แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 45 : เก้าอี้ดนตรีย่อมต้องมีผู้แพ้

     

    ตอนที่ 45 : เก้าอี้ดนตรีย่อมต้องมีผู้แพ้

     

    “ทัต!”

    “พี่ทัต!”

              พิมกับฝ้ายตะโกนลั่นเหมือนหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อเห็นทัตอยู่กึ่งกลางการปะทะระหว่างมาร์คกับทอง

              ทัตใช้ถุงมือเหล็กคว้าหมัดสวมสนับมือหนามของมาร์คด้วยแขนซ้าย และใช้โซ่ที่ต่อจากถุงมือเหล็กพันรอบมือขวาแทนสนับมือ ดันปากกระบอกปืนของทองขึ้นฝ้าเพดาน

     

              การปะทะกันของคนระดับหัวหน้าหน่วยทำทั้งห้องปกคลุมด้วยความกังวล แต่การปรากฏตัวของทัตทำให้เปลี่ยนเป็นความสับสน

              โดยเฉพาะทองที่ถูกดันกระบอกปืนเปลี่ยนทิศ

     

    หมัดเหล็กสีดำกับลวดลายที่ดูละเอียดแบบนี้... เป็นอาวุธประจำตัวที่ดรอปจาก Chivalry ไม่ผิดแน่

    นี่หน่วยที่ 2 มีคนขึ้นแรงค์ 2 นอกจากหัวหน้าหน่วยแล้วสินะ

              ทองเข้าใจได้ทันที เพราะคนที่จะรับมือเขาได้ ยังไงก็ต้องเป็นแรงค์ 2 เหมือนกัน

     

              แต่ทางด้านของมาร์คที่ถูกรับหมัดไว้ได้นั้นใจเย็นกว่า จึงทันสังเกตเห็นสิ่งอื่นที่ทัตซ่อนอยู่ด้วย

     

    เมื่อกี้... ตอนที่หมอนี่พุ่งเข้ามามีประกายสายฟ้าด้วย

    คงจะเป็นเวทมนตร์สายฟ้าที่มีพลังแฝงในการเพิ่มความเร็ว

     

    แล้วดูจากอาวุธประจำตัวที่เป็นหมัดเหล็ก แสดงว่าหมอนี่น่าจะเป็น Mage Fighter

    แต่ทั้งที่เป็นอาชีพผสานเหมือนกับเรา ทำไมพละกำลังถึงได้ไม่ต่างจากเราที่เลเวลมากกว่าล่ะ?

              มาร์คสังเกตเห็นความพิเศษจนสงสัยใคร่รู้ จึงแอบใช้สกิลวิเคราะห์ดูข้อมูลของทัต

     

    ...โห น่าสนใจดีจริง ๆ

              ผลลัพธ์ทำให้มาร์คยิ้มทั้งที่ตกตะลึง ผสมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเรื่องที่ไม่เคยรู้

              เลยกลายเป็นว่ามีเรื่องที่เขาสนใจยิ่งกว่าการประชุมเกิดขึ้นมาแล้ว

     

    “พอได้แล้วค่ะ! วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!”

              ฝ้ายตะโกนเสียงดังทำให้ทั้งทัต มาร์คและทองได้สติหันไปสนใจเธอ เพราะฝ้ายเค้นเสียงหนักแน่นแบบที่คนในห้องไม่เคยได้ยินจากเจ้าหญิงเย็นชาคนนี้

              ถึงจะทำให้ควินน์ที่กำลังรอลุ้นผลมวยถอนหายใจเซ็งก็เถอะ

     

    “เอ๋.... กำลังจะหนุกเลยอ่า”

    “เงียบไปเลยค่ะ!!! จะบ้าก็ช่วยดูสถานการณ์หน่อยได้ไหมคะ!”

              พิมตะโกนสวนใส่ควินน์อีกคน ถ้าความบ้าของควินน์ไปใช้กับคนอื่นพิมคงไม่เดือดร้อน แต่การที่เห็นแฟนของเธอเป็นของเล่นแบบนี้เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

     

    “โถ่... ใจร้ายกันชะมัด ไม่มีอารมณ์ขันเลยน้า~~~~”

              แต่แน่นอนว่าควินน์ไม่สลด แถมเธอยังกลับไปพิงเก้าอี้สบายใจเฉิบแล้ว

              ส่วนมาร์คกับทองที่เริ่มใจเย็นลงก็ค่อย ๆ ถอนอาวุธออกมาจากทัต ทำให้เซนและน้ำหวาน รวมถึงพวกผู้ติดตามคนอื่นในห้องถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน

              ทางน้ำหวานที่จับ ๆ จ้อง ๆ ทัตมาตลอดก็ยิ่งเริ่มแน่ใจในบางอย่าง

     

    ทำได้เยี่ยมเลยนี่นา

              น้ำหวานส่งยิ้มให้ทัต ชื่นชมความกล้าของเขาในใจ ...ถึงทัตจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นก็เถอะ

              กลับกัน ทัตหันไปมองทองกับมาร์คตัวต้นเรื่องแทน

     

    “เมื่อกี้... พวกคุณไม่ได้จะเอาจริงกันใช่ไหม”

              คำพูดทัตทำให้มาร์คกับทองหรี่ตามองเขากลับ

              ไม่ใช่เพราะหงุดหงิด แต่เป็นแปลกใจมากกว่า

     

    “ถึงคุณจะยกปืนขึ้นขู่แต่นิ้วก็ไม่ได้เอาเข้าไปในโกร่งไก แถมไม่ได้เล็งตรงตัวด้วย ส่วนคุณก็พุ่งเข้าไปโดยเล็งที่ปืนมากกว่าอาวุธ” ทัตพูดไปสลับมองทั้งมาร์คและทอง

    “ฉันเองก็ไม่มีสิทธิพูดหรอก ...แต่ถ้าไม่ได้คิดจะทำร้ายกันอยู่แล้ว ก็คุยกันดี ๆ น่าจะดีกว่า”

              จบคำพูดของทัตทำให้ทั้งห้องเบิกตาโพลงอีกครั้งกับความช่างสังเกตของเขา แต่นั่นก็ทำให้ทุกคนมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นเมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่กลัว

     

    เฮ้อ... เผลอพูดสิ่งที่คิดไปซะได้

              ส่วนเจ้าตัวที่พูดไปก็ดันมาเกร็งซะทีหลัง ได้แต่มาคิดกับตัวเองว่าอะไรดลใจให้ไปพูดอวดเบ่งแบบนั้น จนรีบเก็บหมัดเหล็กแล้วลงจากโต๊ะประชุมแทบไม่ทัน

     

    สงสัยเพราะก่อนหน้านี้ระบายความกังวลให้พิมกับฝ้ายฟังไปล่ะมั้ง เลยรู้สึกว่าจะพูดอะไรกับใครก็ได้

    ไม่ไหว ๆ ตั้งสติด่วน

              ทัตเตือนตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ ...ทั้งที่คำพูดของเขามันส่งผลดีแท้ ๆ

              พอทัตไปยืนข้างพิมอยู่หลังฝ้ายเหมือนเดิม เขาก็โดนพิมกระทุ้งศอกใส่สีข้างเข้าให้ แถมเธอยังขมวดคิ้วใส่ด้วย

     

    “หัวใจจะวาย”

    “...ขอโทษครับ”

              ทัตตอบพิมที่บ่นอุบเบา ๆ เธอไม่ทำมากหรือน้อยกว่านั้น

              ถึงจะเสียมารยาทก็เถอะ... แต่ทัตกลับมองว่าตรงส่วนที่ทั้งเป็นห่วงทัตมากเกินไปและไม่อยากว่าอะไรเกินไปด้วยนี่แหละที่น่ารัก

     

    “พี่ทัตคะ”

    “อึก!”

              ต่างจากฝ้ายที่เรียกเขาเสียงเย็นชามาเชียว แถมยังไม่ได้หันหลังกลับมาคุยเลยไม่รู้ว่าเธอกำลังทำหน้าแบบไหน

              ...แต่ดูจากควินน์ที่กำลังยิ้มสนุกชอบใจอยู่ฝั่งตรงข้าม ทัตรู้ตัวเลยว่าเขากำลังจะโดนองค์ลง

     

    “หลังจากนี้เราต้องคุยกันนะคะ”

    “คะ ครับ...”

              ทัตทำได้แค่ตอบกลับตัวสั่น ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าฝ้ายคงไม่ทำอะไรเขา แต่ก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี

     

              บรรยากาศนั้นดูขบขันไม่เบา รวมกับเรื่องที่ทะเลาะกันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทำให้บรรยากาศเริ่มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

              เซนสังเกตรอยยิ้มทุกคนเช่นกัน และตั้งใจจะจัดการความบาดหมางไม่ให้ค้างคา

     

    “คุณมาร์คครับ”

    “...อา”

              เสียงเรียกเหมือนคำเตือน มาร์คเข้าใจทันทีว่าเซนอยากให้เขาทำสิ่งที่ควรทำ

              มาร์คเลยหันไปทางทอง เก็บสนับมือเหล็กหนามให้หายไปจากมือตัวเอง

     

    “โทษทีนะทอง ฉันพูดแรงไป”

    “...ฉันเองก็หัวเสียง่ายไปเหมือนกัน โทษทีนะ”

              เห็นมาร์คก้มหัวให้เบา ๆ ทองเลยก้มหัวคืนบ้าง เพราะถ้าไม่ทำ เขาคงได้กลายเป็นพวกใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางดังที่มาร์คพูดเป็นแน่

     

    “ขอบคุณทั้งสองคนนะครับ” เซนเห็นทั้งสองคนดีกันแล้วยิ้มสบายใจ

    “คุณทัตด้วย ขอบคุณนะครับ”

              เซนไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณทัตด้วย เพราะถ้าไม่ใช่เพราะทัตเข้าไปหยุด รวมถึงสังเกตเห็นเจตนาของทั้งสองคน ป่านนี้มาร์คกับทองคงยังระแวงกันอยู่หรืออาจถึงขั้นแตกหักไปเลย

     

              ถึงการที่ทัตเข้าไปยุ่ง มันจะทำให้ทุกคนสงสัยกันขึ้นมาแทนก็ตาม

     

    “ว่าไปแล้ว” มาร์คถือโอกาสพูดขึ้นตามข้อสงสัยก่อนหน้านี้ สายตาเขามองไปที่ทัตเต็ม ๆ

    “ได้ยินข่าวลือว่าในหน่วย 2 มีคนที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่นทั้งที่เลเวลน้อยกว่าอยู่ด้วย คงไม่บังเอิญเป็นนายหรอกนะ”

    “โทษทีละกันที่บังเอิญใช่”

              ทัตไม่ปฏิเสธในเรื่องที่รู้กันอยู่ ทุกคนในห้องเห็นกับตาไปแล้วว่าเขารับมือหัวหน้าหน่วยสองคนพร้อมกันได้ จะให้โกหกก็เสียเรื่องเปล่า ๆ

              แต่พอเจ้าตัวยืนยัน เรื่องน่าเหลือเชื่อนั่นเลยไปปลุกความสาระแนของควินน์เข้าให้ด้วย

     

    “เดี๋ยวสิ! เรื่องนั้นมันยังไงอ่ะ! อยากฟังอ่ะ!!!”

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ กรุณาอย่าก้าวก่ายกันด้วย”

              ฝ้ายรีบเบรกทันทีเพราะรู้ว่าทัตไม่ชอบเปิดเผยไพ่ในมือ พิมที่อยู่ข้างหลังก็พยักหน้าตาม แถมกระซิบไล่หลังมาด้วยว่า “ใช่ ๆ”

              แต่แทนที่ควินน์จะเงียบ เธอดันยิ้มแก้มปริกลับมาใส่ฝ้ายแทน

     

    “ต๊ายตาย! ทำเป็นพูดนั่นพูดนี่ ที่จริงก็แค่หวงพี่ชายเฉย ๆ ล่ะม้างแม่บราค่อนตัวเป้ง”

    “!?”

              โดนควินน์พูดแทงใจดำเข้าไป ฝ้ายก็ถึงกับตัวกระตุกเหมือนโดนคำพูดแทง ฉึก! ที่กลางอก เธอถึงกับหน้าแดงตัวสั่นกึก เก็บอาการไม่อยู่พูดอะไรไม่ออกไปเลย

     

    ถึงจะแอบน่ารักดีก็เถอะนะ

              ทัตแอบนึกเอ็นดูฝ้าย แต่แน่นอนว่าไม่พูดออกมาแน่ ๆ

              แล้วไม่รู้ว่าควินน์รู้เรื่องนั้นได้ยังไง ...แต่ถ้าเธสังเกตด้วยตัวเองล่ะก็ ทัตก็เริ่มจะกลัวสัญชาตญาณของผู้หญิงคนนี้เข้าซะแล้ว

              แถมความสนใจในตัวทัตยังไม่หยุดแค่ที่ควินน์ด้วย

     

    “แต่เอาเข้าจริง ฉันเองก็เริ่มสนใจในตัวนายแล้วเหมือนกัน” น้ำหวานนั่งท้าวคางและส่งสายตามาทางทัตแบบไม่ปิดบังอีกคน

              ช่างเป็นสายตาปริศนา ไม่รู้ว่าความสนใจนั้นไปจรดอยู่ที่พลังของทัตหรือว่าตัวเขาเอง

              แต่เหมือนจะมีคนมองออก... พิมเลยเดินเข้าไปขวางสายตาของน้ำหวานไม่ให้ไปถึงทัต

     

    “บอกไว้ก่อนนะคะ ทัตเป็นแฟนของฉันค่ะ” พิมท้าวสะเอว ส่งสายตาไล่อย่างไร้ความเกรงกลัว

    “อ้าวเหรอ?” น้ำหวานเลิกคิ้วแปลกใจ ...แม้จะไม่เสียรอยยิ้มไปเลยก็ตาม

    “น่าเสียดายจัง”

    “หา!?”

    มาเสียดายอะไรยะหล่อน! ฮึ่ย!

              พิมโกรธจนควันออกหู ปาฏิหาริย์แล้วที่ไม่ได้ด่ากลับหรือเข้าไปหาเรื่อง ...ถึงนั่นจะเป็นเพราะทัตล็อคตัวเธอไว้ก่อนก็เถอะ

     

    ไม่ไหว... ถ้าไม่พูดนี่ไม่จบแหง ๆ

    “งั้นฉันบอกก็ได้ จะได้ประชุมกันต่อ”

    “รบกวนด้วยนะครับ”

              เซนยิ้มแห้งเป็นครั้งแรก ดูท่าคนจริงจังแบบเขาจะรับมือบรรยากาศกุ๊กกิ๊กแบบนี้ไม่ค่อยถนัดเหมือนกัน

              ทองเองก็มองกลับหลังมาดูเห็นใจทัต ไม่สิ... เรียกว่าสงสารเลยก็คงไม่ผิด

     

              และด้วยเหตุนั้น... ทัตเลยเปิดหน้าต่างข้อมูล และเปิดฉายา ‘The One’ ให้ทุกคนเห็น

              โต๊ะประชุมเองก็ไม่ได้กว้าง แถมสายตาทุกคนตอนเกิดเฟิร์สไนท์ก็เหนือมนุษย์ตามร่างกายอยู่แล้ว จึงมองเห็นความน่าทึ่งของพลังทัตได้พร้อมกัน

              ยกเว้นเซนกับคริส และมาร์คที่รู้ไปก่อนแล้ว ทุกคนเลิกคิ้วตกตะลึงกันหมด

     

    “ยอดเลยนะ ไม่ยักรู้ว่ามีแบบนี้ด้วย” ทองหันกลับไปมองทัตอีกครั้ง

              รอบนี้ดูจะชื่นชม หรืออีกนัยนึงคือยอมรับเหตุผลที่ทัตรับมือเขาได้ก่อนหน้านี้

     

    “หืม...” ทางน้ำหวานดูยิ่งยิ้มใส่ทัตหนักกว่าเดิม

              และแน่นอน... นั่นทำให้พิม (และฝ้าย) หัวเสียยิ่งกว่าเดิม

     

    “เดี๋ยวนะ? ไอ้นี่มันหมายความว่าไง?” ส่วนควินน์นั้นเธอหันไปถามลูกน้อง ชายที่ดูเป็นอันธพาลเลยต้องขยับเข้ากระซิบ

    “แบบว่า... มันเหมือนกับเขาอัพทั้งสามอาชีพพร้อมกันเลยน่ะครับ” ชายตอบสั้น ๆ ดูจะเข้าใจอะไรง่ายทะลุปรุโปร่งผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูไม่ชอบใช้หัว

              ส่วนคนที่ไม่มีหัวจริง ๆ คือทางควินน์มากกว่า

     

    “เอ๋? ยังไงซิ? แล้วเก่งรึเปล่า?” ง่ายขนาดนี้ควินน์ยังทำหน้าไม่เข้าใจที่อธิบาย ทำเอาลูกน้องชายหมดคำจะพูด

    “เขาเก่งสุด ๆ เลยครับ”

    “โฮ้ว!”

              ลูกน้องใช้ภาษาเดียวกัน ควินน์ก็ตื่นเต้นจนแทบจะดีดตัวตกเก้าอี้

              แววตาเธอเลยจ้องมาทางทัตอีกคน เป็นความสนใจคนละแบบกับที่น้ำหวานส่งมา แถมควินน์ยังเลียริมฝีปากเหมือนอยากลองชิมเนื้อเขาอีก

     

    ขนลุกชิบ

              ทัตรับสายตานั้นไม่ไหว เลยหันไปมองทางเซนเหมือนขอร้อง

     

    “งั้นในเมื่อทุกคนหายสงสัยแล้ว เรามาประชุมกันต่อนะครับ”

    “อืม” ทองพยักหน้า

    “สักทีเถอะ” มาร์คเองก็ดูรอนานแล้ว

    “ได้เลยค่า”

    “ยอมไปก่อนละกันน้า”

              น้ำหวานกับควินน์ก็ตอบกลับอย่างครึกครื้น

              มีแต่ทัต พิมและฝ้ายถอนหายใจพร้อมกันเหมือนได้เวลาพักกลับมา

              เซนเองก็ปรับลมหายใจตัวเองใหม่ และกลับไปยังประเด็นเริ่มต้นที่ทองเสนอ

     

    “ก่อนอื่นที่คุณทองเสนอ... มีใครเห็นด้วยไหมครับที่อยากจะให้เอากฎห้ามฆ่าคนออก ทั้งแบบที่มีหลักการและไม่มีหลักการ”

              เซนกลับไปพูดถึงข้อเสนอของทองอีกครั้งและเริ่มมองไปรอบห้อง ทองเองแม้จะทำเหมือนไม่สนใจแต่สายตาก็กวาดไปรอบทิศด้วยความลุ้นระทึก

              และผลลัพธ์ก็คือ... น้ำหวาน ควินน์ และฝ้าย แม้กระทั่งมาร์คที่พูดขัดเองก็ยกมือขึ้นเห็นด้วย

     

    “งั้นเหรอ...”

              ทองกระซิบเบา ๆ อย่างโล่งใจ อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หัวเดียวกระเทียมลีบ

     

    “ว่าแต่... ที่บอกว่ามีหลักการเนี่ย ในทางปฏิบัติหมายความว่ายังไงเหรอ?” ทองเอ่ยถามทุกคน น้ำเสียงเขาดูผ่อนคลายลงเยอะมากเมื่อรู้ว่าความเห็นไปในทางเดียวกัน

              มาร์คยกมือขึ้นในจังหวะนั้น

     

    “พอดีเลย... งั้นไหน ๆ ฉันก็ขอพูดข้อเสนอของฉันบ้าง” มาร์คกระแอมครั้งนึงก่อนจะเริ่มพูด

    “การยกเลิกกฎการฆ่าคนเป็นส่วนหนึ่งของแผนฉัน แต่ภาพใหญ่ที่ฉันอยากจะทำจริง ๆ คือการสร้างกฎหมายของผู้มีพลังขึ้นมา”

              คำพูดของมาร์คทำให้ทุกคนเงียบยำเกรง จากที่คำว่า ‘กฎหมาย’ ออกมาจากปากของผู้สวมชุดพิทักษ์สันติราษฎร์

              แต่ฝ้าย พิมและทัตนั้นนิ่งไปคนละสาเหตุ... พิมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองทัตด้วยรอยยิ้มเหมือนข้อสอบออกตรงกับที่อ่าน

     

    กฎหมายเหรอ

    งั้นหมอนี่ก็... คิดเหมือนกับเรา

              ทัตเริ่มเห็นความหวัง รอยยิ้มเผยที่มุมปาก พิมเห็นแล้วก็พลอยสบายใจ

              แต่เรื่องรายละเอียดนั้น ทัตยังต้องฟังต่อ

     

    “กฎหมายเหรอครับ... ที่จริงนั่นก็เป็นหนึ่งในสองอย่างที่ฉันคิดเหมือนกันเลย” เซนเองก็ดูจะวางแผนมาคล้าย ๆ กัน

              แถมยังหันไปมองทัตอีกรอบต่างหาก เป็นไปได้ว่าแผนของเซนคิดขึ้นโดยมีความเห็นของทัตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นน้ำ

              ส่วนทางมาร์ค ยิ่งเขาได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าใหญ่เขายิ่งมีแรงผลักดันและความมั่นใจ

     

    “อา... ถ้าเรามีกฎหมายและบังคับใช้ได้ ความเรียบร้อยจะเกิดขึ้นได้แน่ ยกตัวอย่างเช่นบทลงโทษประหาร ถ้าพวกเรามีระบบที่ตรวจสอบผู้กระทำผิดและลงโทษพวกนอกคอกด้วยโทษตาย ถึงพวกนั้นจะไม่ยอมรับกฎของเราก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงไม่ทำตามก็จะลงโทษอยู่ดี และเมื่ออำนาจบังคับใช้ขยายเป็นวงกว้าง มันก็จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปเอง”

              มาร์คผายมือพูด การอธิบายนั้นดูเป็นผู้ใหญ่สมกับที่เขาน่าจะมีอายุสูงสุดในห้อง ทำให้ทองจับคางเริ่มคิดตาม

     

    “งั้นเหรอ... โดยหลักการแล้ว มันก็ไม่ต่างกับตาต่อตาฟันต่อฟันที่พอฝั่งเราโดนฆ่า เราก็ไปฆ่าพวกมันกลับ แต่พอมีกฎระบุชัดเจน มันจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าอะไรควรทำไม่ควรทำสินะ”

    “อืม ...นอกจากนี้ ฉันคิดจะลงโทษเซฟเวอร์ที่ทำผิดด้วยกฎเดียวกันด้วย พอแจกความเท่าเทียมแบบนี้ กฎของเราก็จะชอบธรรมมากขึ้นอีก”

              มาร์คเสริมให้ทองอีกต่อ ทำให้ทุกคนนึกถึงกรณีที่เซฟเวอร์เป็นฝ่ายผิด ซึ่งถ้าบังคับใช้กับพวกตัวเองด้วย เซฟเวอร์ก็ยังคงภาพลักษณ์ผู้ช่วยเหลือและเป็นกลางได้อยู่ เนื่องจากไม่ได้อุ้มชูแค่พวกตน หากแต่ผดุงธรรมให้ทุกฝ่าย

     

              การสร้างกฎหมายที่บังคับใช้ทั้งเซฟเวอร์และกลุ่มอิสระ... แกนหลักนั้นเริ่มชัดขึ้นมาในหัวทุกคนแล้ว

     

    “คุณน้ำหวานคิดว่าไงครับ” เซนถามความเห็นเพิ่ม

    “เอาจริง ๆ ฉันพกมาแค่ความตั้งใจ ไม่ได้มีแผนหรอก แต่ได้ยินพวกนายคุยกันแล้วก็เข้าท่าดีนะ”

              น้ำหวานดูผ่อนคลายกว่าที่คิด น้ำเสียงเย็นเยือกเป็นน้ำแข็งตอนพูดถึงพวกนอกคอกก็หายไปแล้ว

              บางทีเธอคงแค่อยากได้วิธีรับมือพวกนอกคอกแบบเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าตั้งรับเฉย ๆ แบบนี้เธอจึงพอรับได้

     

    “คุณฝ้ายล่ะครับ”

    “เห็นด้วยในส่วนกฎหมายค่ะ ถึงในรายละเอียดจะมีส่วนที่อยากเสนอเพิ่ม แต่ส่วนหลักนั้นเห็นตรงกันค่ะ”

              ฝ้ายตอบเรียบเฉยไร้อารมณ์ร่วมตามเคย เดิมทีเธอก็มาที่นี่เพื่อให้ทัตเสนอแผนตัวเองอยู่แล้ว ส่วนที่บอกว่าอยากเพิ่มก็เป็นแผนของทัตด้วยซ้ำไป

     

    “เดี๋ยวนะ? ไม่มีใครถามฉันเลยเหยอ?” ควินน์เอียงคอมองเซนรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอยู่คนเดียว ทำน้ำหวานยิ้มแห้ง

    “อย่างเธอคงแค่จะฆ่าคนที่มาฆ่าเธอก่อนเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอกมั้ง”

              น้ำหวานพูดไปจิ้มแก้มตัวเองไปหวังจะให้ดูน่ารักขึ้น แต่แน่นอนว่าคำพูดเธอยังจิกกัดเหมือนเดิม

              ...ถึงเซนจะพยักหน้าเห็นด้วยก็เถอะ

     

    “ถ้าไม่นับเรื่องนิสัยส่วนตัวของคุณควินน์ แต่ที่เขาพูดมันก็ถือเป็นการป้องกันตัว เพราะงั้นก็ถือเป็นหลักการนึงที่รับได้แหละครับ”

    “เดี๋ยวสิ ไม่นับนิสัยส่วนตัวนี่มันยังไงเนี่ย!”

              ควินน์เริ่มจะบ่นอุบ แต่ถามว่าเธองอแงไหม? ก็ไม่ตามเคย

              ดูท่าการแสดงออกแบบนี้จะเป็นบุคลิกของเธอเองมากกว่าจะทำไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ

     

    “แล้วคุณทัตคิดยังไงเหรอครับ?”

              จู่ ๆ เซนก็เปลี่ยนเป้าไปหาทัต ทำเอาเตรียมใจไม่ทัน แถมสายตาทุกคนก็เพ่งเล็งมาทางเขากันหมดเลย

              เห็นชัดว่าแม้ทัตจะไม่ใช่ระดับหัวหน้าหน่วย แต่ความแข็งแกร่งอันทัดเทียมกันที่แสดงให้เห็น มันมากพอแล้วให้เหล่าผู้ติดตามและหัวหน้าหน่วยคนอื่นยอมรับ

     

    งั้นก็พอดีเลย...

    “ฉันเห็นด้วยเรื่องที่ต้องมีกฎหมาย และระบบตรวจสอบเพื่อบังคับใช้กฎหมายนั้นนะ คิดว่าคงต้องสร้างเป็นหน่วยงานนึงขึ้นมาเพื่อจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

              ทัตไม่รอช้าและใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ ...เพื่อที่จะนำไปสู่เส้นทางที่ตัวเองอยากเดิน

     

    “และหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายนั่น ฉันอยากมีส่วนในการบังคับบัญชาด้วย”

              คำพูดของทัตดึงความสนใจทุกคนอีกครั้ง กระทั่งบางคนถึงกับตกใจและหวาดกลัว

              เพราะคำพูดของทัตมันแทบจะหมายความว่า ‘ฉันอยากจะสร้างองค์กรตำรวจของเซฟเวอร์ และมีฉันเป็นหัวหน้าเอง’

              อย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้หลายคนระแวง โดยเฉพาะมาร์คที่เป็นตำรวจ

              เพราะบางที... เขาอาจกำลังหวังอย่างเดียวกันอยู่ก็ได้

     

    “เหตุผลล่ะครับ” เซนที่ใจเย็นกว่าถามกลับอย่างระวัง แทบไม่ต่างจากครั้งของทองเลย

              ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทัตต้องการตำแหน่งเพราะเชื่อว่าตัวเองมีความยุติธรรมที่สุด

              ทว่า... ความต้องการส่วนตัวไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทัตยืนกราน แต่เป็นเพราะเขามีพลังที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้นด้วยต่างหาก

     

    “สำหรับกฎหมายที่ว่ามา... ในทางปฏิบัติ บทลงโทษที่เราทำได้คงมีแต่โทษประหารสินะ” ทัตหันเปลี่ยนไปถามมาร์ค

              เขาดูจะครุ่นคิดเหมือนพยายามอ่านทางทัต แต่สุดท้ายก็ตอบไปตามตรง

     

    “ก็คงงั้น... เพราะต่อให้ขังหรือลงโทษทางร่างกายไป แต่พอตอนเช้ามาถึงทุกอย่างก็ถูกรีเซ็ท ถ้าไม่ใช่การลงโทษที่มีผลลัพธ์ต่อเนื่องอย่างการตาย คนพวกนี้ไม่กลัวอยู่แล้ว”

              คำตอบของมาร์คทำให้ทุกคนกลับมาหน้านิ่ว เพราะนั่นแหละคือปัญหาใหญ่ของกฎหมายที่กำลังจะสร้าง

     

              กฎหมายโดยปกติแล้วจะมีตั้งแต่โทษสถานเบาไปจนถึงสถานหนักตามความผิดที่ทำ แต่จะปรับโทษด้วยสิ่งของหรือกักขังผู้มีพลังไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทุกอย่างจะกลับเป็นเหมือนเดิมในตอนเช้าแม้กระทั่งอวัยวะที่ขาด

              ครั้นจะใช้การประหารกับโทษทุกสถานก็รุนแรงไป แต่จะไม่ลงโทษเลยก็ไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้มีการข่มขู่ ขโมยหรือทำร้ายร่างกาย ก็เรียกไม่ได้ว่ามีความสงบตามความคาดหมาย

              ทว่า... แสงแห่งความหวังนั้นไม่ได้ริบหรี่

              เพราะวิธีแก้ปัญหานั้น มันอยู่ในมือของทัตแล้ว

     

    “ถ้าฉันบอกว่ามีการลงโทษแบบอื่นอยู่ด้วยล่ะ”

    “...ยังไงเหรอ?”

              มาร์คเริ่มใช้น้ำเสียงเร่งเร้าสนใจ สายตาของเหล่าหัวหน้าหน่วยก็มองไปทางทัตด้วยเหมือนกัน

              ทัตเลยเปิดหน้าต่างข้อมูลขึ้นอีกครั้ง แต่หนนี้สิ่งที่เขาเปิดคำอธิบายให้ดูคือสกิลเฉพาะอย่าง ‘ถ่ายโอน’

              นั่นทำให้ทุกคนในห้องเบิกตาโพลงอีกครั้ง

     

    “นี่มัน... พูดง่าย ๆ คือดูดเลเวลกับสเตตัสคนอื่นได้สินะ” ทองสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ แบบนั้น

    “เห...” น้ำหวานส่งเสียงด้วยรอยยิ้มแบบไม่ตอบอะไรตามเคย

              แล้วสายตาที่มองทัตก็ยิ่งรุนแรงขึ้นอีกเช่นกัน

     

    “สกิลนี้ได้มายังไงเนี่ย?” มาร์คชี้นิ้วสงสัยเรื่องนั้นก่อน และคนที่ยกมือขึ้นตอบคือฝ้าย

    “ฉันเคยรายงานให้ฟังแล้วว่าพวกเราเจอมอนสเตอร์ประเภท ‘ลอร์ด’ เป็นครั้งแรก และสกิลนี้ของพี่ทัตคือสิ่งที่ได้มาจากมันค่ะ”

    “...งั้นเหรอ”

              มาร์คกอดอกครุ่นคิดถึงข้อมูลที่เคยได้รับรายงานก่อนหน้า ดูท่าสกิลนี้จะใช้ได้จริง และการมีสกิลนี้จะอุดช่องโหว่ของการลงโทษสถานเบาได้แน่

              ในขณะที่ทัตนั้นจับจ้องท่าทางของมาร์คอย่างใกล้ชิด เพราะรู้สึกว่าคำถามนั้นมีเจตนาแฝง

     

    ต้องขอบคุณฝ้ายที่ย้ำเรื่องลอร์ดมอนสเตอร์ ทำให้ทุกคนรู้ว่าสกิลนี้ไม่ได้หามาได้ง่าย ๆ

    พูดอีกอย่างคือ เธอกำลังสร้างข้อได้เปรียบให้เราเป็นตัวตนที่ขาดไม่ได้ในแผนการสร้างหน่วยใหม่นี้

     

    ทั้งหมดก็เพื่อให้ฉันได้ควบคุมทิศทางของการปราบปราม

    อาจจะดูเหมือนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเกินไปหน่อย... แต่ยังไงฉันก็เชื่อว่าตัวเองจะใช้พลังนี้ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดอยู่ดี

     

    เพราะถึงจะมีกฎหมายในมือ แต่ถ้าคนบังคับใช้มีอคติและลงโทษโดยใช้อารมณ์ส่วนตัวจนกลายเป็นสองมาตรฐาน สุดท้ายมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมีกฎหมายหรอก

    ฉันเกลียดเรื่องแบบนั้น... สัญญากับสินไว้แล้วว่าจะไม่เปลี่ยนไป และจะเป็นคนที่ทำทุกอย่างแบบมีเหตุมีผลไปจนสุดทาง

     

    เพราะงั้น จะให้คนอื่นทำแทนน่ะยังเชื่อใจไม่ได้หรอก

    มาร์คนี่ถึงจะดูเป็นคนดีก็เถอะ แต่รู้จักกันแค่วันเดียวคงฝากฝังความหวังไว้ไม่ได้ขนาดนั้น

     

    ไม่สิ... อีกฝ่ายก็คงคิดเหมือนกันแหละมั้ง

              ทัตจับสังเกตมาร์คมากขึ้น พยายามจะอ่านใจเขาให้ได้

              เพราะถ้าทัตเป็นมาร์ค เขาคงจะพยายามหาความชอบธรรมให้ตัวเองได้เป็นหัวหน้าหน่วยใหม่นี้เหมือนกัน

     

              ต่างฝ่ายต่างคิดว่าไม่มีใครดีกว่าตนในเรื่องที่ตนถนัด... นั่นเป็นธรรมดาของมนุษย์ 

     

    “ก็จริงที่ถ้ามีการดูดเลเวลและสเตตัส บทลงโทษก็จะมีหลากหลายขึ้น อาชญากรรมที่เบากว่าอย่างการขโมย ข่มขู่และทำร้ายร่างกายก็จะถูกแก้ปัญหาด้วย” มาร์คมองตาทัตตรง ๆ

              ...แต่แล้วแววตาก็คมกริบขึ้นมา

     

    “แต่ขอโทษทีนะ นั่นก็ยังไม่ได้อธิบายว่าทำไมนายถึงควรได้คุมหน่วยใหม่”

              มาร์คเริ่มผสานมือ ทำท่าทางกดดันการเจรจาเหมือนกับเซน

     

    กะแล้วเชียว...

              สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่ทัตคิด คนที่อยากคุมหน่วยปราบปรามใหม่นี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

              ซ้ำร้ายกว่านั้น...

     

    “ไม่ได้จะชวนทะเลาะซ้ำหรอกนะ... แต่ฉันเองก็สนใจจะคุมหน่วยใหม่เหมือนกัน”

              ช่างผีซ้ำด้ำพลอยที่ทองเองก็ยกมือขึ้นเข้าท้าชิงตำแหน่งด้วยอีกคน ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

     

              เซนเห็นสถานการณ์แล้วเริ่มเหงื่อตกเป็นครั้งแรก

              สองคนเป็นหัวหน้าหน่วยที่มีประสบการณ์สูง ส่วนอีกคนเป็นบุคลากรคุณภาพที่ควรได้รับตำแหน่งแต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ จะให้เลือกแค่คนเดียวจากในนี้มันไม่ใช่ง่าย ๆ เลย

     

    เอาไงดี... ถ้าจะให้โหวตกันคงจะยุติธรรมที่สุด

    แต่ปัญหาคือตัวแกนหลักของแผนคือคุณทัตเนี่ยสิ

     

    ถ้าขืนผลโหวตออกมาเป็นคนอื่น แล้วคุณทัตไม่เอาด้วยจนออกจากเซฟเวอร์ไปทุกอย่างก็จบอยู่ดี

    ...นี่หรือว่าพวกเราถูก ‘รุกจน’ มาตั้งแต่แรกกันแล้วเนี่ย

              เซนคิดแล้วก็เหงื่อตกอีกครั้งแม้พยายามตีหน้านิ่ง รู้สึกเหมือนทางเลือกมีแค่ลองให้ทัตเป็นหัวหน้าหน่วยใหม่หรือไม่ก็จมอยู่กับโลกแบบเดิม

              เขาสงสัยแบบนั้นเลยแอบเหลือบตามองทัต

     

    ...เข้าใจล่ะ ไม่ได้มีดีแค่ความกล้าสินะ

              เซนเห็นสีหน้าเยือกเย็นสงบนิ่งของทัตแล้วเชื่ออย่างนั้น เรื่องทั้งหมดนี้ทัตวางแผนไว้แล้วแน่นอน รวมกับความแข็งกร้าวที่ทัตแสดงออกเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

              หากทัตไม่ได้รับตำแหน่งนี้... เขาจะต้องออกจากเซฟเวอร์ไปแน่ ๆ รวมถึงพิมกับฝ้ายที่สนิทสนมกันกับทัตก็อาจจะออกด้วยเหมือนกัน

     

              ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง เพราะเซนไม่อยากเสียบุคลากรอันมีค่าทั้งสามไป

              ผู้ท้าชิงทั้งสามเลยได้แต่เงียบตาม เพราะถ้าแสดงออกว่าอยากได้ตำแหน่งมากเกินไปมันก็ไม่ดีอีก

     

    “ฉู้กันเลย! ฉู้กัน! ใครชนะได้เป็นหัวหน้า!!!”

              อยู่ ๆ ควินน์ตบโต๊ะพูดโพล่งขึ้นมาเฉยเลย ช่างเป็นความร่าเริงที่ไม่ดูจังหวะตามเคย

     

    “เฮ้อ... ใครจะไปทำแบบนั้นกันคะ?” ฝ้ายที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับถอนหายใจ

    “อ้าวแหม? ฉันว่าน่าสนุกออก” แต่น้ำหวานดันพูดเหมือนเห็นด้วยแถมยังยิ้มแย้มอีก ยิ่งทำให้พิมที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งยั๊วเข้าไปใหญ่

    “จะพูดเล่นก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะค่ะ คนที่ใช้ความรุนแรงเพื่อตำแหน่งได้น่ะ ไม่เหมาะสมจะควบคุมความสงบเรียบร้อยหรอก”

    “แหม ๆ พูดได้คมดีเหมือนกันนี่นา”

    “...อะไรของคุณกันคะเนี่ย”

              โดนน้ำหวานชมพิมก็ถึงกับขมวดคิ้วงง ผู้หญิงคนนี้นี่ยังอ่านไม่ออกตามเคย

     

              แต่ก็จริงดังที่พิมว่า... ขืนมีใครเล่นตามลูกบ้าของควินน์เข้า คน ๆ นั้นนั่นแหละที่จะถูกตัดสิทธิก่อนเพื่อน

              ถึงเจตนาพิมจะพูดแบบนั้นเพราะไม่อยากให้ทัตสู้ก็เถอะ แต่คำพูดนั้นมันก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี

              ใครที่นิ่งได้นานกว่าคนนั้นคือผู้ชนะ

              ...และคนที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรก็ชนะอย่างทัตนี่แหละที่ได้เปรียบที่สุด

     

    ก็ไม่อยากทำเหมือนขู่กันหรอกนะ... แต่ตอนนี้อีกฝ่ายคงเริ่มมีคิดกันแล้วล่ะ ว่าถ้าไม่ทำตามข้อเสนอของฉัน พวกนั้นก็จะเสียทั้งฉัน พิมแล้วก็ฝ้ายที่เป็นแรงค์ 2 ไปจากองค์กร

    แต่ถึงพวกนายจะไม่เอาฉันเป็นหัวหน้าหน่วยใหม่จริง ๆ ฉันเองก็มีแผนสำรองที่จะตั้งกลุ่มใหม่เองอยู่แล้ว

     

    ก่อนอื่นก็คงชวนพวกเจสันมาร่วมด้วยแบบเป็นพันธมิตรไม่ใช่ลูกน้อง จากนั้นก็ดำเนินแผนการสร้างกฎหมายด้วยตัวเองโดยเริ่มจากเมืองของเราก่อน

    จากนั้นพอควบคุมความสงบได้แล้ว การชวนกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาใช้กฎระเบียบร่วมกันก็จะยิ่งง่ายขึ้น

     

    ถึงจะใช้เวลาเยอะหน่อยเพราะต้องเริ่มจากศูนย์ แต่มันก็ยังดีกว่าเดินตามอุดมคติของตัวเองไม่ได้

    แล้วพอทุกอย่างเรียบร้อย... เราก็จะสะสมกำลังพลเพื่อไปฆ่าไอ้ลอร์ดนั่น เฟิร์สไนท์ก็จะได้จบลงสักที

     

    นี่แหละสุดยอดแผนของเราสามคน... ถึงไม่ทำตามพวกเราก็ไม่ง้ออยู่แล้ว

    ที่เหลือก็แค่รอการตัดสินใจของพวกหัวหน้าหน่วยเท่านั้———

    “ “ “ “ “!!!?” ” ” ” ”

              พริบตานั้น อยู่ ๆ ทัต พิม ฝ้าย เซน มาร์ค ทอง น้ำหวานและควินน์ทุกคนต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ กระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วแผ่นหลังของเหล่าผู้มีพลังแรงค์ 2 พร้อมกัน

              พวกเขาตระหนักรู้สัญญาณของความกลัวนี้ดี ...ว่ามันมาจากสกิล ‘ซิกส์เซนส์’

     

              เซนรีบกระโดดลงจากเก้าอี้พุ่งเข้าไปคว้าตัวคริสให้หมอบลง

              มาร์คลุกจากโต๊ะเอาตัวบังให้ลูกน้องด้านหลังเขา

              ควินน์รีบพลิกตัวเตะลูกน้องสองคนของเธอออกไปจนถึงหลังห้อง

              ทองรีบจับลูกน้องทั้งสองคนโยนไปด้านหน้าห้อง

              น้ำหวานพลิกตัวกลับ ใช้แขนล็อคเอวลูกน้องพ่อบ้านสองคนกระโดดหนีไปหน้าห้อง

              ส่วนทัตจะพุ่งเข้าไปคว้าตัวพิมกับฝ้าย แต่ทั้งสองคนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกันจนล้มคะมำกันหมด

              ...แต่เพราะแบบนั้น ทั้งสามคนเลยรอดแบบหวุดหวิด

     

    ตู้ม!!!

              หอกยักษ์สองง่ามแทงเฉียงขึ้นจากพื้นเข้ามาในห้องประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันพุ่งผ่านด้านหลังทัตเข้าไปแทงฝ้าเพดานฝั่งของพวกมาร์ค เฉียดทัตไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

              หากทัตยังยืนอยู่ที่เดิม หอกยักษ์นี่คงตัดร่างเขาเป็นสองส่วนไปแล้ว

     

    หอกยักษ์เหรอ!? แถมยังสีดำแล้วก็มีลวดลายแบบนี้อีก

    อย่าบอกนะว่า!!!

              ทัตรู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง สัมผัสอันตรายนั้นไม่ได้มาจากแค่สกิล แต่ยังมาจากสัญชาตญาณ

              เขารีบมองผ่านผนังที่พังทลายลงไปเพื่อยืนยันสถานการณ์ ได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิด

     

    ...โคตรซวยเลย

              แต่โชคชะตาไม่เคยเข้าข้าง... หรือจะเรียกว่าซ้ำเติมเลยก็ได้

     

              เพราะศัตรูที่อยู่เบื้องล่างบนถนนโรงพยาบาล คืออัศวินเกราะสีดำทมิฬ ‘Chivalry’ ศัตรูอันดับหนึ่งของเหล่าผู้มีพลัง

              ...แต่ที่หนักกว่าเดิม คือมันกำลังขี่มังกรสีแดงเพลิงขนาดยักษ์อยู่ด้วย


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน