ผ่านไปสักพัก ด้านในกลับมีเสียงสะอื้นไห้ดังออกมา
ตู้เหิงตื่นตระหนกเล็กน้อย เอ่ยถามหลิงจือเสียงเบา “ทะ...ทำไมถึงร้องไห้เสียแล้ว?”
หลิงจือกลับทำตัวสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน โบกมือเอ่ย “มิใช่เื่แปลก ความรักมักทำให้คนเป็บ้าเดี๋ยวก็ร้องไห้โศกเศร้า เดี๋ยวก็ยิ้มหัวเราะดีใจ ไม่ต้องแตกตื่นใไปหรอก”
ตู้เหิงครุ่นคิด ก่อนหันไปมองหลิงจือด้วยสายตาแปลกๆ
หลิงจือขมวดคิ้ว “ท่านมองข้าแบบนี้คืออะไร? อยากจะพูดอะไรก็พูดมาเลยสิ!”
“ภรรยา…” ตู้เหิงพูดน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก“เ้า...ดูเหมือนจะมีประสบการณ์มาก…”
ไม่รอให้ตู้เหิงพูดจบหลิงจือหยิบพัดใบปาล์มบนโต๊ะขึ้นมาฟาดศีรษะตู้เหิงแรงๆ
“โอ๊ย เ้าตีข้าทำไมเนี่ย?” ตู้เหิงสีหน้าลำบากใจ“ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้นแหละ…”
หลิงจือถลึงตาเอ่ย “ท่านหมออย่านึกนะว่าข้าไม่รู้ว่าท่านแอบคิดอะไรอยู่! จะบอกให้ว่าข้ามองคนออกได้โดยไม่ต้องพึ่งประสบการณ์จริง”
ตู้เหิงลูบหัวตัวเอง ท่าทางดีใจ “เช่นนั้นความหมายของภรรยาคือ...เ้าไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน...หรือก็คือ...ข้าเป็รักแรกของเ้าสินะ...โอ๊ย”
ตู้เหิงพูดยังไม่ทันจบก็โดนพัดโบกศีรษะอีกรอบ
“เ้าตีข้าอีกทำไมอะ?” ตู้เหิงมือกุมศีรษะสายตาจ้องหลิงจืออย่างตัดพ้อ
หลิงจือแก้มสองข้างขึ้นสีแดงเรื่อ ไม่รู้เพราะอายหรือโกรธกันแน่
“ใครชอบท่านกัน? หยุดหลงตัวเองได้แล้ว!” หลิงจือแหวกลับ ตาจ้องตู้เหิงเขม็ง
ตู้เหิงยังคงหน้าระรื่น เอ่ย “ข้าเป็สามีเ้าไม่ชอบข้าแล้วเ้าจะไปชอบใครที่ไหนได้อีก?”
“อย่าลืมสิ พวกเราเป็สามีภรรยากันแค่ในนามเท่านั้น!”หลิงจือกัดฟันพูด
“อย่างไรข้าก็เป็สามีเ้าอยู่ดี!ถึงตอนนี้เ้าจะยังไม่ชอบข้า แต่อีกหน่อยต้องชอบข้าแน่ พวกเราค่อยๆ เรียนรู้กันไปไม่เป็ไร ข้าไม่รีบร้อน…” ตู้เหิงทำท่าไม่สะดุ้งะเืราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก[1]
“แหวะ หน้าไม่อาย!” หลิงจือทำท่าอยากอ้วกแต่จริงๆ ในใจกลับเกิดเกลียวคลื่นหวามหวาน
ตอนนี้เอง ประตูด้านในก็เปิดออก ไป๋เสี่ยวโหลวและซูเมิ่งเสวี่ยเดินออกมา
หลิงจือเห็นซูเมิ่งเสวี่ยร้องไห้จนตาบวมส่วนไป๋เสี่ยวโหลวเองก็ขอบตาแดงๆ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจเธอมากที่สุดคือมือของพวกเขาทั้งสองที่ยังประสานกันแน่นไม่ปล่อย
ซูเมิ่งเสวี่ยรับรู้ได้ถึงจุดที่สายตาหลิงจือจับจ้อง จึงรีบผละมือออกด้วยความอายใบหน้ามีริ้วแดงพาดผ่าน
“คุยกันเสร็จแล้วหรือ?” ตู้เหิงยิ้มเอ่ยทัก“มา เชิญมาดื่มชาทางนี้!”
ไป๋เสี่ยวโหลวและซูเมิ่งเสวี่ยนั่งลงฝั่งตรงข้ามตู้เหิงและหลิงจือสายตาของทั้งคู่ประสานกันเป็พักๆ แต่ก็รีบหลบสายตากันด้วยความอาย
หลิงจือเห็นท่าทางของคนทั้งคู่ก็รู้ว่าเื่สำเร็จแล้ว เอ่ยยิ้มๆ “ดูท่า...พวกท่านจะ ‘ใจตรงกันสุดท้ายได้ครองคู่’ สินะ?”
คราวนี้ซูเมิ่งเสวี่ยเลิกอายแล้ว นางจ้องไปที่หลิงจือเอ่ยอย่างจริงใจ “หมอหลิงจือ ขอบใจท่านมาก!ได้มาพบกันวันนี้ แม้พวกเราไม่อาจครองคู่กันได้ชีวิตนี้...ก็ไม่มีอะไรค้างคาใจแล้ว…”
“ใช่ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรติดค้างแล้ว!” ไป๋เสี่ยวโหลวกล่าวเช่นกัน
หลิงจือมองท่าทีหนักอึ้งของทั้งคู่ ก็อดเอ่ยยิ้มๆ ไม่ได้ “ทำไมพวกเ้าถึงมองโลกในแง่ร้ายนักเล่า? รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีโอกาสได้ครองคู่กัน?”
ไป๋เสี่ยวโหลวทอดถอนใจ เอ่ย “หมอหลิงจือข้ารู้ว่าเ้าหวังดี แต่...ในวิถีสังคมสมัยนี้ ผู้ที่ทำอาชีพ 9 สาขาล่าง[2]เช่นข้าจะหวังสูงไปถึงคนอย่างตระกูลซูได้อย่างไร?แค่ได้ความรักจากคุณหนูซูเช่นนี้ ข้าก็พอใจมากแล้ว ส่วนวันข้างหน้า...แม้นางจะต้องแต่งกับคนอื่นไป...ข้าก็จะเฝ้าจุดธูปอธิษฐานต่อหน้าองค์พระทุกวันขอให้นางมีความสุขชั่วชีวิต…”
เอ่ยจบ น้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลู่ลงจากหางตาของไป๋เสี่ยวโหลวส่วนซูเมิ่งเสวี่ยเองก็น้ำตาคลอเบ้า
หลิงจือจ้องไป๋เสี่ยวโหลวนิ่ง เอ่ย “คนที่นางรักคือท่าน...ไป๋เสี่ยวโหลว ท่านบอกข้าซิแต่งกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักแล้วจะมีความสุขได้อย่างไร? ฉะนั้นท่านฟังให้ดี ไป๋เสี่ยวโหลว ความสุขของนางเป็ท่านเท่านั้นที่มอบให้ได้!”
ทั้งสองคนไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อน ได้แต่จ้องหลิงจืออึ้งๆพูดอะไรไม่ออกเลยสักประโยค
หลิงจือเม้มปาก หันไปพูดกับซูเมิ่งเสวี่ย “ข้าขอถามเ้า เ้าอยากแต่งกับไป๋เสี่ยวโหลวหรือไม่?”
ซูเมิ่งเสวี่ยรีบพยักหน้าเอ่ย “อยากสิต้องอยากแน่นอน...แม้ว่าจะต้องทิ้งชีวิตสุขสบายในตอนนี้ แล้วติดตามร่อนเร่ไปกับเขาจนสุดขอบฟ้า…ข้าก็ยินดี”
“งั้นท่านล่ะ?” หลิงจือหันมาถามด้านไป๋เสี่ยวโหลวบ้าง“ท่านอยากแต่งกับซูเมิ่งเสวี่ยไหม?”
ไป๋เสี่ยวโหลวก้มหน้าลง เอ่ยเสียงเบา “ใจจริง...ย่อมอยากแต่ง...อยากแต่งมาก...แต่หากนางจะต้องมาลำบากกับข้า...ข้าไม่ยอมเด็ดขาด…”
“ดี แค่ที่พวกเ้าพูดมาก็เพียงพอแล้ว!” หลิงจือตบโต๊ะ“ในเมื่อพวกเ้าเชื่อในตัวข้าเช่นนั้นข้าก็จะ ช่วยคนให้ถึงที่สุด ส่งพระจนถึงแดนตะวันตก[3]! เื่ของพวกเ้าสองคนปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ!”
ซูเมิ่งเสวี่ยจับมือของหลิงจือขึ้นมากุมด้วยความซาบซึ้ง “หมอหลิงจือ...ท่านช่วยให้เราสองคนได้อยู่ด้วยกันได้จริงหรือ?หากข้าสามารถครองคู่กับเสี่ยวโหลวได้จะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งใหญ่นี้ของท่านแน่นอน…”
“ขอแค่พวกเ้ายืนยันที่จะอยู่ด้วยกัน เื่อื่นปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าเถอะ” หลิงจือเอ่ยสร้างความมั่นใจอีกครั้ง “ถือเป็การพิสูจน์ด้วยว่า ‘เหลียนหลี่ถัง’ ช่วยขจัดความทุกข์ใจได้ ไม่ใช่คำโกหก ข้าขอเวลาพวกเ้าสามวัน หลังจากนี้สามวันให้มาเจอกันที่นี่อีกครั้งถึงตอนนั้นข้าต้องคิดวิธีออกแล้วแน่นอน”
รอจนซูเมิ่งเสวี่ยและไป๋เสี่ยวโหลวกลับไปตู้เหิงจึงค่อยเอ่ยถามหลิงจือด้วยสีหน้าเป็กังวล “ภรรยา เ้าจะคิดหาวิธีได้ภายในสามวันจริงหรือ? เื่นี้ท่าจะไม่ใช่ง่ายๆ…”
หลิงจือจิบชาด้วยท่าทีสบายๆ เอ่ย “ทุกสิ่งอยู่ที่คนกระทำขอแค่ตั้งใจทำจะต้องมีทางแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออก”
ตู้เหิงขมวดคิ้วเอ่ย “ที่จริงปัญหาสำคัญตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขา แต่เป็คหบดีซู”
หลิงจือนิ่งแปลกใจ ก่อนหันมายิ้มให้ตู้เหิง
ตู้เหิงเริ่มวิเคราะห์อย่างเอาจริงเอาจัง “สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้คหบดีซูยอมรับไป๋เสี่ยวโหลวคนแสดงงิ้วเป็ลูกเขย”
“อืม...ไม่เลวเลย ท่านหมอรู้จักวิเคราะห์ปัญหาเสียด้วยมีพัฒนาการ!” หลิงจือยิ้มเอ่ย “พูดต่อสิ…”
ตู้เหิงไม่ได้พูดต่อตามคำรบเร้าของหลิงจือ แต่กลับก้มหน้าลงถอนหายใจกล่าว “การจะเปลี่ยนความคิดใครไม่ใช่เื่ง่ายยิ่งเป็ความคิดที่มีมานานอย่างความเหมาะสมของตระกูล คงเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ แค่ชั่วข้ามคืนหรอก”
หลิงจือเห็นท่าทางคิดไม่ตกของตู้เหิงก็ให้รู้สึกขำ
“ภรรยา เ้าขำอะไรกัน?” ตู้เหิงถูกนางขำก็รู้สึกงงเล็กน้อย
“ข้าก็แค่อยากขอบคุณท่านที่ช่วยหาทางตันให้ข้าจะได้รู้ว่าทางนั้นไปไม่ได้ ฮ่าๆ…”
ตู้เหิงกลอกตามองบน พูดเสียงไม่สบอารมณ์ “ข้าคิดไม่ออกแล้ว ยังไงข้าก็ไม่ฉลาดเท่าเ้านิเ้าไปคิดเองเถอะ!”
“ท่านพูดถูกต้องจะเปลี่ยนความคิดของคหบดีซูนั้นเป็ไปไม่ได้แน่นอน” หลิงจือพูดวิเคราะห์“ดังนั้นพวกเราต้องเดินอ้อมหินก้อนั์นี้ จะไปประชันหน้าตรงๆ ไม่ได้ในเมื่อเปลี่ยนคหบดีซูไม่ได้ เปลี่ยนความคิดขนบธรรมเนียมสังคมก็ไม่ได้แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนไป๋เสี่ยวโหลวแทนเสียล่ะ?”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า
[1]หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก(死猪不怕开水烫)สำนวนจีนใช้ด่าคนว่าหน้าหนา หน้าด้าน ไม่รู้สึกสะดุ้งะเืเหมือนหมูตายแล้วโดนน้ำร้อนลวกก็ไม่รู้สึกอะไร
[2]9 สาขาล่าง(下九流)คือกลุ่มอาชีพที่ถูกมองว่าเป็ชั้นล่างของสังคมได้แก่ หมอผี นางคณิกา ม้าทรง ยามรักษาการณ์ ช่างตัดผม นักดนตรี นักแสดงปาหี่ ขอทานและคนขายน้ำตาลเป่า
[3]ช่วยคนให้ถึงที่สุดส่งพระจนถึงแดนตะวันตก (帮人帮到底,送佛送到西)หมายถึง ทำดีต้องทำให้ถึงที่สุด กล่าวคือช่วยคนก็ต้องช่วยจนถึงที่สุดส่งพระก็ต้องส่งถึงแดนตะวันตก (西天 หมายถึง ชมพูทวีป)