ชายชุดดำทั้งสามพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มพร้อมกัน ดาบสามเล่มฉีกอากาศเข้าหาเหวินซานจากสามทิศ เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก กิ่งไม้ในมือขยับออกไปช้า ๆ
ฟึ่บ! เขาปัดคมดาบเล่มแรกออกเพียงเล็กน้อย ก่อนอาศัยแรงส่งหมุนตัวหลบดาบอีกสองเล่มอย่างหวุดหวิด
ฉัวะ! ปลายดาบเฉือนผ่านสีข้างของเหวินซาน เืสดไหลซึมออกมาทันที แต่เขากลับไม่สนใจ ในดวงตาของเด็กหนุ่ม เหลือเพียงการเคลื่อนไหวของศัตรูสะท้อนอยู่ในสายตา
กิ่งไม้ในมือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่อาจปะทะกับดาบโดยตรง แต่กลับแทรกเข้าไปในช่องว่างของการโจมตีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ชายชุดดำคนหนึ่งกัดฟัน
หัวหน้ากลุ่มฟันดาบลงอย่างรุนแรง เหวินซานรีบยกกิ่งไม้ขึ้นรับ
เป๊าะ! กิ่งไม้หักออกเป็สองท่อนทันที แรงมหาศาลส่งร่างของเหวินซานปลิวถอยหลังหลายจั้ง เืไหลออกจากมุมปาก แขนขวาชาไปทั้งแขน ความแตกต่างของระดับพลังยังคงมากเกินไป ต่อให้เข้าใจมรรคากระบี่มากขึ้น แต่พลังิญญาของเขายังอยู่เพียงขั้นจุดประกายิญญาระดับสอง ไม่อาจชดเชยช่องว่างนั้นได้
หัวหน้าชายชุดดำหัวเราะเ็า "จบแล้ว!" เขายกดาบขึ้น เตรียมฟันลงมา แต่ในขณะนั้นเอง
ฟิ้ว! เถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าราวกับอสรพิษ
ฉึก! มันพันรอบข้อมือของชายชุดดำ ก่อนเหวี่ยงเขาลอยกระแทกต้นไม้ใหญ่เสียงดังสนั่น
ตูม!
อีกสองคนใ รีบหันกลับไป สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากเงาไม้
เซิ่งหลินกวาดตามองชายชุดดำทั้งสามอย่างเฉยเมย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เหลือแค่นี้สินะ"
หนึ่งในชายชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามใช้จิตััตรวจสอบพลังของนาง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าราวกับนางเป็เพียงคนธรรมดา ใบหน้าของมันฉายแววหวาดผวาขึ้นมาทันที "แล้วพี่ใหญ่ของข้าล่ะ! เ้าทำอะไรพวกเขา!"
เซิ่งหลินตอบเพียงสั้น ๆ "ตายหมดแล้ว" คำตอบสั้น ๆ นั้น ทำให้สีหน้าของชายชุดดำทั้งสามซีดเผือดทันที
เซิ่งหลินก้าวมาหยุดข้างเหวินซาน "ปล่อยให้พวกมันรอดกลับไปไม่ได้" นางยกมือขึ้น พลังิญญาเริ่มไหลเวียนรอบกาย แต่ก่อนที่นางจะลงมือ เหวินซานกลับยกมือห้ามไว้ "ศิษย์พี่" เซิ่งหลินหันมามอง เขาเช็ดเืที่มุมปาก พลางลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
เด็กหนุ่มมองชายชุดดำทั้งสาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้าขอลองอีกครั้ง"
เซิ่งหลินเลิกคิ้วเล็กน้อย "เ้าแน่ใจหรือ" เหวินซานพยักหน้า "เมื่อครู่ ข้ารู้สึกว่ากระบี่ยังขาดอะไรบางอย่าง ข้าอยากลองดู"
เซิ่งหลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเก็บพลังิญญาระดับหกกลับเข้าสู่ตันเถียน นางก้าวถอยหลังไปยืนพิงต้นไม้ใหญ่ กอดอกมองการต่อสู้อย่างสงบนิ่ง "ได้ ข้าจะดูอยู่ตรงนี้"
เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก ล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนหยิบขวดหยกออกมาจากมิติิญญา เขาเทโอสถฟื้นฟูิญญาเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือ
ก่อนกลืนลงไปในคำเดียว ความเจ็บแสบตามเส้นิญญาค่อย ๆ คลายลง ความอ่อนล้าที่เกิดจากการต่อสู้ก่อนหน้าค่อย ๆ บรรเทาลง เืลมกลับมาหมุนเวียนได้คล่องตัวกว่าเดิม
เหวินซานหลับตาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะก้มลงหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาอีกกิ่งหนึ่ง กิ่งนี้ตรงกว่าเดิมเล็กน้อย แม้จะยังเป็เพียงเศษไม้ธรรมดา
ชายชุดดำทั้งสามสบตากัน จากนั้นก็ค่อย ๆ ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว พวกมันไม่ได้หวาดกลัวเหวินซาน แต่หวาดกลัวหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังต่างหาก หัวหน้าชายชุดดำหันไปมองเซิ่งหลิน ก่อนกัดฟันแน่น "แยกกันหนี!" สิ้นเสียง ทั้งสามก็หันหลังวิ่งคนละทิศทันที
เซิ่งหลินที่ยืนพิงต้นไม้มาตลอดเพียงเหลือบตาขึ้น "คิดจะหนีหรือ" นางยกมือขวาขึ้นอย่างแ่เบา
ครืนน... อากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งขึ้น ราวกับมีูเาลูกหนึ่งกดทับลงมา ชายชุดดำทั้งสามรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง ขาทั้งสองก้าวต่อแทบไม่ออก แม้พยายามเร่งฝีเท้าเพียงใด กลับเหมือนกำลังวิ่งอยู่กับที่ "อะไรกัน! ร่างกายขยับไม่ได้!"
เซิ่งหลินลดมือลงช้า ๆ แรงกดดันยังคงปกคลุมพื้นที่โดยรอบ แต่ไม่ได้ทำร้ายผู้ใด เพียงขังทั้งสามไว้ภายในรัศมีนั้นเท่านั้น
หัวหน้าชายชุดดำหันกลับมามองเซิ่งหลินอีกครั้ง เหงื่อเย็นไหลอาบหน้าผาก เขารู้แล้วต่อให้รวมกันทั้งสิบคน ก็ไม่ใช่คู่มือของหญิงผู้นี้ ในเมื่อหนีก็ไม่ได้ สู้กับนางก็มีแต่ตาย
สายตาของทั้งสามจึงค่อย ๆ หันกลับมาหาเหวินซานพร้อมกัน หัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้ม "อย่างน้อย ฆ่าเด็กนี่ก่อน! ลุย!" สิ้นเสียง ทั้งสามะเิพลังิญญาพร้อมกัน ดาบทั้งสามเล่มพุ่งเข้าหาเหวินซานจากคนละทิศ คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
เหวินซานกำกิ่งไม้ในมือแน่น โอสถฟื้นฟูิญญาเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่ พลังิญญาภายในตันเถียนไหลเวียนอย่างคล่องแคล่ว าแหลายแห่งยังคงแสบร้อน แต่ร่างกายกลับตอบสนองได้รวดเร็วกว่าเมื่อครู่ เขาค่อย ๆ ยกกิ่งไม้ขึ้น ปลายกิ่งชี้ตรงไปยังชายชุดดำทั้งสาม
เหวินซานก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว กิ่งไม้ในมือเคลื่อนไหวแ่เบา แต่กลับพุ่งตรงเข้าไปหาชายชุดดำทั้งสามโดยไม่ลังเล
ฟึ่บ! กิ่งไม้ปัดคมดาบเล่มแรกออก ก่อนหมุนตัวหลบอีกสองเล่มอย่างหวุดหวิดกิ่งไม้ในมือเคลื่อนไหวต่อเนื่องราวกับสายน้ำ ชายชุดดำทั้งสามที่เคยเห็นช่องว่างกลับต้องชะงัก เพราะปลายกิ่งนั้นเบี่ยงคมดาบของพวกมันได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ชายชุดดำทั้งสามสีหน้าเริ่มเปลี่ยน
หัวหน้ากลุ่มกัดฟัน "อย่าปล่อยให้มันตั้งตัว!" ทั้งสามเปลี่ยนจากผลัดกันโจมตี เป็รุมพร้อมกันอีกครั้ง ดาบสามเล่มฟันเข้ามาจากสามทิศ เหวินซานหลับตาลงชั่วขณะ เขาไม่มองกระบี่ แต่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูผ่านลมหายใจและจังหวะฝีเท้า
กิ่งไม้ในมือขยับตามสัญชาตญาณ ฉัวะ! ปลายกิ่งแตะข้อมือชายชุดดำคนหนึ่ง เคร้ง! ดาบอีกเล่มถูกเบี่ยงออก แต่ความต่างของพลังกลับไม่อาจชดเชยได้ด้วยวิชากระบี่
ตูม! ชายชุดดำคนที่สามอัดฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกเหวินซานเต็มแรง "อั่ก!" ร่างของเขาปลิวกระแทกต้นไม้ใหญ่ เืสดพุ่งออกจากปาก ยังไม่ทันลุกขึ้น ดาบอีกเล่มก็พุ่งเข้ามา เหวินซานรีบยกกิ่งไม้ขึ้นรับ เป๊าะ! กิ่งไม้แตกเป็เสี่ยง ๆ เศษไม้ปลิวว่อนกลางอากาศ ชายชุดดำหัวเราะลั่น "สุดท้ายก็แค่นี้!"
เหวินซานหอบหายใจหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยาแ แต่แววตาของเขากลับไม่ยอมแพ้
ในขณะที่ชายชุดดำทั้งสามกำลังจะลงมือปิดฉาก เซิ่งหลินที่ยืนดูมาตลอดก็ขยับตัวเป็ครั้งแรก
เถาวัลย์สีเขียวสามสายพุ่งออกไปพร้อมกัน
ฉึก! ฉึก! ฉึก! มันแทงทะลุหน้าอกของชายชุดดำทั้งสามอย่างแม่นยำ ทั้งสามเบิกตากว้าง ก่อนจะล้มลงกับพื้นโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้อง ป่าทั้งผืนกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
เซิ่งหลินเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเหวินซาน "เป็อย่างไร"
เหวินซานยิ้มอย่างขมขื่น
เซิ่งหลินส่ายหน้า "เ้าแพ้เพราะพลังิญญาต่ำกว่า ไม่ใช่เพราะวิชากระบี่" นางก้มมองกิ่งไม้ที่หักอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยขึ้น "กระบี่ของเ้า ขาดเพียงสิ่งเดียว" เหวินซานเงยหน้าขึ้น "สิ่งใดหรือ"
"ท่าร่าง" นางใช้นิ้วชี้ไปยังพื้น "เท้าของเ้าตามกระบี่ไม่ทัน ต่อให้เห็นช่องว่าง แต่ร่างกายกลับตามไม่ทัน"
เหวินซานนิ่งอึ้ง เมื่อนึกย้อนกลับไป ทุกครั้งที่ถูกโจมตี ล้วนเป็เพราะฝีเท้าช้ากว่าที่ใจคิด เซิ่งหลินล้วงแผ่นหยกสีเขียวอ่อนออกมาจากถุงเก็บของ ก่อนโยนให้เขา เหวินซานรับไว้โดยอัตโนมัติ
บนแผ่นหยกสลักอักษรไว้สามคำ ก้าวสายลม เซิ่งหลินกล่าวเรียบ ๆ "วิชาท่าร่างนี้เป็วิชาของศิษย์สายใน ปกติแล้วศิษย์สายนอกไม่อาจฝึกฝนได้ แต่ข้าคัดลอกสำเนาเก็บไว้หลายแผ่น เ้าเอาไปฝึกดูเถอะ"
เหวินซานรีบชะงักมือ ส่ายหน้าปฏิเสธทันที "นี่คือวิชาของศิษย์สายใน... ข้าเป็เพียงศิษย์สายนอก ไม่มีสิทธิ์ฝึกฝน หากผู้ดูแลกฎระเบียบรู้เข้า..."
เซิ่งหลินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ฝึกไปเถอะน่า เื่กฎสำนักอะไรนั่นเ้าไม่ต้องกังวล หากเกิดปัญหาอันใดขึ้นมา ข้าจะเป็คนรับผิดชอบเองทั้งหมด"
คำพูดนั้นราบเรียบแต่วางท่าทางเด็ดเดี่ยวจนเหวินซานต้องชะงัก เขาก้มมองแผ่นหยกในมือที่ส่องแสงเรืองรองจาง ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วประสานมือคำนับนางอย่างจริงจัง "เช่นนั้น... ขอบคุณศิษย์พี่"
เซิ่งหลินพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวคำใดเพิ่มเติมอีก
ทั้งสองเก็บกวาดร่องรอยการต่อสู้อย่างรวดเร็ว เซิ่งหลินเดินตรวจศพชายชุดดำทีละคน นางค้นเอาป้ายประจำตัวและสิ่งของที่อาจใช้สืบหาตัวตน ก่อนเก็บใส่ถุงผ้าอย่างเป็ระเบียบ จากนั้นหญิงสาวก็หยิบขวดกระเบื้องสีขาวออกมา เทผงยาละเอียดโรยลงบนกองเืที่กระจายอยู่ทั่วพื้น
เพียงไม่นาน กลิ่นคาวเืก็จางหายไป ร่องรอยการต่อสู้แทบไม่เหลือให้สังเกต
ระหว่างที่เซิ่งหลินกำลังจัดการพื้นที่ เหวินซานกลับก้มลงเงียบ ๆ เขาปลดถุงผ้าติดเอวของชายชุดดำทั้งสี่คนออกทีละใบ ภายในมีหินิญญา โอสถรักษาาแ และของใช้เบ็ดเตล็ดอยู่ไม่น้อย เหวินซานกวาดตามองเซิ่งหลินแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางกำลังสนใจร่องรอยบนพื้น เขาจึงรีบเก็บถุงผ้าทั้งหมดเข้าไปในมิติิญญาอย่างแเี
วูบ ถุงผ้าทั้งหมดหายไปในพริบตา เหวินซานยิ้มบาง ๆ
ไม่นานนัก... เซิ่งหลินก็เดินกลับมา นางเหลือบมองเหวินซานเพียงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ "เรียบร้อยหรือยัง"
เหวินซานรีบพยักหน้าตอบ "เรียบร้อยแล้ว" เซิ่งหลินไม่ได้ถามอะไรต่อ หมุนตัวเดินนำออกจากป่าทันที
ทั้งสองย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม จึงกลับมาถึงบริเวณที่รถม้าพลิกคว่ำ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เหวินซานชะงัก
รถม้าที่เคยพลิกอยู่ถูกลากออกไปแล้ว เศษไม้ที่แตกหักถูกเก็บกวาดจนเหลือเพียงรอยล้อบนพื้นดิน ส่วนชาวบ้าน ไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว เหวินซานมองไปรอบ ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น "พวกเขาคงคิดว่าพวกเราตายแล้ว"
เซิ่งหลินพยักหน้า "หากเป็ข้า ข้าก็คงไม่กล้ารออยู่ที่เดิมเช่นกัน" นางก้มลงตรวจดูรอยเท้าบนพื้น "ดูจากรอยล้อ ชาวบ้านน่าจะช่วยกันซ่อมรถ แล้วเดินทางต่อไปเมื่อครู่" เหวินซานถอนหายใจเบา ๆ "เช่นนั้นพวกเราคงต้องเดินแล้ว"
เซิ่งหลินหยิบแผนที่ออกมากางดู ก่อนชี้ไปยังเส้นทางข้างหน้า "จากตรงนี้ เดินต่ออีกราวยี่สิบลี้ จะถึงหมู่บ้านเฟิงหลิน"
"เช่นนั้นก็ไปกันเถิด" ทั้งสองจึงออกเดินอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีรถม้า เหลือเพียงป่าเขาอันเงียบสงบ และถนนดินที่ทอดยาวสุดสายตา
ระหว่างทาง เหวินซานก้มมองแผ่นหยก ก้าวสายลม ที่เก็บไว้ในอกเสื้ออยู่เป็ระยะ ในใจอดคิดไม่ได้ว่า หากเขาฝึกวิชาท่าร่างนี้สำเร็จ ครั้งหน้าที่เผชิญหน้ากับศัตรู บางทีกระบี่ของเขาอาจไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่านี้
หลังเดินทางต่ออีกกว่าหนึ่งชั่วยาม แสงอาทิตย์ยามบ่ายก็เริ่มอ่อนลง เบื้องหน้าปรากฎหมู่บ้านขนาดกลางแห่งหนึ่ง รายล้อมด้วยทุ่งนาและสวนผัก ควันไฟจากปล่องครัวลอยขึ้นเป็สาย บรรยากาศดูสงบกว่าที่ทั้งสองคาดไว้
"หมู่บ้านเฟิงหลิน" เซิ่งหลินกล่าวพลางมองป้ายไม้หน้าหมู่บ้าน "คืนนี้พักที่นี่"
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน โรงเตี๊ยมไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ดูสะอาดเรียบร้อย เสียงผู้คนพูดคุยและกลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาต้อนรับ
ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไป เสียงผู้หนึ่งก็ดังขึ้น "เอ๊ะ... นั่นพวกเขา!" เหวินซานหันไปตามเสียง ก็พบกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมโดยสารรถม้าคันเดียวกันกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ เมื่อเห็นทั้งสอง ทุกคนรีบลุกขึ้นทันที
ชายคนขับรถม้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น "พวกเ้ายังปลอดภัยจริง ๆ!" หญิงชราคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาจับมือเหวินซานไว้ น้ำตาคลอเบ้า "ข้าคิดว่าพวกเ้าถูกโจรฆ่าตายเสียแล้ว ขอบคุณ ขอบคุณที่ล่อโจรออกไป" เด็กชายตัวน้อยที่เคยซ่อนอยู่หลังยายก็ก้มศีรษะให้เหวินซานอย่างจริงจัง "พี่ชาย... ขอบคุณ"
เหวินซานรีบโบกมือ "อย่าได้กล่าวเช่นนั้น ตอนนั้นข้าก็เพียงทำตามสัญชาตญาณ" ชายคนขับรถม้ากลับก้มศีรษะลง "ไม่ พวกข้าต้องขอโทษพวกเ้า ตอนนั้นพวกเราหวาดกลัวเกินไป ไม่มีผู้ใดกล้ารอ จึงรีบซ่อมรถแล้วออกเดินทางทันที" เขากัดฟันแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความละอาย "หากพวกเ้าจะโทษ พวกข้าก็ยอมรับ"
เหวินซานยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้า "หากเป็ข้า ก็คงเลือกทำเช่นเดียวกัน คนธรรมดาอย่างพวกเรา จะฝืนอยู่ต่อก็มีแต่เสียชีวิต" ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของชาวบ้านหลายคนยิ่งซาบซึ้ง ชายคนขับรถม้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนตบอกตนเอง "วันนี้พวกเ้าห้ามปฏิเสธ! อาหารมื้อนี้... พวกข้าเป็เ้ามือ! ถือเป็การขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเรา" หญิงชราพยักหน้าตามทันที "ใช่แล้ว ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็ขอเลี้ยงข้าวสักมื้อ"
เหวินซานกำลังจะปฏิเสธ แต่เซิ่งหลินกลับเอ่ยขึ้นก่อน "ในเมื่อทุกท่านตั้งใจ พวกเราก็ไม่ควรปฏิเสธน้ำใจ" เหวินซานหันไปมองนางอย่างแปลกใจ เซิ่งหลินเพียงยิ้มบาง ๆ เหวินซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับชาวบ้านทุกคน "เช่นนั้น พวกเราขอรบกวนแล้ว" เสียงหัวเราะอย่างโล่งอกดังขึ้นทั่วโต๊ะ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ค่อย ๆ คลายลง
เ้าของโรงเตี๊ยมจัดห้องพักสองห้องให้ ส่วนค่าอาหารมื้อเย็นก็เป็ชาวบ้านทั้งกลุ่มช่วยกันออกเงิน ตลอดทั้งคืนเหวินซานไม่ได้ออกไปไหน เขาใช้เวลารักษาาแ โคจรพลังิญญาและนั่งศึกษาแผ่นหยก
ก้าวสายลม ที่เซิ่งหลินมอบให้ แม้จะยังไม่ได้เริ่มฝึกจริง แต่เพียงอ่านหลักการเบื้องต้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าวิชานี้ไม่ได้เน้นความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการลงน้ำหนัก และการใช้พลังิญญาให้น้อยที่สุดเพื่อก้าวได้ไกลที่สุด "จึงเป็เหตุให้ศิษย์พี่เคลื่อนไหวได้เงียบเช่นนั้น" เหวินซานพึมพำเบา ๆ ก่อนเก็บแผ่นหยกกลับเข้ามิติิญญา
รุ่งเช้าวันถัดมา แสงแดดยามเช้าสาดส่องทั่วหมู่บ้าน กลุ่มชาวบ้านกำลังช่วยกันบรรทุกสินค้าขึ้นรถม้าคันเดิมที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว
ล้อรถที่แตกเมื่อวานถูกเปลี่ยนใหม่จนแทบมองไม่ออกว่าเคยประสบเหตุ ชายขับรถม้าเห็นทั้งสองเดินมา ก็รีบยกมือทัก "น้องทั้งสอง ข้าไม่อาจเก็บค่าเดินทางไปเมืองชิงเหอได้" ชายผู้นั้นพลางยื่นเหรียญเงินที่เซิ่งหลินเคยมอบให้คืนให้แก่เหวินซาน
เด็กหนุ่มหันไปมองเซิ่งหลิน นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
เมื่อเหวินซานรับเงินคืนไป ชายคนขับหัวเราะร่า "เชิญ ๆ คราวนี้รับรองว่าจะพาไปถึงเมืองอย่างปลอดภัย" ชาวบ้านหลายคนก็ยิ้มให้ทั้งสองอย่างเป็กันเอง
เด็กชายตัวน้อยคนเดิมรีบโบกมือเรียก "พี่เหวิน! มานั่งตรงนี้!" เหวินซานหัวเราะเบา ๆ ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถม้าตามคำชวน
ไม่นานนัก... เสียงแส้ม้าก็ดังขึ้น "ฮึบ!" ม้าลากรถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเฟิงหลิน มุ่งหน้าสู่เมืองชิงเหอ ตลอดทาง บรรยากาศผ่อนคลายกว่าขามาอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านพูดคุยกันเื่การค้าขายในเมือง เื่ผลผลิตของปีนี้ และเื่ลูกหลานที่กำลังจะเข้าสำนักต่าง ๆ
เหวินซานนั่งฟังเงียบ ๆ โลกของผู้คนธรรมดา แม้จะไม่มีพลังิญญาหรือวิชายุทธ์ แต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวังไม่ต่างจากผู้ฝึกตน