ตอนที่ 184 สเตลล่า
“เรียบร้อยกันดีใช่มั้ยครับ ทางผมทำเกินหน้าที่ไปหน่อย จัดการไปแล้วล่ะครับเลยมาช้าหน่อย แต่แหม ไม่ให้ไปสู้ด้วยก็ยังไงอยู่อีกอย่างยังไงพวกคุณก็รับมือไหวใช่มั้ยล่ะครับ แถมคีตาเร็วขนาดนั้นยังไงก็ปลอดภัยหายห่วง” เพชฌฆาตเดินกลับมาพร้อมกับร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
บริเวณท้องของเขามีบาดแผลเหวอะหวะแผลหนึ่ง ดูเหมือนว่าการที่ต้องรีบจัดการเพื่อกลับมารวมกลุ่มจะทำให้เพชฌฆาตต้องใช้วิธีที่อันตรายเล็กน้อย
“แต่ฝั่งผมนี่ก็โหดใช้ได้เลยล่ะครับ กระต่ายอะไรก็ไม่รู้มีขาเยอะแยะ พลังขาก็อยู่ในระดับที่ถ้าโดนเตะตรง ๆ นี่ตายได้เลยล่ะครับ ยังดีที่คำแห่งพลังดูจะไม่เหมาะกับการต่อสู้ผมเลยรีบจัดการมันมาได้แต่ก็ลำบากแทบแย่เลย โอ๊ะ คุณเลโอ รบกวนช่วยรักษาให้หน่อยนะครับ” เพชฌฆาตที่อารมณ์ดีจากการได้ต่อสู้เริ่มแสดงนิสัยของตนอีกครั้ง คำพูดรัวเร็วมากมายหลั่งไหลออกมาราวกับสายฝน
ทุกคนที่มีท่าทีเฉยชาแล้วหัวเราะน้อย ๆ ส่วนเลโอนั้นรีบกุลีกุจอเข้าไปรักษาแผลของเพชฌฆาต
พลังรักษาของเธอนั้นยอดเยี่ยมดั่งที่ว่าไว้ แผลที่ดูฉกรรจ์ของเพชฌฆาตเริ่มรักษาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คำสวดภาวนาอันก่อให้เกิดแสงสีทองเหล่านั้นสารพัดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ คีตากลับมาก่อนคุณอีก นู่น มันจัดการฝั่งของมันด้วยเหมือนกันค่ะ” เลโอหัวเราะน้อย ๆ
เพชฌฆาตเบิกตากว้าง เขาพึ่งสังเกตเห็นหัวของนกอินทรียักษ์ตัวหนึ่งที่หล่นอยู่ด้านข้าง เขาไม่เห็นว่าคีตาอยู่แถวนี้จึงคิดไปเองว่ามันยังไม่กลับมา แต่ดูท่าทีแล้วมันคงออกไปสำรวจที่ทางเพราะว่างเสียมากกว่า
เขาถอนหายใจน้อย ๆ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีผิดคาดอะไรนัก คีตานั้นมีพลังทัดเทียมได้กับนิทาน เขาไม่ได้แปลกใจหากมันจะจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้
“โถ่ มีฉันคนเดียวเหรอคะเนี่ยที่ตกใจ คีตาจัดการกับสัตว์อสูรระดับนักสลักโทด้วยตัวเองเลยนะคะ ไม่มีใครอึ้งหน่อยเหรอ” เลโอบ่นอุบ เธอนั้นยังตกใจไม่หายด้วยซ้ำยามนึกถึงภาพที่คีตาหิ้วหัวของนกอินทรียักษ์ตัวนั้นมา ดูจากความเร็วแล้วมันสมควรจัดการได้ก่อนพวกเขาเสียอีก
“ตกใจก็ตกใจอยู่ครับ แต่พอนึกไปว่าคีตาก็มีพลังในระดับอริยะเทียบเคียงคุณนิทานได้แล้วก็พอจะเข้าใจได้” โฮโจหัวเราะแฮะ ๆ
“ก็ใช่แหละค่ะ แต่คุณนิทานเป็นผู้ฝึกสัตว์ ฉันก็เลยนึกไปว่าคุณนิทานเสริมพลังให้มันเลยแข็งแกร่งได้ขนาดนั้น แต่นี่ห่างไปเป็นกิโลเลยนะคะ” เลโอถอนหายใจ
นิทานเพียงหัวเราะขำไม่ตอบอะไร การแบ่งปันพลังระหว่างพวกเขานั้นระยะทางไม่ใช่เรื่องสำคัญ ยิ่งเสริมด้วยการที่พวกเขาเชื่อมโยงกันตลอดเวลาทำให้การแบ่งพลังนั้นทำได้ไม่ต่างจากการตัวติดกัน
ไม่ต้องแบ่งพลังยังได้ ยังไงการเสริมพลังที่โหดที่สุดก็มาจาก ไล่ตาม ของคีตาอยู่แล้ว นิทานคิด การต่อสู้เมื่อครู่นิทานเพียงสัมผัสได้ว่าคีตายืมใช้พลังจางหายและลดน้ำหนัก มันสมควรลอบโจมตีด้วยความเร็วสูงลิ่วมันจึงจัดการได้ง่ายดายเช่นนั้น
นิทาน นิทาน! เจอนี่มาตอนออกไปจัดการนกตัวใหญ่!
เสียงของคีตาดังขึ้นในห้วงจิต เรียกความสนใจของนิทานให้ไปตรวจดูภาพที่คีตาส่งมาให้ ยามนี้มันได้ออกไปสำรวจพื้นที่ด้านหน้าก่อนเพื่อความรวดเร็ว
นิทานขมวดคิ้วกับภาพที่เห็นนั้น แต่เพราะเป็นเพียงภาพที่ส่งมา เขาจึงยังไม่สามารถตรวจจับได้รายละเอียดนัก
“คีตาเจอร่องรอยบางอย่างแล้วครับ” นิทานกล่าวเรียกความสนใจของทั้งกลุ่ม
เพชฌฆาตที่กำลังได้รับการรักษาโคจรพลังเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าตนสามารถสู้ต่อได้แล้วจึงพยักหน้า ลุกขึ้นยืน แปรกระบวนอีกครั้ง
“ผมนำทางเองครับ” นิทานเดินขึ้นหน้า ทิศทางที่คีตาเจอร่องรอยนั้นออกนอกเส้นทางไประดับหนึ่ง เลโอยังคงปล่อยม่านพลังสีทองคลุมร่างเพชฌฆาตทิ้งไว้เพื่อรักษาให้สมบูรณ์
นิทานค่อนข้างแปลกใจทีเดียวเมื่อพบว่าทิศทางที่คีตาส่งมานั้นห่างจากเส้นทางหลักหลายกิโลเมตรทีเดียว หากมันไม่แยกออกไปต่อสู้กับนกอินทรี 6ตานั่นมันคงไม่พบร่องรอยนี้
เมื่อแหวกฝ่าดงไม้หนาออกมาได้ พวกเขาจึงได้เห็นว่าเบื้องหน้าคือน้ำตกขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
น้ำตกนี้มีความสูงเพียงไม่กี่เมตร ยอดน้ำตกไม่ใช่แม้แต่หน้าผา หากเป็นเนินดินสูงที่พาให้ระดับพื้นที่สูงขึ้นเท่านั้น รอบด้านยังคงเป็นป่าทึบเช่นเคย บ่อน้ำที่ปลายน้ำตกนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่มากนัก สามารถเดินรอบได้อย่างง่ายดาย ที่น่าแปลกคือความใสของน้ำนั้นที่ดูราวกับจะไร้ซึ่งตะกอนใด ๆ เลยเสียมากกว่า
คีตาหมอบอยู่ในพุ่มไม้ด้านข้างด้วยความเงียบเชียบ นิทานส่งสัญญาณให้ทุกคนก้มตัวลงต่ำ มันสอดส่ายสายตาตรวจสอบรอบด้านอย่างระมัดระวัง ประสบการณ์ของทั้งสองสอนเขามาอย่างดีว่าพื้นที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้มักเป็นแหล่งอาหารหรือแหล่งที่อยู่ของสัตว์นักล่าที่แข็งแกร่ง
แหล่งน้ำคือจุดที่สัตว์ทั้งหลายมักมารวมตัวกัน และการที่จะยึดพื้นที่เช่นนี้เป็นอาณาเขตได้หมายความว่ามันต้องเป็นสัตว์นักล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร
เพื่อความไม่ประมาท แม้นิทานจะไม่พบเจอสิ่งใดแต่เขายังคงตรวจสอบอย่างระมัดระวัง สมาชิกกลุ่มขุดค้นไม่มีใครสงสัยในคำสั่งของนิทาน หากเป็นการเดินทางในป่านิทานรู้ดีที่สุด
หลังผ่านไปชั่วครู่แล้วยังไม่พบอะไร นิทานหันมาส่งสัญญาณให้พวกเขาทั้งหมดรอ ใช้พลังจางหายคลุมร่างของตน เลือนรางหายไปราวกับหมอกควัน แล้วจึงออกเดินสำรวจโดยรอบ
บ่อน้ำนี้แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่ก็เชื่อมต่อกับแม่น้ำสายเล็กที่ไหลทอดยาวไปยังอีกส่วนหนึ่งของป่าใต้พิภพ สิ่งมีชีวิตในบ่อน้ำนี้มีไม่มากนัก แต่ก็พอจะเห็นสัตว์น้ำเช่นปลาและหอยไปประปราย
ทำเลสมบูรณ์แบบสำหรับทำรังเลยนี่ จะไม่มีใครมาแสดงอาณาเขตเลยได้ยังไง นิทานขมวดคิ้ว
หลังม่านน้ำตกคือถ้ำขนาดเล็กที่คนสามารถมุดเข้าไปได้ ยิ่งเป็นรังที่ดียิ่งสำหรับสัตว์อสูร ความสนใจของนิทานเพ่งไปยังถ้ำนั้น สิ่งที่อยู่ในถ้ำนั้นคือภาพที่คีตาส่งออกมา
เขาเดินวนตรวจสอบรอบน้ำตกอยู่สองสามรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายจริง ๆ แล้วจึงเรียกทุกคนออกมา
“ไม่มีสัตว์อสูรอยู่ เป็นไปได้เหรอครับ” อิซึมิขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าแถวนี้นั้นปลอดภัยเพียงใด
“อาศัยอยู่ใต้ดินหรือเป็นประเภทวิหคมั้ยคะ พื้นที่ล่าที่ดีขนาดนี้จะไม่มีเจ้าของได้ยังไง” ฟาง หมิงแสดงความสงสัย พวกเขาทั้งหมดแม้ไม่ได้ช่ำชองเรื่องระบบนิเวศเท่านิทาน หากความรู้พื้นฐานเช่นนี้ยังคงมี
“ไม่มีจริง ๆ ครับ ผมตรวจสอบดูหลายรอบแล้ว แม้แต่ร่องรอยของสัตว์ที่เดินมากินน้ำยังไม่มีเลยครับ” นิทานส่ายหน้าตอบ
เลโอร่ายอาคมของตนอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้คำแห่งพลังที่สลักอยู่บนลิ้น ม่านพลังสีทองปกคลุมร่างของพวกเขาอีกครั้ง ความหนาแน่นของพลังสูงมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แล้วจึงสาดซัดพลังออกไปรอบ ๆ แสงสีทองปกคลุมทุกสิ่งอย่าง ชำระล้างให้บริสุทธิ์ แม้แต่น้ำในบ่อก็ใสสะอาดมากยิ่งขึ้น
“ไม่มีพิษปนเปื้อนใด ๆ ค่ะ” เลโอตอบ
“หลังน้ำตกมีถ้ำเล็ก ๆ อยู่ครับ ข้างในมีร่างของมนุษย์อยู่” นิทานพูด นี่เป็นเหตุผลที่เขาพาทั้งหมดมายังที่แห่งนี้
อิซึมิเดินนำหน้าเข้าสู่ถ้ำหลังน้ำตก ภายในนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เป็นเพียงช่องว่างโล่ง ๆ ทางด้านข้างคือร่างของมนุษย์ที่เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น
เพราะความชื้นของที่แห่งนี้ทำให้แม้ศพจะตายมานานเกือบเดือนแล้วแต่ยังคงเหลือร่องรอยก่อนตายชัดเจน
ศพสวมใส่เสื้อผ้าขาด ๆ รอยแผลเหวอะหวะที่กลางอกสมควรเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต กำไลที่ข้อมือนั้นมีรอยปริแตก นี่คือสมบัติวิเศษที่กลุ่มการค้าอิสึกะมอบให้แก่หน่วยกล้าตายเพื่อส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ
มันเสียไปแล้วอย่างชัดเจนจากรอยแตกหักและการผุพัง บัตรใบหนึ่งหล่นอยู่ข้างกายของศพ มันเป็นบัตรสีเหลืองบุษราคัมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและฝุ่น
“นักผจญภัยระดับบุษราคัมที่ไปต่อสินะครับ” โฮโจเอ่ยขึ้นเสียงเบา เขาคำนับร่างให้แก่ศพนั้น เพราะศพนี้พวกเขาจึงได้รับข้อมูลที่มีค่ามากมายเกี่ยวกับป่าใต้พิภพ
เลโอนำนิ้วแตะลงบนฝ่ามือ หลับตาลง แล้วจึงเริ่มสวดคำภาวนาเพื่อชำระล้างศพให้สะอาด คำอวยพรที่เธอท่องนั้นอบอุ่นและอ่อนโยน เป็นดั่งบรรเลงที่สวดส่งวิญญาณให้แก่ผู้กล้า
หากไม่ใช่เพราะเธอคนนี้ พวกเขาคงไม่ได้ข้อมูลเรื่องป่าใต้พิภพจนเดินทางไวเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเธอคนนี้ หน่วยกล้าตายชุดก่อนอาจจะไม่รอดจนพบทางลงเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ขับเคลื่อนเธอคือความปรารถนาที่จะให้น้องชายที่ป่วยไข้ของเธอได้มีชีวิตที่ดี และการกระทำนั้นควรค่าแก่การยกย่อง
ไม่มีใครพูดอะไรพวกเขาเพียงภาวนาตามเงียบ ๆ นิทานเก็บบัตรนักผจญภัยของเธอมาไว้ติดตัว แล้วจึงได้สังเกตเห็นว่าบนร่างของเธอมีบันทึกเล่มเล็ก ๆ อยู่ด้วย ดูจากการที่กำไลนั้นเสียหาย นี่คงเป็นสิ่งที่เธอใช้จดบันทึกแก่ผู้ที่มาทีหลัง
สเตลล่า นิทานพึมพำชื่อบนบัตรนักผจญภัยของเธอ สัญญากับตัวเองสั้น ๆ ว่าบัตรใบนี้จะต้องกลับไปอยู่กับน้องชายของเธอ เขาอยากบอกให้น้องชายของเธอได้ทราบว่าเขามีพี่สาวที่ยอดเยี่ยมเพียงไร
นิทานยังไม่มีแก่ใจจะเปิดอ่าน พวกเขาร่วมกันขุดหลุมฝังศพให้เธอเป็นอย่างดี เพราะการเดินทางพวกเขาไม่อาจพาร่างของเธอกลับไปได้ แต่อย่างน้อยด้วยการสวดของนักบวชเช่นเลโอ เดรฟัสสมควรยินดีต้อนรับเธอ
พวกเขาเลือกจะฝังเธอไว้บริเวณข้างน้ำตกนั่น อย่างน้อย ๆ ในสายตาพวกเขาที่ที่ไม่มีสัตว์อสูรมากล้ำกรายแบบนี้เป็นความสงบที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะมอบให้ได้
หลังจากผ่านพิธีสั้น ๆ ไป ทั้งกลุ่มจึงได้รวมตัวกันอ่านบันทึกเล่มเล็กนั้น หากจะมีใครที่อาจรู้ร่องรอยไปต่อในส่วนลึก คนผู้นั้นก็สมควรเป็นเธอที่สามารถหลบหนีมาหาที่ตายอย่างสงบได้
‘กำไลส่งข่าวพังแล้ว บันทึกฉบับนี้ถูกเขียนโดยนักผจญภัยระดับบุษราคัม สเตลล่า’
‘ฉันหวังว่าบันทึกฉบับนี้จะเป็นข้อมูลที่ดีแก่ผู้ที่มาทีหลัง แม้อาจไม่ใช่จากกลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าอิสึกะ แต่สำหรับใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับที่นี่’
‘ฉัน สเตลล่า นักผจญภัยระดับบุษราคัม รับภารกิจให้มาสำรวจสุสานโบราณของผู้แสวงวิถีนี้ เป้าหมายหลักของภารกิจคือการสำรวจให้ลึกที่สุดและค้นหาข้อมูลอะไรก็ตามที่มีค่าต่อการสำรวจครั้งต่อไป’
‘เริ่มต้นกลุ่มของฉันมีอยู่ทั้งหมด 24คน หากเมื่อผ่านเขาวงกตชั้นแรกมาได้แล้วเหลือเพียง 12คนเท่านั้น’
‘หลังจากทางลาดลงคือป่าใต้พิภพแห่งนี้ หากใครก็ตามได้อ่านบันทึกเล่มนี้คงเห็นแล้วว่าที่นี่เป็นระบบนิเวศแบบปิดโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์แต่อย่างใด’
‘เพราะเหตุผลบางอย่าง ฉันจึงได้เดินทางต่อเพียงคนเดียว’
‘และเพราะตัวฉันเองที่เป็นถึงนักผจญภัยระดับบุษราคัม จึงสามารถหลบเลี่ยงสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้มากมาย จนได้พบและยืนยันการมีอยู่ของระดับอริยะ’
‘ฉันพลาดท่าโดนมันโจมตี แต่ข้อมูลยืนยันนี้มีค่ามากพอแล้ว ภารกิจของฉันถือว่าสำเร็จไปด้วยดี’