ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่123 ตระกูลถูลงมือ

            นครหลวงเหอผิง ถนนทิศใต้

             

            “เร็วเข้าท่านผู้สำเร็จราชการมีคำสั่งให้ปิดประตูเมือง”ม้าเร็วจากภายในวังวิ่งมาถึงก็ตะโนบอกทันทีเป็นเวลาเดียวกันกับที่ทหารจำนวนมุ่งตรงมายังประตูเมืองทิศใต้ธงโบกสะบัดในนามองค์รัชทายาท

             

            “เปิดประตูเมือง องค์รัชทายาทจะเสด็จออก !”

             

            ทหารรักษาการต่างมึนงงไม่รู้ว่าควรฟังใครดี เพราะองค์รัชทายาทก็ถือเป็นผู้สำเร็จราชการและต้องเป็นองค์จักรพรรดิคนถัดไป พวกเขาไม่อาจล่วงเกินใครได้แม้สักคน

             

            ทว่าแม่ทัพรักษาการณ์นั้นกลับนิ่งเฉยไม่ยอมเปิดประตูเมืองทั้งยังทำเป็นหูทวนลมไม่รู้ร้อนรู้หนาวและยังออกคำสั่งที่ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทำตัวเป็นกบฏไปเสียอย่างนั้น“พลธนูขึ้นสาย ใครกล้าเข้ามายิงได้ทันที !”

             

            องค์รัชทายาทที่ทรงม้าอยู่ก็เคร่งขรึมขึ้นนี่ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมาติดอยู่ที่นี่แต่หากไม่ฝ่าออกไปประตูนี้ ประตูอื่นก็ไม่ต้องไปแล้ว !

             

            “เจิ้งหยาง เจ้าคนเนรคุณ ! ยังไม่รีบเปิดประตูเมืองให้องค์รัชทายาทเสด็จอีก หรือเจ้าจะคิดขบถกระนั้นหรือ?” หนิงเทียนตวาดขึ้น สีหน้าแดงก่ำ เขาโกรธขึ้นมาแล้วหากเขาลงมือกำแพงเมืองก็ไม่อาจต้านได้ !

             

            “ท่านแม่ทัพพวกเราควรทำอย่างไร ?” ทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้น

             

            “อย่าไปสนใจ ทำตามคำสั่งข้าก็พอ” เจิ้งหยางกล่าวตอบด้วยท่าทีสบาย ๆไร้ความตึงเครียดใด ๆ

             

            ไม่นานเสียงเฮก็ดังมาจากด้านหลังทัพขององค์รัชทายาททหารนับหมื่นบุกล้อมเข้ามา สีหน้าองค์รัชทายาทและขุนนางฝ่ายพระองค์เคร่งเครียดกว่าเดิมหากยังไม่ลงมือคราวนี้ไม่รอดแน่

             

            ฝ่ามือทลายบรรพต !

             

            หนิงเทียนหลอมรวมเจตนารมณ์ฟ้าดิน ปะทุพลังฝ่ามือรูปร่างปรากฏเป็นเขาห้ายอดสูงตระหง่านประดุจภูผาหล่นร่วงมาจากสวรรค์ แหวกม่านนภากาศ มุ่งตรงสู่กำแพงเมืองทหารรักษาการณ์สีหน้าขาวซีด ถึงคราวตายพวกมันแล้ว เพราะแม่ทัพบัดซบนั่นแท้ ๆ เชียว

             

            เจิ้งหยางตัวสั่นเทิ้มท่าทีสบาย ๆ ไม่ปรากฏอีกรีบออกคำสั่งด้วยความกลัวตาย “ปะ...เปิด..ประตู..เร็วเข้า!”

             

            พอถึงคราวตาย อะไร ๆ ก็ทำได้ ทหารจำนวนหนึ่งรีบเปิดประตูเมืองทันทีธนูที่จะยิงออกก็หยุดชะงัก ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่สนใจหน้าที่ของตนเอง หากตายแล้วหน้าที่จะมีประโยชน์อะไรพลังของขอบเขตแดนพิภพน่ากลัวเกินไป !

             

            ทั้งพลังแห่งขอบเขตแดนพิภพ ทั้งเคล็ดวิชาระดับปฐพี !

             

            ใครจะอยากอยู่รอความตาย พากันหนีไปคนละทิศทางกลัวว่าฝ่ามือนั่นจะเข้าทำลายกำแพงเมืองให้ราบพนาสูญ

             

            อันที่จริงหนิงเทียนไม่ได้ใส่แรงกดดันลงไปไม่เช่นนั้นพวกทหารคงหนีไปกันไม่ได้และคงไม่มีแรงไปเปิดประตูให้พวกตน สิ่งนี้อยู่ในการคำนวณของเขาหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพลังอำนาจของเขาก็ใช่ว่าใครจะรับไหวทหารที่อ่อนด้อยกว่ากำเนิดพลังล้วนไม่มีพลังต่อต้าน แม้เพียงปลดปล่อยพลังเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น

             

            ความน่ากลัวของผู้นำหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ได้เปิดเผยออกมาให้เห็นแล้วความน่าสะพรึงนี้ไม่เพียงส่งผลกับศัตรู แม้แต่ฝั่งเดียวกันยังอดหวาดหวั่นไม่ได้องค์รัชทายาทยังไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้หวาดกลัวได้เช่นกัน

             

            ทันทีที่ประตูเปิดออกฝ่ามือนั้นก็สลายไปกองทัพขององค์รัชทายาทออกนอกเมืองได้สำเร็จ เจิ้งหยางเหงื่อแตกพลั่กเมื่อครู่เขาพึ่งผ่านความเป็นความตายมา “เกือบ.....ไปแล้ว.......”

             

            เจิ้งหยางยังคงนั่งปาดเหงื่อ ประจวบกับกองทหารที่ติดตามมาถึงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่กำแพงเมืองทิศใต้พวกเขาก็เห็นจึงไม่มีใครต่อว่าเจิ้งหยางหากเป็นพวกเขาเองก็คงต้องยอมเปิดประตูให้แน่ ๆ

             

            ทหารที่ตามมาไม่ใช่ใครที่ไหนพวกเขาคือทหารรักษาพระนครทหารรักษาพระนครกว่าห้าหมื่นนายเข้าร่วมกับตระกูลถูหนุนองค์ชายสี่ขึ้นเป็นจักรพรรดิแล้วไม่เพียงเท่านั้นกองทัพพยัคฆ์ยังถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยการแทรกแซงของสองฝั่งเจ็ดหมื่นเข้าร่วมกับองค์ชายสี่ อีกสามหมื่นเข้าร่วมกับองค์รัชทายาท

             

            ดูท่าว่าสงครามกลางเมืองในครั้งนี้จะยืดเยื้อเป็นอย่างมากตระกูลถูเลือกลงมือก่อน นครหลวงเหอผิงจึงกลายเป็นฐานที่มั่นขององค์ชายสี่ไปศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรเยว่ องค์ชายสี่ได้ควบคุมไปแล้ว

             

            แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจบอกได้ว่าใครจะได้ครองแผ่นดินยังเหลือกองทัพมังกรกว่าแสนนาย ทหารองครักษ์หลวงอีกห้าหมื่นที่ยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

             

            ที่เคลื่อนไหวก็มีเพียงตระกูลถูที่ยกทัพของตนเข้าพระนครกว่าแปดหมื่นคน ทำให้กำลังรบขององค์ชายสี่ในตอนนี้มีมากถึงสองแสนนาย!

             

            ต่างจากองค์รัชทายาทที่มีเพียงทหารจากกองทัพพยัคฆ์สามหมื่นนายและกองทัพของตระกูลหนิงที่ยังอยู่เมืองเซียงอีกห้าหมื่นนายกองกำลังของทั้งสองต่างกันมากกว่าสองเท่า !

             

            และดูท่าแล้วกองทัพพิทักษ์อุดรและกองทัพพิทักษ์บูรพาจะเข้าร่วมกับฝ่ายองค์ชายสี่ด้วย

             

            สถานการณ์ฝ่ายองค์รัชทายาทดูน่าเป็นห่วงขึ้นมาทันที

             

            หลังจากออกมาจากนครหลวงเหอผิงได้ทัพสามหมื่นที่ควบคุมโดยอ๋องอี้ก็มารอรับอยู่ทางใต้ห่างจากเมืองหลวงไปสามสิบลี้จากนั้นก็ถอยร่นลงอีกยี่สิบลี้แล้วหยุดตั้งมั่นที่นั่นรอกำลังทัพหนุนเสริมจากทางใต้

             

            หากไม่อยากให้สงครามยืดเยื้อก็ควรหยุดสงครามไว้ที่นครหลวงเท่านั้น !

             

            วันรุ่งขึ้นทางราชสำนักได้สถาปนาองค์ชายสี่ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิพระองค์ใหม่และยังประกาศให้องค์รัชทายาทเป็นกบฏถูกถอดถอนจากบรรดาศักดิ์ทั้งสิ้นอี้อ๋องก็เช่นกัน

             

            ประชาชนต่างพากันอกสั่นขวัญหายไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ชีวิตของพวกเขาแทบจะไม่มีค่าเมื่อเกิดการสู้รบของผู้สูงศักดิ์ทั้งหลาย

             

            นครหลวงเหอผิงที่เงียบสงบมายาวนานนับพันปี บัดนี้เปลี่ยนเป็นสมรภูมิสงครามประชาชนพากันหลบหนีไปกันคนละทิศทาง นครหลวงอันยิ่งใหญ่แทบกลายเป็นเมืองร้าง หากไม่มีการกักตัวคนไว้ในพระนครก่อนคงไม่เหลือใครเลยนอกจากทหาร

             

            นี่เป็นครั้งแรกในรอบพันปีที่เกิดสงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดก่อนหน้าไม่เคยปรากฏขึ้น อาณาจักรเยว่ยืนยงมานานแม้มีทะเลาะเบาะแว้งในบรรดาตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่เคยก่อให้เกิดสงครามเช่นนี้

             

            นอกจากราชโองการแรกที่ออกไปแล้วไม่นานก็มีราชโองการฉบับใหม่เรียกกองทัพชายแดนเข้าเมืองหลวงทหารชายแดนทั้งสี่รวมแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นนายมุ่งตรงเข้าเมืองหลวงนั่นเป็นเรื่องใหญ่มากเท่ากับว่า ชายแดนจะไร้ผู้คุ้มกันเปิดโอกาสให้อาณาจักรอื่นเข้ารุกราน

             

            ...

             

            “กระหม่อมไม่รู้จริง ๆ ว่า เจ้าถูซุยนั่นคิดสิ่งใดอยู่จึงเรียกกองทัพชายแดนเข้านครหลวงหรือว่าเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นไม่คำนึงถึงชายแดนเลยกระนั้นเลยหรือ ?แล้วเหตุใดองค์ชายสี่จึงเห็นด้วย” หนิงเทียนค่อนข้างประหลาดใจกับราชโองการนี้

             

            องค์รัชทายาทเองก็เช่นกัน เขาไม่เพียงวิตกเกี่ยวกับชีวิตของตนเองยังกังวลเรื่องกองทัพชายแดนอีก ต่อให้ไม่นับรวมทหารจากค่ายปราบทักษิณสามหมื่นนายก็ยังต้องกังวลกับทหารอีกเก้าหมื่นที่เหลือกำลังรบของฝ่ายองค์ชายสี่มีมากเกินไปแล้ว !

             

            “นั่นคงไม่ใช่ความคิดของเสี่ยวหมิงเฮ้อ...แผ่นดินที่บรรพบุรุษเพียรสร้างจะจบลงในยุคสมัยของข้าอย่างนั้นหรือ ?”องค์รัชทายาททอดถอนใจ ขุนนางฝั่งนี้เองก็รู้สึกหดหู่ไปด้วย

             

            พรึ่บ !

             

            ม่านกระโจมถูกเปิดออกอี้อ๋องเดินเข้ามาอย่างองอาจ “เสด็จพ่อพระองค์อย่าได้วิตกไปแม้ว่ากองทัพของเราจะมีไพร่พลน้อยกว่า แต่ก็นับว่าเป็นกองทัพที่ชอบธรรมเนื่องด้วยอีกฝ่ายคิดชิงราชสมบัติจึงปองร้ายพระองค์ เรื่องนี้ประชาราษฎร์หารู้ไม่แต่หากพระองค์มีพระราชบัณฑูรให้ประกาศไปทั่วอาณาจักรเนื้อความนั้นกล่าวถึงความประพฤติที่ไม่ซื่อของตระกูลถู และการออกคำสั่งโดยมิชอบ รวมถึงการปองร้ายคงจะพอทำให้ราษฎรเข้าใจในความจริงได้

             

            แล้วทีนี้เราก็จัดรับสมัครกองกำลังอาสา ก็สมควรจะเพียงพอต่อความต้องการด้านกองกำลังแม้จะใช้เวลาสักหน่อย แต่คงไม่นานจนเกินไปอย่างไรเสียพระองค์ก็ยังเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์โดยชอบธรรม”

             

            “เกล้ากระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ” ขุนนางทั้งหลายต่างพร้อมใจกันขานรับ

             

            “ถ้าเช่นนั้นก็มีพระบัณฑูรลงไปเช่นนั้นเถอะ”

             

            “พะย่ะค่ะฝ่าบาท” จากนั้นขุนนางผู้เป็นราชเลขาคนก่อนขององค์จักรพรรดิก็ได้รับหน้าที่ร่างพระบัณฑูรขึ้นและให้ม้าเร็วนำไปประกาศยังเมืองต่าง ๆแม้จะถูกขัดขวางอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างจะทำการสำเร็จ

             

            กองทัพของทั้งสองฝ่ายยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆรอให้กำลังเสริมและเสบียงพรั่งพร้อมนั่นจึงเวลาแห่งการศึกที่แท้จริง !

             

            ...

             

            “คุณหนูรีบหนีไปนายท่านกำลังรอรับท่านอยู่ทางใต้ห่างจากนี่ไปยี่สิบลี้ท่านรีบไปเถอะ” ก่อนหน้านี้หนิงอันอันถูกช่วยเหลือไว้โดยพ่อบ้านในจวนเสนา ‘ฟ่านจง’ผู้เป็นหมากลับของหนิงเทียน นำพาคุณหนูหนีออกจากสำนักยุทธ์หลวงพวกเขาเกรงว่าสำนักนั้นจะไม่ปลอดภัยแล้ว

             

            สำนักยุทธ์หลวงอยู่ใกล้นครหลวงมากเกินไป เพราะงั้นต้องรีบพาคุณหนูหลบหนีไม่เพียงฟ่านจงจะลงมือ ชงหยงกับองครักษ์ส่วนตัวก็ลงมือเช่นกันช่วยหนิงอันอันออกมาได้แต่ก็ต้องถูกขวางโดยถูลู่หลิ่งกับกองทหารรักษาพระนครนับร้อยที่มาดักรอ

             

            ฟ่านจงจึงตั้งใจจะสละชีพตนเองเพื่อเปิดทางให้ชงหยงและหนิงอันอันหนีไปให้ได้

             

            แต่การลอบออกจากสำนักไม่ได้มีเพียงหนิงอันอันเท่านั้น ยังมีจูเหยียนซ่งจิ่นติ้ง เหอไฉเฉิน เหอเจี๋ย จิ๋นหลี่ และคนอื่น ๆที่อยู่ฝั่งเดียวกันกับหนิงเฟยหลงก็พากันทยอยหลบหนีไปรวมกลุ่มกองกำลังด้านนอก

             

            สำนักยุทธ์หลวงไม่ใช่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน