วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 53 : มหาทวีปประจิมวิญญาณ นครเถ้ากระดูก และการสั่งสอนวิถีมาร!

    บทที่ 53 : มหาทวีปประจิมวิญญาณ


    ผืนทรายสีทองคำที่ทอดยาวจรดขอบฟ้า ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยผืนดินสีเทาหม่นที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและซากกระดูกแห้งกรัง ท้องฟ้าเบื้องบนมิได้มีดวงอาทิตย์สาดส่อง ทว่ากลับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเขียวคล้ำและเมฆหมอกสีเลือดที่ลอยต่ำจนแทบจะสัมผัสยอดไม้ที่แห้งตาย บรรยากาศหนาวเหน็บที่นี่ต่างจากมหาทวีปอุดรเหมันต์ มันมิใช่ความเย็นยะเยือกของน้ำแข็ง ทว่ามันคือ 'ความหนาวเหน็บแห่งวิญญาณ' ที่ชวนให้ขนหัวลุกชัน

    ที่แห่งนี้คือขอบพรมแดนของ 'มหาทวีปประจิมวิญญาณ' ดินแดนที่ถูกทอดทิ้งจากแสงสว่าง อาณาจักรของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์วิถีมาร ผู้ใช้ภูตผี และวิญญาณอาฆาต!

    ใต้ร่มเงาของซากหน้าผาหินรูปหัวกะโหลกขนาดยักษ์ ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยโอหังบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก เสื้อคลุมสีขาวขลิบทองของเขามีรอยฉีกขาดและคราบเลือดสีเข้มเกรอะกรัง การฝืนดึงพลังจากค่ายกลระดับกึ่งเทพเพื่อสะท้อนการโจมตีของ 'ไป๋รั่วปิง' ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ผลาญพลังทารกวิญญาณของเขาไปจนแทบจะเหือดแห้ง

    ทว่า แม้ร่างกายจะบอบช้ำเพียงใด นัยน์ตาสีดำของเขากลับสาดประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดารา

    "แค่ก... แค่ก..." ซูหลงอวิ๋นกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต มันคือเลือดเสียที่เกิดจากแรงสะท้อนกลับของมิติ ทว่ามุมปากของเขากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม "คุ้มค่า... คุ้มค่ายิ่งนัก การได้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นของยายแก่จิ้งเหลนน้ำแข็งผู้นั้น ช่างเป็นโอสถทิพย์ที่ชโลมจิตใจข้าได้ดียิ่งกว่าสมุนไพรใดๆ"

    "เจ้ายังมีหน้ามาหัวเราะอีกรึ ซูหลงอวิ๋น"

    เสียงหวานทว่าแฝงความตึงเครียดของหลิงอวี้ซีดังก้องขึ้นเบื้องหลัง นางกำลังถ่ายทอดลมปราณขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นกลางของนาง เข้าสู่แผ่นหลังของเขาเพื่อช่วยปรับสมดุลเส้นชีพจรที่บิดเบี้ยว แม้นางจะรอดพ้นจากวิกฤตมาได้ ทว่าความหวาดผวาจากการเผชิญหน้ากับความตายในระยะเผาขนยังคงสลักลึกอยู่ในใจ

    "หากค่ายกลกระจกเงาหมื่นปีนั่นทนรับพลังของนางไม่ไหว หรือหากรอยแยกมิติปิดตัวลงช้าไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ พวกเราคงถูกนางบดขยี้จนวิญญาณแตกซ่านไปแล้ว... เจ้ามันเป็นคนบ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยพานพบมาในชีวิต" สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวสั่งสอน ทว่าน้ำเสียงกลับเจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด

    ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขายกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะหันกลับไปรวบข้อมือบางของนางเอาไว้

    "วิถีแห่งเทวะ มิใช่เส้นทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ อวี้ซี... การก้าวข้ามขีดจำกัด จำต้องเดินอยู่บนเส้นด้ายความเป็นความตาย" เขาดึงร่างอรชรของนางเข้ามาใกล้ สบตาดอกท้อที่กำลังสั่นไหว "ทว่าข้าก็รักษาสัญญา มิใช่รึ? ข้าบอกแล้วว่า จะไม่มีผู้ใดพรากชีวิตของเจ้าไปได้ ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้"

    หลิงอวี้ซีใบหน้าซับสีระเรื่อ นางรีบดึงมือกลับและเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความขัดเขิน "หยุดกล่าววาจาโอหังได้แล้ว รีบฟื้นฟูพลังของเจ้าเสีย ที่นี่คือมหาทวีปประจิมวิญญาณ ดินแดนที่ไร้กฎเกณฑ์และโหดเหี้ยมที่สุดในห้ามหาทวีป ผู้ฝึกยุทธ์ที่นี่ล้วนเป็นพวกมารนอกรีต หากพวกมันพบเห็นพวกเราในสภาพที่อ่อนแอ ย่อมต้องถูกรุมทึ้งประดุจฝูงแร้งรุมซากศพแน่"

    ซูหลงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย เขาล้วงเอาโอสถฟื้นฟูระดับสวรรค์ที่ปล้นมาจากเจ้าเมืองเกล็ดเหมันต์ โยนเข้าปากไปสามเม็ดรวด ทารกวิญญาณหยินหยางในจุดตันเถียนเริ่มหมุนวน ดูดซับฤทธิ์ยาเพื่อซ่อมแซมรากฐานอย่างรวดเร็ว

    "จินหลินเป็นอย่างไรบ้าง?" เขาหันไปถามถึงสัตว์พาหนะคู่ใจ

    "มันใช้พลังแก่นโลหิตในการทะลวงมิติไปมาก บัดนี้ข้าให้มันเข้าไปพักฟื้นในถุงวิญญาณสัตว์อสูรแล้ว คงต้องใช้เวลาหลายวันกว่ามันจะกลับมาบินได้อีกครั้ง" หลิงอวี้ซีตอบ

    "เช่นนั้นเราก็ต้องเดินเท้า... และการจะเดินอยู่ในดินแดนของพวกมารวิญญาณด้วยรูปลักษณ์ของสตรีศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่ง และบุรุษชุดขาวผู้สง่างาม ย่อมเป็นการตะโกนบอกศัตรูให้มาล่าสังหาร"

    ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน กลิ่นอายของเขาค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป เขากระตุ้น 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ซึ่งเป็นเพลิงสวรรค์ที่มีคุณสมบัติของสายหยินและความตายอันบริสุทธิ์ที่สุด ให้แผ่ซ่านออกมาปกคลุมทั่วร่าง

    "เคล็ดวิชาแปลงลักษณ์กลืนนภา... วิถีมารกลืนวิญญาณ!"

    วูบ!

    เสื้อคลุมสีขาวขลิบทองของเขาแปรสภาพกลายเป็นเสื้อคลุมสีดำสนิทที่ชายผ้าขาดวิ่นประดุจหมอกควัน ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาสดใส กลายเป็นซีดเซียวไร้สีเลือดประดุจศพ นัยน์ตาสีดำล้ำลึกแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และอำมหิต กลิ่นอายขอบเขต 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น' ของเขา ถูกบิดเบือนให้เต็มไปด้วยคาวเลือดและปราณความตาย!

    บัดนี้ เขาดูไม่ต่างจากคุณชายมารผู้ชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรก!

    หลิงอวี้ซีมองดูการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยความทึ่งปนระอา "เจ้าจะให้ข้าแปลงโฉมด้วยเช่นกันงั้นรึ? วิชาของข้าคือวิถีเหมันต์อันบริสุทธิ์ การจะแสร้งทำเป็นพวกมาร คงไม่อาจตบตาผู้ที่เชี่ยวชาญได้"

    "เจ้าไม่จำเป็นต้องแปลงโฉมให้วุ่นวาย อวี้ซี"

    ซูหลงอวิ๋นก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง เขาสะบัดมือเรียก 'ผ้าคลุมหน้าสีดำ' และ 'เสื้อคลุมยาวสีทมิฬ' ออกมาคลุมทับเรือนร่างอรชรและใบหน้างดงามของนางเอาไว้มิดชิด

    "เจ้ามีพลังระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นกลาง (ขอบเขตที่ 7) หากปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่ ย่อมทำให้เกิดความแตกตื่นและดึงดูดพวกตาแก่ของทวีปนี้มาหาเรื่อง... นับแต่นี้ไป เจ้าจงกดข่มพลังของเจ้าไว้ให้อยู่เพียง 'ขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น' (ขอบเขตที่ 5 ขั้นต้น) ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมนี้ และรับบทเป็น 'ทาสเงาผู้พิทักษ์' ของข้า ผู้เป็นคุณชายมารผู้เย่อหยิ่ง!"

    "ทาสเงา? ของเจ้าเนี่ยนะ!" หลิงอวี้ซีถลึงตาดอกท้อใส่เขา แม้จะอยู่ใต้ผ้าคลุมแต่นางก็แทบอยากจะชักกระบี่ออกมาฟาดเขาสักที "ข้าเป็นถึงสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งหมื่นเต๋า! เจ้ากล้าให้ข้าลดตัวไปเป็นทาสรับใช้ของเจ้าเชียวรึ!"

    "นี่คือการแสดงเพื่อความอยู่รอด ภาชนะของข้า... ในดินแดนวิถีมาร ผู้ที่อ่อนแอคือเหยื่อ ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ล่า การที่ข้าซึ่งอยู่เพียงขอบเขตที่สี่ มีทาสรับใช้ระดับขอบเขตที่ห้าคอยติดตาม ย่อมแสดงให้เห็นว่าข้าคือ 'คุณชายจากตระกูลมารที่ทรงอำนาจ' และจะไม่มีมดปลวกหน้าโง่ตัวใดกล้าเข้ามาระรานพวกเราง่ายๆ"

    ซูหลงอวิ๋นอธิบายอย่างมีเหตุผล รอยยิ้มมุมปากของเขาดูชั่วร้ายสมกับบทบาทที่ได้รับ "อ้อ... และจำไว้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าต้องเรียกข้าว่า 'นายน้อย' ด้วยล่ะ เข้าใจหรือไม่?"

    "เจ้าคนฉวยโอกาส..." หลิงอวี้ซีกัดฟันกรอด ทว่านางก็รู้ดีว่าแผนการนี้รัดกุมที่สุด นางจึงจำต้องพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ "ก็ได้... 'นายน้อย' แต่หากเจ้ากล้าทำรุ่มร่ามกับข้าเกินกว่าบทบาท ข้าจะแช่แข็งมือของเจ้าทิ้งเสีย!"

    "ฮ่าฮ่าฮ่า! ประเสริฐ! เช่นนั้นพวกเราก็มุ่งหน้ากันเถิด... เป้าหมายแรกคือเมืองที่ใกล้ที่สุด เราต้องรวบรวมข้อมูลของทวีปนี้ และหาเบาะแสเกี่ยวกับ 'สมบัติวิญญาณบรรพกาล' เพื่อนำมาขยายทะเลวิญญาณของข้า!"

    ...

    สองวันต่อมา

    ท่ามกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยหมอกควันสีเทาและกระดูกสัตว์อสูรขนาดยักษ์ ปรากฏกำแพงเมืองที่สกัดขึ้นจากศิลาสีดำทะมึน สูงตระหง่านเสียดฟ้า บนกำแพงเมืองมีตะเกียงวิญญาณสีเขียวแขวนเรียงราย ส่องแสงสว่างที่ชวนให้ขนลุก

    'นครเถ้ากระดูก' เมืองหน้าด่านทางตะวันออกของมหาทวีปประจิมวิญญาณ!

    ซูหลงอวิ๋นในคราบคุณชายมารชุดดำ เดินถือกงเต้านิ้ว (พัดกระดูก) โบกไปมาอย่างสง่าผ่าเผยและเย่อหยิ่ง ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความจองหองประดุจผู้ที่ถือดีในสายเลือด เบื้องหลังของเขามีเงาร่างในชุดคลุมสีทมิฬของหลิงอวี้ซีเดินตามติดประดุจเงาตามตัว กลิ่นอายขอบเขตตัดวิญญาณ (ที่นางจงใจปล่อยออกมา) แผ่ซ่านกดทับผู้คนรอบด้าน ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ในรัศมีสามจั้ง

    เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูเมือง ทัศนียภาพภายในก็ทำให้ผู้ที่มาจากมหาทวีปศูนย์กลางต้องตื่นตะลึง

    สองข้างทางมิใช่ร้านขายโอสถหรือศัสตราวุธธรรมดา ทว่ามันเต็มไปด้วยแผงลอยที่วางขาย 'กระดูกมนุษย์สลักอาคม' 'ดวงวิญญาณที่ถูกกักขังในขวดแก้ว' และ 'ทาสเตาหลอมคู่บำเพ็ญ' ที่ถูกล่ามโซ่ตรวน บรรยากาศอบอวลไปด้วยคาวเลือด ความตาย และเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณที่ถูกทรมาน

    ผู้ฝึกยุทธ์ที่เดินขวักไขว่ ล้วนมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ทว่าเมื่อพวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย 'ตัดวิญญาณ' ของทาสเงาที่ติดตามคุณชายหน้าซีดผู้นี้ พวกมันก็รีบก้มหน้าหลบทางให้อย่างหวาดหวั่น

    "ช่างเป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และศีลธรรมโดยแท้..." หลิงอวี้ซีส่งกระแสจิตบอกซูหลงอวิ๋น นางรู้สึกสะอิดสะเอียนกับภาพที่เห็น

    "นี่แหละคือเนื้อแท้ของวิถีเต๋า ความอ่อนแอคือบาป ความแข็งแกร่งคือสัจธรรม" ซูหลงอวิ๋นตอบกลับอย่างไม่แยแส เขาหุบพัดกระดูกในมือ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ดูหรูหราที่สุดในเมือง ซึ่งมีชื่อว่า 'หอสุรากลืนวิญญาณ'

    ภายในหอสุราเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารระดับสูง กลิ่นสุราที่หมักจากเลือดและสมุนไพรวิญญาณลอยคละคลุ้ง ซูหลงอวิ๋นเดินตรงไปที่โต๊ะว่างริมหน้าต่าง โยนหินปราณระดับกลางก้อนหนึ่งให้เสี่ยวเอ้อที่มีรูปลักษณ์ครึ่งคนครึ่งศพ

    "นำสุราที่ดีที่สุด และเนื้อสัตว์อสูรปราณหยินมาให้ข้า... และข้าต้องการข่าวสารล่าสุดของมหาทวีปนี้ หากข่าวของเจ้ามีประโยชน์ ข้าจะตกรางวัลให้อีก" ซูหลงอวิ๋นวางมาดคุณชายมารได้อย่างแนบเนียน

    เสี่ยวเอ้อศพรีบรับหินปราณไปด้วยดวงตาที่ลุกวาว "ขอบพระคุณขอรับนายน้อย! หากพูดถึงข่าวใหญ่ที่สุดในรอบเดือนนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการปรากฏขึ้นของ 'สุสานบรรพชนหมื่นภูต' ที่หุบเขารอยแยกมรณะขอรับ!"

    "สุสานบรรพชนหมื่นภูต?" ซูหลงอวิ๋นเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นสนใจ

    "ใช่แล้วขอรับ! ว่ากันว่ามันคือสุสานของจ้าววิถีมารในยุคดึกดำบรรพ์ ภายในนั้นเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่ามากมาย และที่สำคัญที่สุด... มีข่าวลือว่ามี 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ซุกซ่อนอยู่ในชั้นลึกที่สุดของสุสานขอรับ! สิ่งนั้นคือสุดยอดสมบัติที่สามารถขยายทะเลวิญญาณ และยกระดับจิตสัมผัสให้ก้าวล้ำขอบเขตได้อย่างปาฏิหาริย์!"

    คำว่า 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ทำให้หัวใจของซูหลงอวิ๋นเต้นแรงขึ้นมาทันที! นี่คือทรัพยากรตรงสายที่เขากำลังตามหาเพื่อยกระดับทารกวิญญาณเทวะของเขาให้สมบูรณ์แบบ!

    "สุสานนั่นจะเปิดออกเมื่อใด? และมีขุมกำลังใดที่หมายตากันบ้าง?" เขาถามต่อ

    "สุสานจะเปิดออกในอีกสามวันข้างหน้าขอรับ ทว่า... ขุมกำลังใหญ่ของเมืองนี้ อย่าง 'สำนักกระดูกขาว'  และ 'นิกายเงาโลหิต' ได้นำกำลังไปปิดล้อมทางเข้าไว้หมดแล้ว พวกมันประกาศว่า ผู้ใดที่ไม่มีป้ายเชิญ หรือไม่มีระดับพลังขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขึ้นไป ห้ามเข้าใกล้รัศมีสิบลี้เด็ดขาดขอรับ!" เสี่ยวเอ้อตอบยาวเหยียดก่อนจะถอยออกไปจัดเตรียมอาหาร

    ซูหลงอวิ๋นเคาะพัดกระดูกกับฝ่ามือเบาๆ นัยน์ตาสีเขียวมรกต(ที่จำแลงมา) สาดประกายความเจ้าเล่ห์

    "สุสานบรรพชนหมื่นภูต... ผลึกวิญญาณบรรพกาล... ดูเหมือนว่าสวรรค์จะประทานเส้นทางให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายเสียแล้ว"

    "เจ้าคิดจะไปแย่งชิงสมบัติกับขุมกำลังเจ้าถิ่นงั้นรึ?" หลิงอวี้ซีที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังส่งกระแสจิตถาม "ขุมกำลังในมหาทวีปนี้ ย่อมต้องมียอดฝีมือระดับขอบเขตที่หก (บรรพชนศักดิ์สิทธิ์) หรืออาจจะขอบเขตที่เจ็ด คอยหนุนหลังอยู่แน่ หากความแตกขึ้นมา พวกเราจะหนีไม่พ้นนะ"

    "อวี้ซีเอยอวี้ซี เจ้ายังไม่เข้าใจวิถีของมารอีกรึ?" ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มชั่วร้าย "พวกมารนั้นเห็นแก่ตัวและไร้ซึ่งความสามัคคี หากมีสมบัติอยู่ตรงหน้า พวกมันย่อมฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งชิง ข้าก็แค่จะเข้าไปเป็นชาวประมงที่รอจับปลาตาบอดเท่านั้น... อาศัยพลังของเจ้าในขอบเขตที่เจ็ด หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน การจะพาข้าหนีออกจากสุสานย่อมมิใช่เรื่องยาก"

    ทว่า ในขณะที่เขากำลังปรึกษาแผนการอยู่นั้นเอง...

    ปัง!

    โต๊ะไม้ข้างๆ ถูกเตะจนแตกกระจาย!

    ผู้ที่ลงมือคือชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ใบหน้าแหลมเสี้ยมประดุจหนู สวมชุดคลุมลวดลายหัวกะโหลกสีขาว กลิ่นอายพลังปราณของมันอยู่ในระดับ 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย' (ขอบเขตที่ 4 ขั้นปลาย)! มันเดินอาดๆ เข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะของซูหลงอวิ๋น พร้อมกับลูกสมุนขอบเขตแก่นแท้ทองคำอีกนับสิบคน

    มันคือ 'กุยซา' (ผีทราย) นายน้อยแห่งสำนักกระดูกขาว ขุมอำนาจอันดับหนึ่งของนครเถ้ากระดูกแห่งนี้!

    "ไอ้หนูหน้าขาว ไม่ทราบว่าเจ้ามาจากตรอกซอกซอยใดของนรก?" กุยซาแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่ถูกตะไบจนแหลมคม มันมองข้ามซูหลงอวิ๋น(ที่แผ่กลิ่นอายเพียงขั้นต้น) ไปอย่างไม่ไยดี ทว่าสายตาอันหิวกระหายของมัน กลับจับจ้องไปที่เงาร่างภายใต้ผ้าคลุมสีทมิฬของหลิงอวี้ซี!

    แม้หลิงอวี้ซีจะปกปิดใบหน้าและเรือนร่าง ทว่า 'ปราณหยินอันบริสุทธิ์' ที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง (ซึ่งเป็นผลจากกายาเหมันต์) แม้จะถูกกดทับไว้ในระดับตัดวิญญาณขั้นต้น ก็ยังดึงดูดสัญชาตญาณของพวกมารวิถีหยินประดุจแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ!

    "ช่างเป็นทาสเงาที่มีปราณหยินบริสุทธิ์และหอมหวานยิ่งนัก... หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี!" กุยซาเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย มันหันมามองซูหลงอวิ๋น "นี่ไอ้หนู ข้าคือนายน้อยแห่งสำนักกระดูกขาว ข้าถูกใจทาสของเจ้า จงตั้งราคามา ข้าจะซื้อมันไปเป็นเตาหลอมคู่บำเพ็ญของข้าคืนนี้! อ้อ... ทว่าหากเจ้าปฏิเสธ ข้าก็แค่จะฆ่าเจ้า แล้วแย่งนางมาฟรีๆ!"

    ทั่วทั้งหอสุราเงียบกริบ ผู้ฝึกยุทธ์โต๊ะอื่นๆ ต่างถอยห่างออกไปเพื่อดูเรื่องสนุก ไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือเข้ายุ่งกับคนของสำนักกระดูกขาว

    หลิงอวี้ซีภายใต้ผ้าคลุม นัยน์ตาดอกท้อสาดประกายรังสีสังหารที่หนาวเหน็บ! สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงส่งอย่างนาง กลับถูกสวะขอบเขตที่สี่มากล่าววาจาล่วงเกินเยี่ยงนี้! นางแทบจะระเบิดพลังราชันย์ยุทธ์ออกมากระทืบมันให้จมดิน!

    ทว่า...

    "ใจเย็นไว้ ภาชนะของข้า... ปล่อยให้เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของนายน้อยของเจ้าเถิด" ซูหลงอวิ๋นส่งกระแสจิตห้ามนางเอาไว้

    ซูหลงอวิ๋นยังคงนั่งจิบสุราอย่างใจเย็น เขาค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ก่อนจะช้อนสายตาอันเยียบเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจขึ้นมองกุยซา

    "สำนักกระดูกขาว? นายน้อยกุยซา? ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อสวะเยี่ยงพวกเจ้ามาก่อนเลย"

    ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ "และที่สำคัญ... เจ้ามีกะลาหัวกี่ใบกัน ถึงได้กล้ามาเห่าหอนต่อหน้าข้า ซ้ำยังหมายปองของเล่นของข้าอีก?"

    "รนหาที่ตาย! ไอ้ขยะขั้นต้น กล้าท้าทายข้าที่อยู่ขั้นปลาย!"

    กุยซาเดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง มันไม่สนใจกลิ่นอายขอบเขตที่ห้าของทาสเงา เพราะมันมั่นใจว่าในเขตเมืองนี้ ผู้อาวุโสของสำนักมันย่อมมาช่วยได้ทันกาล มันสะบัดมือขวา ปราณมารสีดำควบแน่นกลายเป็น 'กรงเล็บกระดูกมาร' ขนาดยักษ์ พุ่งทะยานแหวกอากาศหมายจะเจาะกะโหลกของซูหลงอวิ๋นให้ทะลุ!

    กระบวนท่าของวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย รวดเร็วและรุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว!

    ทว่า ซูหลงอวิ๋นกลับมิได้หลบหนี หรือเรียกทาสเงาออกมาช่วยป้องกัน!

    เผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่สูงกว่าตนเอง 'สองขั้นย่อย' ในขอบเขตเดียวกัน... สำหรับจักรพรรดิเทพยุทธ์ผู้ครอบครองทารกวิญญาณเทวะ มันก็ไม่ต่างจากการให้ผู้ใหญ่รังแกเด็กแรกเกิด!

    "เล่นกับภูตผีกระดูกเน่า ต่อหน้าผู้ปกครองปรโลกงั้นรึ? ช่างไม่เจียมตัว!"

    ซูหลงอวิ๋นยกมือซ้ายขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับรับการโจมตีของกรงเล็บกระดูกมารได้อย่างแม่นยำ!

    หมับ!

    นิ้วทั้งห้าของเขาคว้าหมับเข้าที่กรงเล็บกระดูกนั้นอย่างแน่นหนา! พละกำลังอันมหาศาลของ 'กายามังกรเทวะ' ผสานกับปราณหยินหยาง บดขยี้กรงเล็บกระดูกที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ให้แตกสลายกลายเป็นเพียงผงธุลีในพริบตา!

    "อะไรกัน! พละกำลังกายเนื้อนี่มันอันใดกัน!" กุยซาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! มันพยายามจะชักมือกลับ ทว่ามือของซูหลงอวิ๋นกลับบีบรัดข้อมือของมันไว้แน่นประดุจคีมเหล็กสวรรค์!

    "เจ้ามีตา ทว่าไร้แวว... บัดนี้ จงให้ดวงวิญญาณของเจ้า ได้ลิ้มรสความหนาวเหน็บที่แท้จริงเสียเถิด!"

    ฟู่!!!!!

    ซูหลงอวิ๋นปลดปล่อย 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ออกมาจากฝ่ามือ! เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่แฝงสัจธรรมแห่งความตายอันเป็นนิรันดร์ พุ่งทะลวงเข้าสู่ข้อมือของกุยซาอย่างเกรี้ยวกราด!

    "อ๊ากกกกกก!"

    เสียงกรีดร้องที่โหยหวนยิ่งกว่าวิญญาณในขุมนรกดังลั่นหอสุรา! เพลิงปรโลกคือ 'ดาวข่ม' ของวิถีมารและภูตผีอย่างสมบูรณ์แบบ! มันพุ่งเข้าไปเผาผลาญและแช่แข็งเส้นชีพจรมารของกุยซา ลุกลามขึ้นไปตามท่อนแขนอย่างรวดเร็ว! เนื้อหนังและกระดูกของนายน้อยสำนักกระดูกขาว กลายเป็นน้ำแข็งสีขาวทมิฬที่ค่อยๆ แตกสลายและร่วงหล่นลงพื้น!

    "นายน้อย!" เหล่าลูกสมุนนับสิบคนเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง พวกมันพร้อมใจกันชักอาวุธพุ่งทะยานเข้ามารุมล้อมหมายจะช่วยเจ้านาย!

    "มดปลวกน่ารำคาญ"

    ซูหลงอวิ๋นตวัดสายตามอง เขาไม่แม้แต่จะลุกจากเก้าอี้ เพียงแค่กระทืบเท้าขวาลงบนพื้นเบาๆ!

    "อาณาเขตวิญญาณเทวะ... แรงโน้มถ่วงหยินหยาง!"

    ตู้มมมม!

    แรงกดดันที่บิดเบือนกฎเกณฑ์ของแรงโน้มถ่วง พุ่งทะยานออกจากร่างของเด็กหนุ่ม กดทับลงบนร่างของลูกสมุนขอบเขตแก่นแท้ทองคำทั้งสิบคนอย่างจัง! ร่างของพวกมันถูกบดขยี้กระแทกติดกับพื้นหอสุราดังกัมปนาท กระดูกแหลกละเอียด อวัยวะภายในบอบช้ำจนกระอักเลือดและสลบเหมือดไปในเสี้ยววินาที! ไร้ซึ่งการต่อต้าน!

    เงียบ... ทั่วทั้งหอสุราตกอยู่ในความเงียบงันระดับความตาย! ยอดฝีมือวิถีมารที่มุงดูเหตุการณ์ ต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

    นี่หรือคือพลังของวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น? มันสามารถสยบวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย และบดขยี้แก่นแท้ทองคำนับสิบคนได้ด้วยการนั่งอยู่กับที่!

    ซูหลงอวิ๋นหันกลับมามองกุยซา ที่บัดนี้คุกเข่าอยู่บนพื้น แขนขวาของมันถูกแช่แข็งจนกุดไปถึงไหล่ มันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ความเย่อหยิ่งถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี

    "ทะ... ท่าน... ท่านเป็นใคร... ได้โปรด... ไว้ชีวิตข้า... สำนักกระดูกขาวของข้า ยินดีมอบทุกสิ่งให้ท่าน..." กุยซาโขกศีรษะกับพื้นอย่างน่าสมเพช ร้องขอชีวิตน้ำตานองหน้า

    "ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากสวะอย่างเจ้า ทว่า..."

    ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปใกล้ นัยน์ตาสีเขียวมรกตสาดประกายอำมหิต "ข้าต้องการ 'ข้อมูล' เกี่ยวกับสุสานบรรพชนหมื่นภูต... และเพื่อความแน่ใจว่าเจ้าจะไม่โกหก ข้าขอค้นมันจากวิญญาณของเจ้าด้วยตนเองก็แล้วกัน!"

    "วิชาแห่งเทวะ... ค้นวิญญาณสกัดความทรงจำ!"

    ฝ่ามือขวาของซูหลงอวิ๋นที่อัดแน่นด้วยพลังปราณหยินหยาง ประทับลงบนศีรษะของกุยซาอย่างเกรี้ยวกราด!

    "อ๊ากกกกกก!"

    กุยซากระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาเหลือกค้าง ทารกวิญญาณของมันถูกพลังของจักรพรรดิเทพยุทธ์ทะลวงเข้าไปอ่านความทรงจำอย่างบ้าคลั่ง! ภาพของแผนที่สุสานบรรพชนหมื่นภูต ข้อมูลของค่ายกลป้องกัน และเส้นทางลับในการลอบเข้าไปในสุสาน หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลวิญญาณของซูหลงอวิ๋นอย่างครบถ้วน!

    เมื่อสูบความทรงจำจนหมดสิ้น ซูหลงอวิ๋นก็สะบัดฝ่ามือ ร่างของกุยซาร่วงหล่นลงกระแทกพื้น วิญญาณของมันถูกทำลายจนแหลกสลาย กลายเป็นเพียงคนวิกลจริตที่นอนน้ำลายฟูมปาก

    บุรุษหนุ่มในคราบคุณชายมาร สะบัดเสื้อคลุมอย่างสง่างาม เขาหันไปมองทาสเงาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง

    "ปลาเล็กถูกจัดการแล้ว... บัดนี้ แผนที่เข้าสู่สุสานบรรพชนหมื่นภูต และเส้นทางลับสู่ 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' อยู่ในมือข้าอย่างสมบูรณ์แบบ... ไปกันเถิด ทาสเงาของข้า ได้เวลาไปปล้นสุสานของพวกมารกันแล้ว!"

    หลิงอวี้ซีภายใต้ผ้าคลุม ลอบยิ้มบางๆ นางก้าวเดินตามหลังเขาไปอย่างว่าง่าย

    การก้าวเท้าเข้าสู่มหาทวีปประจิมวิญญาณ


    (จบบทที่ 53)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน