมหลังจากเห็นว่าดนัยรู้สาเหตุของอาการที่เกิดกับเด็กคนเมื่อครู่ได้ไวมาก
“ก็เพราะเห็นคราบเขย่าที่ขาของเด็กคนนั้นน่ะสิ” ดนัยพูด
“ช่างสังเกตุดีมา.........” ฮิคาริยังพูดไม่ทันจบจู่ๆเธอก็ชะงักไปก่อนจะทรุดลงไปกับพื้น
“ฮิคาริเธอเป็น.....” ดนัยกำลังจะถามว่าฮิคาริเป็นอะไรแต่เขายังถามไม่ทันจบร่างของเธอก็หายไปเสียก่อน
ครืด !!! เสียงสั่นของเครื่องจับชีพจรคนไข้ระยะไกลที่ดนัยรับช่วงต่อมาจากหมออิจิโนเสะที่เขาเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นอย่างรุนแรง
อ๊ะแย่แล้วฮิคาริ !!! หน้าของดนัยซีดทันทีเขาพึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าฮิคาริยังอยู่ในตึกที่กำลังพ่นยากำจัดยุงอยู่
ฟุ่บ !! ดนัยวิ่งออกจากห้องฉุกเฉินมุ่งหน้าไปที่อาคารที่กำลังพ่นยาอยู่ทันทีระหว่างที่กำลังวิ่งไปนั้นเขาก็สวนกับหมอยูมิที่กำลังเข็นเครื่องมือมาให้ที่ห้องฉุกเฉินพอดี
“หือหมอดนัยรีบร้อนจะไปไหนสีหน้าดูตื่นตระหนกมากเลย” หมอยูมิพูดหลังจากเห็นว่าดนัยมีสีหน้าที่ตื่นตระหนกมาก
“นี่ฝากเอาไปให้หมอมิโฮะหน่อยนะฉันจะไปดูหมอดนัยหน่อยว่ารีบร้อนไปไหน” หมอยูมิหันไปบอกพยาบาลที่มาฝึกงานในแผนกเธอ
“ค่ะหมอยูมิ” พยาบาลฝึกงานคนนั้นพยักหน้าก่อนจะเข็นเครื่องมือไปส่วนหมอยูมิก็รีบตามไปดูดนัยและเมื่อเธอตามออกมาก็เห็นว่าดนัยกำลังวิ่งไปที่ตึกที่กำลังพ่นยาอยู่
“ไม่ได้นะหมอดนัยอย่าเข้าไปนะ !!” หมอยูมิร้องออกมาอย่างตกใจหลังจากเห็นดนัยวิ่งพรวดเข้าไปเธอรีบวิ่งตามเข้าไปทันทีเพื่อหวังจะห้ามดนัยเอาไว้ให้ได้ก่อนที่จะเข้าไปในอาคาร
แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้หญิงที่ไม่ใช่นักกีฬาอย่างเธอจะวิ่งทันดนัยในเวลานี้ดนัยได้เข้าไปในอาคารแล้ว
“บ้าจริงหมอดนัยเข้าไปทำไมลืมของงั้นเหรอ” หมอยูมิอุทานพลางคิดว่าจะทำอย่างไรดีตอนนั้นเองเธอก็เหลือบไปเห็นขวดน้ำขวดหนึ่งถูกวางเอาไว้
“จริงสิถ้าเราใช้นี่ !!” หมอยูมินึกวิธีขึ้นมาได้เธอล้วงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาและวิ่งไปหยิบขวดน้ำนั่นขึ้นมาก่อนจะรีบเปิดฝาและราดน้ำลงไปบนผ้าเช็ดหน้า
กึด !! แคว่ก !! ทันทีที่ผ้าเช็ดหน้าของเธอเปียกน้ำเธอก็ใช้ฟันกัดไปที่ผ้าเช็ดหน้าก่อนจะใช้มืออีกข้างฉีกมันออกมาเป็นสองผืนเธอใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ฉีกออกมานั่นปิดจมูกของเธอเอาไว้ก่อนจะวิ่งตามดนัยเข้าไปในอาคาร
ผ้าเช็ดหน้าเปียกๆนั้นจะทำหน้าที่คล้ายหน้ากากกรองอากาศถึงมันจะทำให้หายใจได้ลำบากสักหน่อยแต่นี่ก็เป็นวิธีป้องกันเบื้องต้น
และเมื่อเธอวิ่งเข้ามาในอาคารก็ต้องพบกับควันที่ลอยเต็มอาคารไปหมดดีที่ควันพวกนี้ไม่หนามากทำให้เธอยังพอจะมองเห็นอะไรต่อมิอะไรอยู่บ้าง
กึกๆๆๆๆๆ !! เสียงของใครบางคนกำลังกดปุ่มลิฟท์ย้ำๆซึ่งใครที่ว่านั่นก็คือดนัยนั่นเอง
“บ้าจริงตัดไฟเอาไว้ด้วยงั้นเหรอเนี่ย !!” ดนัยสบถออกมา
“หมอดนัย !!” หมอยูมิตะโกนเรียกดนัย
“หมอยูมิคุณตามผมมางั้นเหรอ” ดนัยหันกลับมาตามเสียงเรียกก่อนจะเห็นหมอยูมิกำลังวิ่งมาหาเขา
“ฉันเห็นคุณวิ่งเข้ามาน่ะสิเอาผ้านี่ปิดจมูกไว้แล้วรีบไปกันค่ะเราอยู่ที่นี่นานไม่ได้” หมอยูมิพูดพลางส่งผ้าเช็ดหน้าเปียกๆของเธอให้ดนัย
“ผมยังไปไม่ได้ผมต้องรีบไปช่วยคนไข้ผมก่อนหมอยูมิออกไปก่อนอยู่ในนี้มันอันตราย !!” ดนัยบอกหมอยูมิก่อนจะมองไปยังบันไดข้างลิฟท์และวิ่งขึ้นบันไดทันที
อะไรนะหมอดนัยบอกว่าคนไข้นี่พวกเราย้ายคนไข้ไม่หมดงั้นเหรอแย่แล้วลิฟท์ใช้ไม่ได้แบบนี้หมอดนัยแบกคนไข้ลงมาไม่ไหวแน่เราต้องขึ้นไปช่วย หมอยูมิคิดก่อนจะวิ่งตามดนัยขึ้นบันไดไปทันที
ส่วนทางด้านดนัยนั้นเขารีบวิ่งขึ้นบันไดมาโดยไม่รู้เลยว่าหมอยูมินั้นตามเขาขึ้นมาดนัยวิ่งสุดชีวิตไม่ถึงสองนาทีเขาก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด
“ดีนะประตูเป็นแบบสำรองไฟ” ดนัยมองดูประตูล็อกแบบดิจิตอลที่ยังทำงานอยู่
ติ๊ดๆๆๆ !! ไม่รอช้าดนัยรีบวิ่งเข้าไปกดรหัสเปิดประตูทันที
“ฮิคาริ” ดนัยรีบวิ่งเข้าไปดูอาการฮิคาริก่อนเป็นอันดับแรกก่อนจะเห็นว่าชีพจรเธอเต้นอ่อนมาก
ต้องรีบย้ายเธอก่อนแต่จะย้ายยังไงเนี่ยเครื่องมือพยุงชีวิตเธอเต็มไปหมด ดนัยมองไปยังเครื่องมือต่างๆที่เต็มไปหมด
“เอาแบบนี้แล้วกัน” ดนัยตัดสินใจถอดเครื่องพยุงชีวิตอื่นๆหมดเหลือไว้แต่เครื่องช่วยหายใจเพราะมันเครื่องเล็กที่สุดเขายกมันขึ้นมาไว้บนเตียงของฮิคาริก่อนจะเข็นเตียงออกมาแต่ทว่าเมื่อเขาเข็นเตียงออกมาเขาก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าลิฟท์มันใช้การไม่ได้
ปัง !! ดนัยทุบไปที่ประตูลิฟท์ก่อนจะสบถออกมา
“เวรเอ้ย !!” และตอนนั้นเองหมอยูมิที่วิ่งตามขึ้นมาก็มาถึง
“แฮ่กๆๆ !! หมอดนัยคะคนไข้คุณอยู่........” หมอยูมิกำลังถามว่าคนไข้ของดนัยอยู่ไหนแต่เธอยังถามไม่ทันจบเธอก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งบนเตียงที่อยู่หลังดนัยส่วนดนัยที่ไม่นึกว่าหมอยูมิจะตามขึ้นมาก็ไม่ทันตอบสนอง
“ฮะ ฮะ ฮิคาริ !!” เพียงแค่มองปราดเดียวหมอยูมิก็จำได้ทันทีว่าผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงคือเพื่อนของเธอ
“หมะ หมอดนัยทำไมเธอ.......”
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้วหมอยูมิมาช่วยผมหน่อยแล้วกันช่วยผมแบกเครื่องช่วยหายใจลงไปหน่อยผมจะแบกเธอลงไปเอง” ดนัยพูดก่อนจะเดินไปอุ้มฮิคาริขึ้นมา
“เร็วเข้าหมอยูมิรีบหน่อยก่อนเธอจะตาย” ดนัยตวาดใส่หมอยูมิหลังจากเห็นเธอยังไม่ขยับไปไหน
“อ๊ะค่ะได้ฉันจะแบกเครื่องช่วยหายใจเอง” หมอยูมิที่โดนตวาดใส่ได้สติก่อนจะรีบไปอุ้มเครื่องช่วยหายใจขึ้นมาและเมื่อพร้อมแล้วดนัยก็รีบพาฮิคาริลงไปข้างล่างทันทีโดยที่ระหว่างลงมาเขาพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้น้อยที่สุดเพราะเขาเองก็เริ่มเวียนหัวแล้ว
และไม่นานดนัยที่แบกฮิคาริและหมอยูมิที่แบกเครื่องช่วยหายใจก็ลงมาถึงชั้นล่างสุดพวกเขาทั้งคู่รีบออกมาจากอาคารทันที
เฮือก !! ทันทีที่ทั้งคู่ออกมาจากอาคารได้สำเร็จพวกเขาก็รีบสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่เพื่อเอาอากาศบริสุทธิเข้าไป
“ฟู่วรอดไปทีขอบคุณนะหมอยูมิถ้าไม่ได้คุณผมก็ไม่รู้เลยจะเอาเธอลงมายังไง” ดนัยหันไปขอบคุณหมอยูมิ
“ไม่เป็นไรค่ะหมอดนัยว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมฮิคาริถึงมาอยู่.......อ๊ะหมอดนัยเลือดกำเดาคุณไหล” หมอยูมิที่เห็นว่าเลือดกำเดาของดนัยกำลังไหลออกมาจากจมูก
“อ่าไม่เป็นไรผมคงสูดก๊าซพวกนั้นมากไปหน่อยเรื่องของฮิคาริเอาไว้ผมค่อยอธิบายทีหลังนะก่อนอื่นเราต้องเอาเธอไปซ่อนก่อนแต่จะไปซ่อนที่ไหนดีนี่สิฮิคาริจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยพยุงชีพหลายอย่างเสียด้วยสิ” ดนัยคิดไม่ออกว่าจะเอาฮิคาริไปซ่อนไหนดี
“เครื่องพยุงชีพงั้นเหรอคะ” หมอยูมิสงสัย
“ใช่อวัยวะภายในเธอทำงานได้ไม่ค่อยดีแล้วน่ะ แถมเธอก็หลับมาเป็นเวลานานจำเป็นต้องใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย” ดนัยพูด
“ถ้าเครื่องพวกนั้นล่ะก็ห้องฉันมีค่ะ !!” หมอยูมิพูดหลังจากรู้ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องอะไรบ้าง
“ห้องหมอยูมิมีงั้นเหรอครับ ??” ดนัยอุทานเบาๆพลางนึกแปลกใจว่าทำไมห้องของหมอยูมิถึงมีเครื่องพวกนั้นได้แต่นี่คงไม่ใช่เวลามาหาคำตอบเขาพยักหน้าให้หมอยูมิก่อนจะอุ้มฮิคาริไปที่หอพักแพทย์ทันทีโดยมีหมอยูมิถือเครื่องช่วยหายใจตามไปติดๆ
จบ...