ตอนที่46 ในที่สุดพวกเขาก็หาเจอ
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวสูดลมหายใจเข้าด้วยความตกใจหนูน้อยตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่คนพวกนั้นทำลงไปมันเลวร้ายมาก
ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรแต่พ่อพูดมาแบบนี้แล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องทำสิ่งที่ชั่วร้ายมาก ๆ
และพอนึกถึงปราณสีเลือดที่อบอวลอยู่บนตัวของพวกเขาหนูน้อยจึงจับมือของฉินเลี่ยขึ้นมาแล้วพูดกำชับว่า “พ่อ พ่อก็ต้องระวังคนพวกนั้นนะบนตัวของพวกเขามีแต่ปราณสีเลือด”
ได้ยินแบบนั้นลมหายใจของฉินเลี่ยเยือกเย็นลง แต่เขากลับไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจอะไร
โจวโจวที่มองเขามาโดยตลอดย่อมไม่พลาดจุดนี้หนูน้อยจึงถามด้วยความสงสัยว่า “พ่อรู้เรื่องนี้อยู่แล้วหรือ ? ”
“อืม”ฉินเลี่ยไม่ได้ปิดบังหนูน้อย เขาพยักหน้าแล้วเม้มริมฝีปากไว้แน่นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาเกร็งขึ้นมา ดูก็รู้ว่าเขากำลังโกรธมาก
เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวก็ขมวดคิ้วขึ้น หรือคนพวกนั้นเคยอยากได้ชีวิตของพี่ใหญ่เช่นกัน ?
และเมื่อคิดถึงตรงนี้หนูน้อยก็โมโหเช่นกัน
สรุปแล้วคนพวกนั้นทำอะไรกับพี่ใหญ่กันแน่!
เพราะไม่อยากให้เรื่องพวกนั้นมาทำให้หนูน้อยกลัวฉินเลี่ยไม่ได้พูดอะไรนอกจากลงจากเตียง แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้เขาจึงหันไปมองหนูน้อยแล้วถามว่า “ดังนั้นที่โจวโจวมาหาเมื่อวานเพราะต้องการถามเรื่องนี้ใช่ไหม ? ”
โจวโจวคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปไกลถึงขนาดนี้หนูน้อยนิ่งไปราวสองวินาที สุดท้ายก็พยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ”
“ไม่ได้มานอนกับฉันเพราะกลัวความมืดใช่ไหม? ”
“ไม่ใช่”โจวโจวทำหน้าสงสัย ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามแบบนี้ออกมา“หนูนอนคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย”
เด็กคนอื่นอาจไม่กล้านอนคนเดียวเพราะกลัวผีแต่หนูน้อยไม่กลัว ยิ่งถ้าเจอผี เธอยิ่งชอบ เพราะเธอจะได้ปราบผีสร้างคุณงามความดีซึ่งในความเป็นจริง ผีควรจะกลัวเธอมากกว่า
ฉินเลี่ยเองก็ตระหนักได้ถึงจุดนี้เมื่อคิดได้ว่าเมื่อคืนเขาเป็นกังวลมากเกินไป สีหน้าของเขาก็บึ้งตึงขึ้นมา
แต่หนูน้อยโจวโจวก็หนอด้วยความไร้เดียงสา หนูน้อยยังคงถามเขากลับไปว่า “พ่อ ทำไมพ่อถึงถามหนูแบบนี้พ่อกลัวความมืดหรือ? ไม่ต้องกลัว ต่อไปนี้หนูจะมานอนเป็นเพื่อนพ่อเอง”
ที่หนูน้อยพูดมาเป็นคำพูดที่ดูออดอ้อนอีกทั้งรอยยิ้มของเธอยังน่ารักมาก ฉินเลี่ยกลับหิ้วตัวหนูน้อยขึ้นมาแล้วพาออกไปนอกประตูด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นเขาก็ปิดประตูหนีเธอดัง “ปัง”
โจวโจวมองดูประตูที่ปิดสนิทก็ตะลึงไปเล็กน้อยเธอเขย่งเท้าและกดลูกบิดประตู แต่มันถูกล็อคจากข้างใน
หนูน้อยไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไป
ย่าฉินเดินผ่านมาพอดีเมื่อเห็นว่าหนูน้อยยืนงุ่มง่ามอยู่หน้าประตู เธอจึงถามว่า “โจวโจวเป็นอะไรไป ? ”
โจวโจวลังเลไปครู่หนึ่งสุดท้ายหนูน้อยก็ตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างโดยไม่เล่าเรื่องของฉินเริ่น “คุณย่าพ่อคงโกรธที่โดนปลุกให้ตื่นนอน ถึงได้ดูโกรธผิดปกติแบบนี้”
ศิษย์พี่สามของเธอก็เป็นแบบนี้เหมือนกันเขาเป็นคนชอบนอนตื่นสาย ทุกครั้งที่โดนปลุกให้ตื่นนอนก็มักจะมีอาการแบบนี้เสมอ
ท่าทีของเขาเหมือนกับของพ่อไม่มีผิด
“เฮ้อ”หนูน้อยถอนหายใจออกมา “ไม่เห็นเป็นไรเลย กลัวความมืดไม่ใช่เรื่องน่าอับอายสักหน่อยหนูไม่ล้อพ่อหรอก”
ย่าฉินขำเพราะฟังคำพูดของโจวโจวก็รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ลูกชายของเธอรู้ว่าตัวเองเป็นห่วงหนูน้อยมากเกินไปที่เขามีท่าทีแบบนั้นเพราะโกรธด้วยความอาย
ไม่รู้ว่าคนที่บอกว่าจะไม่รับโจวโจวเป็นลูกคนนั้นเมื่อหลายวันก่อนหายไปไหนแล้วตอนนี้เป็นห่วงเป็นใยหนูน้อยเสียยิ่งกว่าอะไรดี เป็นไงล่ะ ? เจ้าลูกชายปากแข็ง !
เมื่อเห็นเธอยิ้มแปลกๆ โจวโจวก็มองด้วยความสงสัย ย่าฉินไม่อธิบายอะไร แต่จับมือหนูน้อยด้วยรอยยิ้ม“ไม่เป็นไร เราไม่ต้องสนใจเขาแล้ว”
ผ่านไปสักพักฉินเลี่ยถึงได้เปลี่ยนชุดเดินออกมาจากห้อง วันนี้เขาสวมสูทสุดเนี๊ยบใบหน้าของเขายังคงหล่อแบบสุขุมเช่นเดิม ใบหน้าของเขาไม่มีท่าทีของคนขี้หวงแล้ว
ย่าฉินเห็นแบบนั้นก็มุ่ยปากโชคดีที่เขามีใบหน้าที่แสนเย็นชา ทำให้มองไม่เห็นอารมณ์จากสีหน้าของเขา ไม่อย่างนั้นเขาคงแสดงสีหน้าออกมาเต็มๆ แล้ว
แสดงไปให้ตลอดเลยนะแม่ก็อยากรู้นักว่าลูกจะวางมาดไปได้แค่ไหน
หลังจากจิบชาย่าฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานว่า “โจวโจว วันนี้หนูจะทำอะไรไหม ? ให้ย่าพาไปเที่ยวไหม? ”
โจวโจวกลับส่ายหน้า“หนูอยากไปเล่นกับพี่ใหญ่”
เห็นได้ชัดว่าคนเลวพวกนั้นเป็นภัยต่อพี่ใหญ่เธอต้องอยู่ใกล้ชิดพี่ใหญ่เพื่อคอยปกป้องเขา
โอ้?
ย่าฉินประหลาดใจเพราะที่ผ่านมาหนูน้อยกลัวอาเริ่นมาตลอดไม่ใช่หรือ ? ทำไมจู่ ๆถึงเป็นฝ่ายบอกว่าอยากไปเล่นกับเขาแทนล่ะ ?
แปลกมาก
แต่เธอก็ไม่ได้คิดมากนักเธอคิดแค่ว่าอาจเป็นเพราะโจวโจวออกไปเที่ยวกับเขาเมื่อวานทั้งสองจึงสนิทกันมากขึ้น ดังนั้นเลยทำให้หลานทั้งสองใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเดิม
“งั้นก็ได้พวกหลานไปเล่นกันเถอะ แต่ดูเหมือนวันนี้อาเริ่นต้องไปห้องทดลองนะ”
ระหว่างที่พูดเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฉินเริ่นเดินเข้ามาพอดี ย่าฉินจึงบอกเรื่องที่โจวโจวอยากไปเล่นด้วยให้เขาฟัง
เมื่อรู้ว่าโจวโจวอยากไปกับเขาฉินเริ่นขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขาหันไปมองโจวโจวที่เอาแต่หลบอยู่ด้านหลังของฉินเลี่ยตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกมาในใจก็เกิดความแปลกใจ
ผิดปกติแฮะ
น้องสาวตัวน้อยเริ่มผิดปกติไปตั้งแต่ตอนอยู่ที่ร้านอาหารเมื่อวานแล้ว
ฉินเริ่นมองเธอโดยไม่พูดอะไรจากนั้นก็หันกลับมาคุยกับย่าฉิน “ได้ครับ ผมจะพาโจวโจวไปด้วย”
“หลานจะไปห้องทดลองไม่ใช่หรือ ? พาโจวโจวไปด้วยจะสะดวกไหม”
“ไม่ผิดไม่กระทบหรอก โจวโจวเป็นเด็กดี”
ในเมื่อสองพี่น้องไม่ขัดข้องย่าฉินจึงไม่ได้พูดอะไรอีก “ได้ งั้นพวกหลานไปด้วยกันเถอะถ้าไม่กลับมาตอนเที่ยงก็อย่าลืมหาข้าวกินกันนะ อย่าปล่อยให้ท้องหิวเด็ดขาด”
“อืม”
หลังจากกำชับหลานแล้วพวกเขาก็ออกไปข้างนอก
ก่อนขึ้นรถจู่ ๆ ฉินเลี่ยก็คว้ามือของโจวโจวไว้หนูน้อยรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวนี้จึงหันไปมอง
ฉินเลี่ยไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแค่ส่งสายตาให้เธอ โจวโจวเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อมือเจ้าเนื้อของหนูน้อยรีบยกขึ้นมาปิดปากเพื่อบ่งบอกว่าเธอจะไม่บอกเรื่องนี้ให้พี่ใหญ่รู้เป็นอันขาด เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเลี่ยถึงได้ปล่อยมือเธอ
ในรถฉินเริ่นแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขามองจากมุมหางตาเห็นการเคลื่อนไหวของเธอ นิ้วเรียวของเขาเคาะที่ขาสองครั้งในดวงตาของเขามีความคิดแวบเข้ามา
คนขับพาพวกเขาไปส่งที่มหาวิทยาลัยA ทั้งสองลงจากรถได้แล้ว หนูน้อยก็ถูกดึงดูดทันทีเธอมองขึ้นไปที่ประตูของมหาวิทยาลัย Aและมองเห็นแสงสีขาวที่แสดงถึงพรสวรรค์ลอยออกมาจากประตูมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน
หนูน้อยร้อง“ว้าว” อย่างตกตะลึง เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด มันหอมจังเลย !
เมื่อเห็นว่าน้องสาวตัวน้อยมีความสุขขนาดนี้ฉินเริ่นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไปกันเถอะ ถ้าชอบก็มาที่นี่บ่อย ๆ ได้ในอนาคตโจวโจวสอบเข้าเรียนที่นี่ก็ได้นะ”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวจึงหันไปมองเขาอย่างลังเล
เธอชอยมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็จริงแต่พี่ใหญ่ก็เรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน……เธอกลัว
คิดได้แบบนั้นหนูน้อยก็เอามือลูบหัวโล้นของตนเอง แล้วแอบหันไปมองเขาอีกครั้ง
ฉินเริ่นรู้อยู่แล้วว่าเธอมีเป้าหมายอื่นถึงได้ตามเขามาด้วยเขาจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แล้วเดินเข้าไปด้านใน
โจวโจวรีบก้าวเท้าสั้นๆ ตามไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอยังคงรักษาระยะห่างระหว่างเขาไว้ราว 2 เมตร
ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องทดลองห้องหนึ่ง
นี่คือห้องทดลองที่มหาวิทยาลัยA เตรียมไว้ให้ฉินเริ่นโดยเฉพาะ เตรียมไว้ให้เขาใช้เพียงคนเดียว
แม้ว่าเขาจะมาจากภาควิชาฟิสิกส์แต่เขาเป็นอัจฉริยะประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมีและชีววิทยายังร่วมกันสร้างห้องทดลองให้เขาอีกหนึ่งห้องด้วยดังนั้น ห้องทดลองทั้งสองห้องนี้จึงถูกเตรียมพร้อมไว้สำหรับเขาเช่นกัน
โจวโจวสำรวจมองด้วยความสงสัยฉินเริ่นจึงพูดขึ้นว่า “โจวโจว เธอนั่งรอพี่อยู่ตรงนี้สักพักนะอย่าวิ่งวุ่นไปไหนล่ะ เดี๋ยวพี่จะออกไปข้างนอกสักพัก”
“อื้อ”โจวโจวพยักหน้า หนูน้อยลากเก้าอี้มานั่ง มือเจ้าเนื้อวางอยู่บนหัวเข่า สองขาเล็ก ๆแกว่งไปมา หนูน้อยกระพริบตามองเขาอย่างเชื่อฟัง
ฉินเริ่นหัวเราะอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวของหนูน้อย และเมื่อนึกถึงท่าทีของเธอที่กลัวเขาเขาก็ชักมือกลับทันที
“เดี๋ยวพี่รีบกลับมา”พูดจบเขาก็เดินออกไปห้องทดลองที่อยู่ที่ข้างกันด้านในห้องทดลองมีคอมพิวเตอร์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
เขาเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเคาะนิ้วบนแป้นพิมพ์อย่างชำนาญผ่านไปไม่นาน บนหน้าจอก็มีภาพปรากฏขึ้นซึ่งเป็นภาพที่ค่อนข้างคุ้นตาเลยทีเดียว
มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านอาหารที่พวกเขาไปกินมาเมื่อวาน
เขาเปลี่ยนสถานที่ไปที่ทางเดินข้างห้องน้ำเห็นโจวโจวเดินออกมาจากห้องน้ำก็ชะงักกึก
และมองไปตามสายตาของเธอแล้วเธอกำลังมองไปยังบริเวณที่ชายชุดขาวพวกนั้นปรากฏตัวออกมา
และเมื่อเห็นใบหน้าของคนพวกนั้นอย่างชัดเจนฉินเริ่นถึงกับสูดลมหายใจเย็นเข้าไป นิ้วมือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เขาจับจ้องไปยังคนพวกนั้นความเยือกเย็นฉายชัดบนแววตาของเขาโดยที่แว่นตากรอบทองไม่อาจปิดบังได้
พวกเขาในที่สุดพวกเขาก็หาเจอแล้ว !