บทที่ 35 เจ้าสำนักตกหลุมรัก
ความคิดของท่านอ๋องรุ่ยนั้นถูกต้อง ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่เคยปรากฏตัวแถวตรอกเชียนชิวจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของเมื่อวานแล้ว ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ในตอนนี้หนีไปกินหรูอยู่สบายที่จวนหลานแล้ว
ชิวหลินรุ่ยพลาดช่วงเวลาสำคัญไปแล้ว ตอนนี้หากต้องการตามหาลู่จือฉิงในเมืองหลวงก็ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร
คนในยุทธภพรู้กันดีว่า สำนักหลานซีเป็นหน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน เครือข่ายข่าวกรองของสำนักมีมากพอที่จะปิดบังสายตาของทุกคนในใต้หล้าได้
คนที่สำนักหลานซีต้องการจะปกปิด แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาตัวเจอ นับประสาอะไรกับท่านอ๋องรุ่ยที่ปัจจุบันเป็นเพียงองค์ชายเท่านั้น
ทว่า มีองค์ชายที่ทรงให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก องค์ชายองค์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น ทั้งยังไม่ใช่องค์ชายธรรมดา แต่คือองค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ชิวหลินเหม่า
ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าชิวหลินเหม่ากับท่านอ๋องรุ่ยนั้นไม่ลงรอยกัน ชิวหลินรุ่ยสร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมืองด้วยการตามหาตัวมือสังหาร เกือบจะทำให้เรื่องถึงขั้นต้องนำขึ้นทูลต่อราชสำนัก ชิวหลินเหม่าจะไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่ชิวหลินเหม่าต้องการมากที่สุดก็คือลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ ไม่ว่าพวกนางจะเป็นใครอย่างน้อยชิวหลินรุ่ยก็ให้ความสำคัญ หากสามารถทำให้พวกนางมาเป็นพวกเดียวกับตนได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโค่นล้มชิวหลินรุ่ยไม่ได้
แม้ว่าจะไม่สามารถนำพวกเขามาใช้งานได้ ก็ยังสามารถใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ชิวหลินรุ่ยได้ ไม่ต้องกลัวว่าชิวหลินรุ่ยจะไม่ยอมแผนการที่ดีนี้ชิวหลินเหม่าก็ต้องเข้าร่วมการต่อสู้นี้ด้วย
ด้วยวิธีนี้คนขององค์รัชทายาทและคนของชิวหลินรุ่ยปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นฝ่ายไหน ทุกวันมีทหารถือดาบ กระบอง พุ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยมและบ้านเรือนชาวบ้าน สร้างความวุ่นวายไปทั่วเมืองหลวง
แต่ถึงแม้จะมีการค้นหาอย่างแข็งขันเช่นนี้ ก็ไม่มีใครพบร่องรอยของลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ คนทั้งสองหายตัวไปราวกับละลายหายไปในอากาศ มีแม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนกล้าคาดเดาว่า สายลับทั้งสองนี้อาจจะหนีออกจากเมืองหลวงไปแล้วก็ได้
เมื่อชิวหลินรุ่ยได้ยินเช่นนี้ เขาก็บีบถ้วยกระเบื้องสีเขียวหยกในมือจนแหลก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เป็นไปไม่ได้ ตามหาต่อไป!”
ในคืนนั้น ชิวหลินรุ่ยสั่งให้คนปิดประตูเมืองทันที ด้วยเวลาและความเร็วในการเดินทางของลู่จือฉิงที่ต้องพาเด็กไปด้วย เป็นไปไม่ได้ที่พวกนางจะหนีออกจากเมืองหลวงได้
ตอนที่ลู่จือฉิงอยู่ที่จวนชิวหลินรุ่ยเคยลองพิสูจน์แล้ว พบว่านางไม่มีวรยุทธ์ติดตัวแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้วิชาตัวเบาหนีออกจากเมืองหลวง
ดังนั้นชิวหลินรุ่ยจึงมั่นใจว่าคนทั้งสองยังคงซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวง สตรีที่อ่อนแอและเด็กคนหนึ่ง ไม่มีเงิน ไม่มีวรยุทธ์ พวกเขาจะไปซ่อนตัวที่ไหนได้
สายตาของชิวหลินรุ่ยยิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อย ๆ เว้นแต่มีคนช่วยเหลือพวกนางมิเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนีได้นานเพียงนี้ ถ้ามีคนช่วยเหลือจริง ๆ คนคนนั้นจะเป็นใครกัน?
จวนหลาน
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น กำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ซุ้มองุ่นอย่างสบายใจ ช่วงต้นฤดูร้อนใบองุ่นเขียวชอุ่มราวกับน้ำพุที่ไหลอยู่บนโครงไม้ มองดูแล้วให้ความรู้สึกเย็นสบาย
ลู่จือฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายที่สานจากไม้ไผ่อย่างผ่อนคลาย เก้าอี้ตัวนั้นเป็นเก้าอี้โยก ลู่จือฉิงนั่งโยกไปมาบนนั้นดูท่าทางราวกับเป็นเจ้าของจวนหลานไปแล้ว
เซี่ยมู่นอนอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเล็ก ๆ โดยมีผ้าห่มเย็น ๆ ที่หลานเชิงสั่งให้คนนำมาให้คลุมท้อง ผ้าที่ทำจากผ้าไหมนี้ให้ความรู้สึกเย็นสบายเมื่อคลุมตัว สามารถป้องกันความร้อนในช่วงต้นฤดูร้อนได้ดีที่สุด และยังป้องกันลมไม่ให้เข้าได้อีกด้วย เพื่อไม่ให้เซี่ยมู่เป็นหวัด
ความเอาใจใส่เช่นนี้ช่างราวกับว่าเซี่ยมู่เป็นคุณชายน้อยแห่งจวนหลานจริง ๆ
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่มาอยู่ที่นี่ได้ครึ่งเดือนแล้ว ครึ่งเดือนนี้ทำให้มุมมองของลู่จือฉิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางไม่เคยเห็นผู้ใดพาผู้อื่นกลับบ้านแล้วเลี้ยงดูอย่างดีด้วยอาหารอร่อย ๆ ทั้งสามมื้อ ทั้งยังมาพูดคุยด้วยทุก ๆ สองสามวัน โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย
แน่นอนว่าลู่จือฉิงก็ไม่ได้หวังว่าหลานเฉิงจะทำอะไร เพียงแต่แบบนี้มันผิดปกติเกินไป คนผู้นี้มันคนเช่นไรกันแน่ เหตุใดถึงพานางกลับมา หรือว่าเป็นเพราะนางจำภาพวาดของคุณชายหลินหลางได้จริง ๆ
คนโบราณนี่ก็ซื่อตรงเกินไปจริง ๆ เพื่อหาสาเหตุลู่จือฉิงจึงคอยสังเกตหลานเฉิงอย่างลับ ๆ มาตลอดครึ่งเดือน เพราะเกรงว่าเขาจะเป็นคนของชิวหลินรุ่ยเหมือนกับเยว่เชียนหาน
แต่ยิ่งสังเกตนางก็ยิ่งรู้สึกว่าหลานเฉิงเป็นคนลึกลับยากจะหยั่งถึง ตอนแรกนางคิดว่าเขาอาจจะเป็นแค่คุณชายจากตระกูลร่ำรวยที่ชอบดนตรี หมากรุก และภาพวาด แต่ต่อมาก็พบว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หลานเฉิงปิดบังตัวเองได้ลึกกว่าใคร ๆ ลู่จือฉิงไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะสนับสนุนความคิดของนาง แต่เพราะไม่มีหลักฐานนี่แหละที่ทำให้นางเชื่อว่าข้อสันนิษฐานของนางเป็นจริงมากขึ้น
ทุกคนในจวนหลานล้วนมีมารยาทและรู้จักกาลเทศะ ดูเหมือนจะเก่งกว่าคนที่จวนอ๋องรุ่ยเสียอีก แต่กลับทำให้ลู่จือฉิงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่เคยไปที่ไหนที่รัดกุมขนาดนี้มาก่อน ทุกคนที่นี่ไม่มีช่องโหว่เลย
ลู่จือฉิงอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนก็ยังคงเหมือนกับตอนที่เพิ่งมาครั้งแรก ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจวนหลานเลย ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลานเฉิงเลย...
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ก็มีคนมาเคาะประตูไม้เบา ๆ ลู่จือฉิงรู้ว่าเป็นหลานเฉิง จึงตอบรับออกไปไม่นานนักประตูก็เปิดออก
นอกประตูคือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของหลานเฉิงเหมือนเช่นเคย สดใสราวกับว่าดวงอาทิตย์ตกลงไปในดวงตาของเขา รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาแต่ไม่ไร้เดียงสานั้นลู่จือฉิงได้เห็นมันมาครึ่งเดือนแล้ว
ครั้งนี้หลานเฉิงนำภาพวาดมาด้วย ภาพวาดถูกห่อไว้เป็นอย่างดี เห็นได้ว่าหลานเฉิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะแบ่งปันให้ลู่จือฉิงดู
แต่ท่าทางในมือนั้นยังคงระมัดระวังและอ่อนโยน ราวกับกลัวว่าจะทำให้ภาพวาดในมือเสียหาย ความขัดแย้งมากมายปะทะกันในตัวของหลานเฉิง ลู่จือฉิงเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าความขัดแย้งเหล่านี้ผสมผสานกันอย่างลงตัวในตัวของเขา
ในที่สุดหลานเฉิงก็คลี่ม้วนภาพออกมา ดูเหมือนเด็กที่อยากจะอวดผู้ปกครองใจจะขาด ลู่จือฉิงโน้มตัวเข้าไปดู เมื่อเห็นภาพวาดนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง ความหวงแหนของหลานเฉิงมีค่าสมกับที่เป็นเช่นนั้น
นี่เป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังแม้ในยุคปัจจุบัน ไม่ด้อยไปกว่าภาพวาดไร้บุปผา ภาพวาดนี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน ลู่จือฉิงเคยเห็นมันครั้งหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เป็นผลงานของจิตรกรนิรนาม มีชื่อว่า ‘ชาวประมงตกปลา’
ลายเส้นแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ในยุคเดียวกันไม่มีใครเทียบได้ เพราะลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ ลู่จือฉิงจึงประทับใจเป็นพิเศษ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยยังเคยลอกเลียนแบบวาดตามอยู่หลายภาพ นับว่าพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง
หลานเฉิงเห็นลู่จือฉิงรู้จักก็ดีใจมาก ดูเหมือนเขาจะชอบให้ลู่จือฉิงยอมรับถึงขั้นบอกว่าแทบจะภูมิใจกับเรื่องนี้ บางทีเขาอาจจะเห็นความพิเศษในตัวของลู่จือฉิงจึงตั้งใจผูกมิตรด้วย
จู่ ๆ ลู่จือฉิงก็รู้สึกคันไม้คันมือ เห็นว่าเซี่ยมู่นอนหลับสบายอยู่บนเสื่อ จึงให้หลานเฉิงช่วยฝนหมึก เตรียมจะลอกเลียนแบบภาพวาดนี้ เหมือนอย่างที่เคยทำตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนนั้นดูแค่ในหนังสือภาพ ตอนนี้ทะลุมิติมาเห็นของจริงทั้งที ถ้าไม่ลองลอกเลียนแบบดูก็คงน่าเสียดายแย่
สายลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามา สายลมภายใต้แสงแดดนั้นช่างนุ่มนวลราวกับถูกแสงอาทิตย์ลบเหลี่ยมคม ปลิวมาปัดปอยผมของหญิงสาวที่กำลังวาดภาพอย่างแผ่วเบา
ลู่จือฉิงวาดภาพอย่างตั้งใจ ไม่สนใจเส้นผมที่ปรกหน้าผากอันงดงามของนาง หลานเฉิงยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างตะลึงลาน เขาไม่ได้มองภาพวาด แต่จ้องมองคนที่กำลังวาดภาพต่างหาก
ไม่ว่าหญิงสาวจะวาดมานานเพียงใดเขาก็มองอยู่อย่างนั้น ถึงขั้นลืมไปแล้วว่าตัวเองกะพริบตาหรือไม่ แต่ก่อนเขาไม่เคยสนใจสตรีคนไหนเท่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ เขาเป็นถึงเจ้าสำนักแห่งหุบเขาหลานซี ความงดงามใดบ้างในใต้หล้านี้ที่เขาไม่เคยพบเห็น
แต่ครั้งนี้กลับต้องมาแพ้ทางสตรีผู้หนึ่ง ทั้งหลานเฉิงยังรู้ดีว่าสตรีผู้นี้เป็นคนเช่นไร
ในที่สุดภาพวาดก็เสร็จ ลู่จือฉิงเชิญหลานเฉิงมาดู เพิ่งจะหันไปมอง ก็เห็นหลานเฉิงรีบหันหน้าหนี ไม่รู้ว่ากำลังหลบเลี่ยงอะไร
ลู่จือฉิงเบ้ปาก คนผู้นี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง “ข้าก็วาดภาพหนึ่งภาพ ท่านลองมาดูสิ”
หลานเฉิงจึงหันกลับมา ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
หลานเฉิงเดินมาที่โต๊ะเพื่อดู ก็เห็นภาพวาด ‘ชาวประมงตกปลา’ สองภาพ หลังจากมองดูครู่หนึ่ง “ภาพไหนที่เจ้าวาด?”
ลู่จือฉิงอดหัวเราะไม่ได้ “นี่ท่าน อย่าหลอกกันเช่นนี้สิเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าวันนี้หลานเฉิงเหม่อลอยเกินไป หรือว่าฝีมือการลอกเลียนแบบของลู่จือฉิงไปถึงขั้นที่เหลือเชื่อขนาดนี้แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภาพวาด ‘ชาวประมงตกปลา’ สองภาพที่เหมือนกันทุกประการ หลานเฉิงถึงกับแยกไม่ออกว่าภาพไหนเป็นของจริง
ลู่จือฉิงหัวเราะอย่างมีความสุข ฝีมือการวาดภาพของนางนั้นเยี่ยมยอดอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะทำให้คนแยกไม่ออกถึงเพียงนี้ นางเองก็ไม่คิดว่าตอนนี้จะเก่งกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยมากขนาดนี้เช่นกัน
มองเห็นท่าทางตะลึงงันของหลานเฉิง ลู่จือฉิงก็อดรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ ไม่ได้ ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ นางกับเซี่ยมู่อยู่ฟรีกินฟรีที่จวนหลานมานานขนาดนี้แล้ว ก็รู้สึกเกรงใจจริง ๆ ไม่สู้ลองวาดภาพลอกเลียนแบบสักหน่อย ให้หลานเฉิงเอาไปขาย
แบบนี้เงินที่ได้มาก็จะได้เป็นค่าที่พักและค่าอาหาร ทำให้ลู่จือฉิงสบายใจขึ้น นางไม่อยากติดหนี้ใคร แม้แต่มื้อเดียวก็ยังรู้สึกผิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็หลุดปากพูดออกไป “นี่ คุณชายหลาน พวกเรานำภาพวาดไปขายกันเถอะ!”
คำพูดนี้ออกมาอย่างกะทันหัน ไม่มีปี่มีขลุ่ย จู่ ๆ ก็พูดว่าจะไปขาย ทำเอาหลานเฉิงตกใจ ครั้งแรกถึงกับพูดไม่ออก “มีอะไรก็ปรึกษากันก่อนก็ได้ที่ว่าจะขายน่ะ ขายอะไร?”
“ขายภาพวาดไง!” ลู่จือฉิงตอบอย่างไม่ลังเล ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง “ท่านนำภาพวาดชื่อดังมาให้ข้า ส่วนข้าก็จะวาดตาม แล้วท่านก็นำไปขาย เงินที่ได้เราก็เอามาแบ่งกันท่านว่าอย่างไร?”
ลู่จือฉิงเลิกคิ้วพยายามพูดเป่าหู เชิญชวนให้หลานเฉิงยอมรับข้อเสนอของนาง นางก็ไม่ได้เสียเปรียบ ทั้งยังได้เงินเก็บไว้ใช้จ่ายในภายหลัง หลานเฉิงเองก็ได้ค่าเช่าบ้าน เป็นแผนการที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
แต่หลานเฉิงกลับไม่กล้าสบตานาง วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ท่าทางของเจ้าสำนักหลานซีหายไปอย่างสิ้นเชิง ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีหายไปไหนหมด
ภายใต้หน้ากากที่สวมใส่มานานหลายสิบปี หัวใจที่แข็งกระด้างกลับอ่อนโยนอีกครั้ง ครั้งนี้กลับเป็นเพราะสตรีผู้หนึ่ง และหลานเชิงรู้ดีว่าสตรีผู้นี้เป็นคนเช่นไร