การพังทลายของคอขวดในครั้งนี้มิใช่เพียงการเลื่อนระดับพลังธรรมดา แต่เป็นการผลัดเปลี่ยนรากฐานชีวิตครั้งใหญ่ที่ทำให้วิชาฝีมือทุกลำดับขั้นของลู่ชิงวิวัฒนาการไปสู่จุดสูงสุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ปราณเซียนกำเนิดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างบัดนี้มีความหนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำทิพย์ ทุกกระบวนท่าที่เขาเคยฝึกปรือมาอย่างยากลำบากบัดนี้ถูกขัดเกลาด้วยกฎแห่งสรรพธาตุจนบรรลุถึงขั้นที่น่าสะพรึงกลัว
วิชา "ย่างก้าวไร้พันธนาการ" ของเขาทะยานเข้าสู่ ขั้นที่สาม มิติบิดเบือน อย่างสมบูรณ์ บัดนี้ลู่ชิงมิใช่เพียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน แต่เขาสามารถก้าวเดินข้ามผ่านช่องว่างมิติได้โดยตรง ร่างกายของเขาดูเหมือนจะซ้อนทับอยู่ระหว่างความเป็นจริงและภาพมายา เขาสามารถเดินทะลุผ่านผนังหินหรือสิ่งกีดขวางได้ประหนึ่งธาตุอากาศ และสามารถหายตัวไปปรากฏกายในจุดที่ศัตรูไม่คาดคิดได้เพียงแค่การขยับเท้าเพียงนิดเดียว
ในขณะที่ "ฝ่ามือสยบคลื่น" ก็เลื่อนระดับขึ้นสู่ ขั้นที่สาม วารีกลืนปฐพี พลังฝ่ามือของเขาบัดนี้ไม่ได้มีเพียงความพริ้วไหวของสายน้ำ แต่แฝงไว้ด้วยความหนาแน่นมหาศาลดุจมวลน้ำจากมหาสมุทรที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า เมื่อเขาสะบัดฝ่ามือออกไป ความกดอากาศรอบข้างจะทวีความรุนแรงจนสามารถสยบการจู่โจมของศัตรูให้สยบลงกับพื้นดินในพริบตา ประหนึ่งขุนเขาที่ถล่มลงมาทับร่างของผู้ต่อต้านจนมิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
แม้แต่วิชาที่ลู่ชิงมักจะบ่นว่ายากและไม่ถนัดมือที่สุดอย่าง "กระบี่สังหารเซียน" ก็ยังได้รับการยกระดับขึ้นสู่ ขั้นที่สอง: รัศมีกระบี่นิรันดร์ ในขั้นนี้ ลู่ชิงไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่ที่เป็นวัตถุธาตุอีกต่อไป เขาสามารถควบแน่นสรรพธาตุรอบกายให้กลายเป็นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่คมกริบ รัศมีกระบี่ที่ปล่อยออกมาจะแฝงไปด้วยทำลายล้างที่สามารถตัดผ่านได้แม้กระทั่งปราณคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุด หรือแม้แต่วัตถุวิเศษระดับสูงก็มิอาจต้านทานความคมที่พร้อมจะสลายวิญญาณนี้ได้
นอกจากวิชายุทธ์แล้ว ค่ายกล ทุกแขนงที่เขาเคยเรียนรู้มาบัดนี้ถูกเสริมแกร่งขึ้นหลายเท่าตัวด้วยพลังแห่งสรรพธาตุหลอมรวม ค่ายกลที่เขาวางไว้อย่าง "วิถีศิลาจำจอง" บัดนี้แปรเปลี่ยนจากก้อนหินธรรมดาเป็นเสาหลักมิติที่แข็งแกร่งยากจะพังทลาย
ลู่ชิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ บนยอดเขา พลางขยับนิ้วสำรวจพลังที่พรั่งพรูอยู่ตามปลายนิ้ว เขาเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ หินก้อนใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปนับสิบวาก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงโดยที่ไม่มีเสียงระเบิดแม้แต่น้อย
"พลังระดับนี้... ถ้าข้าเผลอเอาไปใช้ตอนเขียนพู่กันแลกซาลาเปา มีหวังร้านค้าคงพินาศหมดแน่" เขาพึมพำกับตัวเองขณะพยายามปรับสมดุลพลังให้กลับมาดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่สุด ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับแฝงไปด้วยสัมผัสอันลึกลับที่คมปราบ ราวกับเขาสามารถมองทะลุผ่านกาลเวลาและมิติได้ในทุกวินาที
บรรยากาศภายในจวนตระกูลฉินยามนี้ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจนิยามได้ ทั้งเงียบสงัดด้วยความเกรงขามและอื้ออึงด้วยเสียงสรรเสริญ ผู้เฒ่าฉิน ก้าวออกมาจากห้องลับด้วยสภาพที่ดูหนุ่มขึ้นหลายสิบปี ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยรัศมีของ จอมราชันขั้นสูง ทว่าในดวงตาคู่เก๋ากลับสั่นไหวด้วยความสับสนมึนตงถึงสองชั้น
ชั้นแรกคือความอัศจรรย์ใจในตัวเอง เขารู้แจ้งว่าการเลื่อนระดับจากจอมราชันขั้นต้นมาสู่ขั้นสูงนั้น หากเปรียบกับการปีนเขาก็คงเป็นการปีนหน้าผาด้วยมือเปล่าท่ามกลางพายุ แต่นี่เขากลับรู้สึกเหมือนนั่งเกี้ยวหามขึ้นมาอย่างสบายอุรา เพียงแค่สูดดมกลิ่นอายประหลาดที่ลอยมาตามลมเข้าปอดไม่กี่ครั้ง ทำนบพลังที่เคยตีไม่แตกกลับพังทลายลงง่ายดายราวกับทำมาจากเต้าหู้
ชั้นที่สอง ซึ่งทำให้เขาขนลุกชันไปทั้งแผ่นหลัง คือการเหลือบมองไปยังชะง่อนผาข้างจวน นิมิตห้าสีและอาณัติแห่งสายฟ้าที่เพิ่งสงบลงไปนั้นส่งแรงกดดันมหาศาลชนิดที่ว่า พลังจอมราชันของเขาที่เพิ่งบรรลุมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบแล้ว กลับดูจ้อยร่อยยิ่งกว่าเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนรองเท้าของเทพเจ้าเสียอีก
"เซียน... ต้องเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดแน่ๆ ที่เมตตามาจุติที่หลังบ้านข้า" ผู้เฒ่าฉินพึมพำเสียงสั่น พลางรีบทะยานลงมาที่ลานกว้างท่ามกลางเหล่าข้ารับใช้ที่กำลังโห่ร้องยินดี
"ยินดีกับท่านผู้เฒ่าที่บรรลุวิชาเซียนสยบฟ้าดิน!" เสียงตะโกนเหล่านั้นทำให้ผู้เฒ่าฉินอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี เพราะเขารู้ดีว่าตนเองน่ะ 'ของปลอม' เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์เมื่อครู่
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากถาม ฉินอวี้ หลานชายตัวดีที่ยืนยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัยอยู่นั้น...
วูบ!
มวลอากาศใจกลางลานพลันหมุนวนบิดเบี้ยวอย่างไร้ที่มา ราวกับโลกแห่งความจริงถูกกระชากให้เปิดออก ก่อนที่ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดบัณฑิตซ่อมซ่อที่ศอกปะแล้วปะอีกจะ ก้าวออกมาจากช่องว่างมิติ อย่างหน้าตาเฉย ลู่ชิงปรากฏกายขึ้นในท่าที่กำลังใช้นิ้วก้อยแคะหูพลางทำหน้าเบื่อโลก กลิ่นอายเทพเซียนที่เคยสั่นสะเทือนจักรวาลบัดนี้ถูกหดกลับเข้าไปข้างในจนเกลี้ยงเกลา ดูราวกับคนธรรมดาที่เดินหลงทางมาขอข้าววัดกิน
"เคลื่อนย้ายผ่านช่องว่างมิติ! เป็นไปไม่ได้!"
ผู้เฒ่าฉินถึงกับแข้งขาอ่อนแรง หัวใจแทบจะหยุดเต้นด้วยความตกตะลึงสองสถาน ประการแรกคือวิชานี้มันเกินขอบเขตของมนุษย์ไปไกลโข ต่อให้เป็นยอดคนในตำนานก็ยังทำได้เพียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่นี่คือการ 'พับมิติ' ก้าวเดิน!
และประการที่สองที่น่าหวาดหวั่นกว่า คือหากคนผู้นี้มีเจตนาร้าย เพียงแค่เขาสะบัดมือเบาๆ ตระกูลฉินหรือแม้แต่แคว้นต้าหยวนทั้งแคว้นก็คงหายไปจากแผนที่โลกในพริบตา
ทว่าความหวาดระแวงก็มลายไป เมื่อฉินอวี้ผู้เป็นหลานรักวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาบัณฑิตหนุ่มด้วยความเลื่อมใสสูงสุด
"ยินดีด้วยขอรับพี่ลู่! ท่านบรรลุแล้วใช่ไหมขอรับ!"
ลู่ชิงหยุดแคะหูแล้วหันมามองฉินอวี้ พลางบ่นพึมพำติดตลก
"เบาๆ หน่อยน้องอวี้ เดี๋ยวคนเขาก็รู้หมดว่าข้าแอบไปทำอะไรมา... เมื่อกี้ข้ากะจังหวะพลังพลาดไปนิด เกือบจะเผลอทำลายเขตแถวนี้จนวอดวายหมดแล้วเชียว ดีนะที่ข้ายังเสียดายจวนสวยๆ ของบ้านเจ้า ไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกเราคงต้องไปนั่งต้มซาลาเปากินกันในหลุมยุบแทนแล้ว"