วิกฤตของเสวี่ยหง
หลังจากกลุ่มของหยางจื่อหลบหนีไป กลุ่มของอู่หลงก็ยืนนิ่งก่อนที่ชายหนุ่มคนนึงจะเดินออกมาเเละกล่าว"ศิษย์พี่อู่หลง เปลวเพลิงที่ชายหนุ่มคนนั้นใช้คือเปลวเพลิงเทวะใช่หรือไม่" ชายหนุ่มกล่าว"ไม่ผิดแน่ ข้าเคยเห็นเปลวเพลิงเทวะของท่านประมุขมาเเล้วครั้งนึง แต่ที่สำคัญเปลวเพลิงเทวะของชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะมีระดับสูงกว่าท่านประมุขเสียอีก" อู่หลงกล่าว"แต่ว่าทำไมชายคนนั้นถึงไปอยู่กับคนของดินแดนเหมันต์ได้ละ ถ้าเขามาอยู่ในดินแดนของพวกเราเขาจะได้รับความเคารพอย่างสูง" ชายหนุ่มคนนึงกล่าว"ข้าเองก็ไม่รู้ แต่เขาอาจจะถูกพวกของดินแดนเหมันต์เป่าหูหรือทำอะไรสักอย่าง เอาเป็นว่าพวกเราต้องรายงานเรื่องนี้แก่ท่านประมุขโดยตรง ห้ามเเพล่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้โดยเด็ดขาด" อู่หลงกล่าวทางด้านหยางจื่อหลังจากหนีออกมาได้เเล้ว หยางจื่อจึงลดความระมัดระวังลงเมื่อไม่เห็นกลุ่มของอู่หลงตามมา"ทำไมเจ้าถึงสั่งให้หนีด้วยระ ด้วยคสามสามารถของเจ้าก็น่าจะสู้กับอู่หลงได้ไม่ใช่รึ" หยุนจี๋กล่าว"ไม่หรอก เขานั้นไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดา ต่อให้ข้าต่อสู้กับเขาอย่างสุดกำลังอย่างมากก็ได้แค่เสมอ แต่กับคนของเราที่สูญเสียกำลังใจเมื่อเสวี่ยหงหลบหนีออกไปโดยไม่สนใจใคร นั้นไม่มีทางสู้กับนักรบของดินแดนเปลวเพลิงได้" หยางจื่อกล่าวหยุนจี๋แสดงสีหน้าขมขื่น ตั่งแต่กลุ่มของอู่หลงบุกเข้ามา เสวี่ยหงก็ได้เรียกสัตว์อสูรออกมาเเละบินหนีไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจคนที่อ่อนแอ แม้แต่กลุ่มลูกน้องของตนก็ไม่สนใจ"กลุ่มคนของตระกูลเสวี่ยเป็นแบบนี้กันหมดเลยอย่างงั้นรึ" หยางจื่อกล่าวถามหยุนจี๋"ไม่หรอก ภายในตระกูลเสวี่ยเองก็มีการแบ่งฝ่ายกัน ฝ่ายของเสวี่ยหงนั้นคือกลุ่มที่ต้องการจะครอบครองอำนาจและเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากจักรพรรดินีโดยให้บุตรชายของพวกเขาแต่งงานกับธิดาศักดิ์สิทธิ์ แต่อีกฝ่ายพวกเขาคัดค้านเพราะ ธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเส้นลมปราณของวิหคเหมันต์และพึ่งจะได้รับการสืบททอดมรดกของสัตว์เทวะทำให้เส้นลมปราณของนางเกิดวิวัฒนาการจนกลายเป็นเส้นลมปราณฟีนิกซ์อัมตะเหมันต์ และนั่นทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลเสวี่ยไม่เหมาะสมกับนาง ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการโต้เถียงเรื่องนี้กันบ่อยครั้ง" หยุนจี๋กล่าว"เส้นลมปราณวิหคเหมันต์อย่างงั้นรึ หรือว่า......" หยางจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านภายในหัวมีภาพของหญิงสาวที่มีนิสัยร่าเริงงและขี้เล่นคนนึง นางนั้นมาจากดินแดนระดับต่ำเช่นเดียวกับหยางจื่อแต่เมื่อนางมาอยู่ในดินแดนเทวะได้ไม่นานนางก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหยางจื่อสั่นสะท้าน และคิดถึงความเป็นไปได้ที่ธิดาศักดิ์สิทธิ์จะเป็นหญิงสาวที่เขารู้จัก จ้าวเสวี่ย"หยางจื่อเจ้าเป็นอะไรหรือไม่ทำไมสีหน้าของเจ้าถึงไม่สู้ดีนัก เจ้าบาดเจ็บงั้นรึ" หยุนจี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล"เปล่า เอ่อ ช่วยเล่าเรื่องของธิดาศักดิ์สิทธิ์ให้ข้าฟังหน่อยสิ " หยางจื่อกล่าว"ข้อมูลพื้นเพของธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นถูกเก็บเป็นความลับ ไม่มีใครรู้ความจริงของนาง แต่เมื่อหลายปีก่อนจู่ ๆนางก็ปรากฏตัวและท่านจักรพรรดินีก็แต่งตั้งให้นางเป็นบุตรบุญธรรม" หยุนจี๋กล่าวหยางจื่อเริ่มมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นคือจ้าวเสวี่ย"เเล้วคนธรรมดาอย่างพวกเรามีโอกาสที่จะได้พบกับธิดาศักดิ์สิทธิ์หรือไม่" หยางจื่อกล่าว"เจ้าถามแบบนี้หมายความว่ายังไง หรือว่าเจ้าหลงรักนาง" หยุนจี๋กล่าว"เปล่า ข้าก็แค่อยากจะเห็นนางสักครั้งในถานะของผู้ที่ครอบครองเส้นลมปราณของสัตว์เทวะเหมือนกัน" หยางจื่อกล่าว"ตั้งแต่ที่นางได้รับแต่งตั้งเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์นางก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย นางมักจะบ่มเพาะพลังอยู่ในอานาเขตของท่านจักรพรรดินีทำให้ไม่มีใครกล้าไปรบกวนนางแม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลเสวี่ยก็ไม่มีสิทธิ์ไปพบนาง" หยุนจี๋กล่าว"อย่างงั้นเองรึ" หยางจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังหยุนจี๋หรี่ตาลงเมื่อเห็นอาการผิดหวังของหยางจื่อ แต่นางหารู้ไม่ว่าหยางจื่อและธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางอาจจะเป็นคนที่เคยรู้จักกันไม่นานกลุ่มของหยางจื่อก็กลับมาถึงเมืองหลวงและกลุ่มของหยางจื่อก็ตรงไปยังวิหารเยือกแข็งในทันที หยุนจี๋รีบไปรายงานต่อผู้อาวุโสกับเรื่องที่เกิดขึ้นรวมถึงส่งมอบแร่และผลึกที่ขุดได้"เจ้าว่าอย่างไรนะ เสวี่ยหงหลบหนีเอาตัวรอดอย่างงั้นรึ" ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่อยู่ที่หอภาระกิจกล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง"เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงมีศิษย์สายในจำนวนมากที่ถูกทิ้งโดยเขา และยังมีอู่หลงที่เป็นศิษย์ของวิหารโลกันต์เองก็เห็น" หยุนจี๋กล่าว"บัดซบ นี่เจ้านั่นอยากให้ตระกูลเสวี่ยกลายเป็นตัวตลกหรืออย่างไร เห้อเพราะแบบนี้พวกข้าถึงไม่อยากให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์แต่งงานกับบุตรชายของเจ้าพวกนั้น" ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสที่ดูแลหอภาระกิจเป็นคนตระกูลเสวี่ยแต่ก็อยู่คนละฝ่ายกับกลุ่มของบิดาเสวี่ยหง"แต่ก็ยังดีที่พวกเจ้ารอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย และนี่คือรางวัลของพวกเจ้า" ผู้อาวุโสกล่าว"ต้องของคุณหยางจื่อ ถ้าไม่มีเขาพวกเราคงตกตายไปหลายคน" หยุนจี๋กล่าว"หืม หยางจื่อรึ ถ้าจำไม่ผิดเขาคือคนที่ครอบครองเส้นลมปราณมังกรสวรรค์ใช่หรือไม่" ผู้อาวุโสกล่าว"ใช่เเล้วผู้อาวุโส เขาใช้ทักษะที่ทรงพลังอย่างมากปิดกั้นเส้นทางของกลุ่มอู่หลงไว้ทำให้พวกเราสามารถหลบหนีมาได้อย่างปลอดภัย" หยุนจี๋กล่าว"ดี!!!! ชายหนุ่มที่รักพวกพ้องแบบนี้ถึงจะมีค่าให้ทุ่มเทดูและ ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสเสวี่ยเฟิงจะมีศิษย์สืบทอดที่ดี" ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมหลังจากที่หยุนจี๋คุยกับผู้อาวุโสเสร็จนางก็เดินกลับออกมาและแจกจ่ายศิลาพลังหยินให้กับศิษย์คนละ 500 ก้อนรวมทั้งบัตรส่วนลดที่สามารถซื้อสินค้าภายในร้านค้าของวิหารเยือกแข็ง ส่วนลดนี้สามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียวแต่มันลดถึง 50% ทำให้ศิษย์หลายๆคนอดที่จะรู้สึกดีใจที่รอดชีวิตกลับมาได้ก่อนจะจากไปพวกเขาต่างก็แสดงความขอบคุณหยางจื่อ สายตาที่ไม่เป็นมิตรในก่อนหน้านี้หายไปและถูกแทนที่ด้วยสายตานับถือและชื่นชมและนับถือให้หยางจื่อคือศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์สายในตันหลางและอิงจื่อเองก็เข้ามาทักทายหยางจื่อ ทั้งสามคนจึงชวนกันออกไปดื่มเพื่อฉลองต่อการสำเร็จภาระกิจ แต่ภายในตระกูลเสวี่ยในตอนนี้กำลังมีเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นที่ตำหนักของเสวี่ยหงถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรง เสวี่ยเฟิงที่แสดงใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวจ้องมองไปยัง เสวี่ยหงและบิดาของเสวี่ยหงด้วยสายตาเย็นชา--------------------------------------------------------------------------------------------