เมื่อเห็นความลังเลของฟ่านเสวี่ยหลีผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาจึงหยิบกล่องหยกใบหนึ่งยื่นให้ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดว่า “หากอาจารย์ยินดีเป็นตัวแทนให้กับเผ่าข้า ข้าจะมอบธูปพิษอาคมหมื่นมดเหล่านี้ให้ท่านธูปพิษอาคมหมื่นมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่อดีตผู้นำเผ่าเมื่อยี่สิบปีก่อนได้มาจากแดนห่วงหยกทรายทะเลซึ่งใช้มาถึงตอนนี้จนเหลือไม่มากแล้ว”
สีหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความอาวรณ์ สิ่งนี้เทียบเท่ากับสมบัติล้ำค่าของเผ่าพวกเขาแต่นอกจากสิ่งนี้ก็ไม่มีสมบัติอื่นที่สามารถดึงดูดสายตาของอาจารย์ผู้นี้ได้อีกแล้ว
ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึงเล็กน้อย ที่แท้ธูปพิษอาคมหมื่นมดก็มาจากแดนห่วงหยกทรายทะเลอีกทั้งยังใช้ต่อเนื่องมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แดนห่วงหยกทรายทะเลช่างมหัศจรรย์จริงๆ
“ได้ ข้าตกลง” ฟ่านเสวี่ยหลีลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมตกลง ธูปพิษอาคมหมื่นมดนี้ก็คือน้ำลืมรักจากบรรพกาลมันเป็นสมุนไพรที่หาได้ยากมาก ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหลอมโอสถ
“ขอบคุณพี่ชาย” เมื่อเงือกน้อยเห็นฟ่านเสวี่ยหลีตอบตกลงจึงพูดอย่างดีใจ “หากเป็นพี่ชายต้องทำสำเร็จแน่นอน และสามารถทวงคืนความรุ่งโรจน์เมื่อร้อยปีก่อนของเผ่าพวกเรากลับคืนมาได้แน่!”
เผ่ามนุษย์เงือกสีเทาตกต่ำมานานเหลือเกิน เมื่อผ่านไปอีกไม่กี่ปีและธูปพิษอาคมหมื่นมดเหล่านี้หมดลงพวกเขาอาจถูกตัดแม้กระทั่งสิทธิ์ในการอยู่ที่แห่งนี้
“ถ้าเช่นนั้นเชิญอาจารย์หลิงหลงจื่อพักผ่อนสักหนึ่งวันก่อนเถิดพรุ่งนี้ในยามนี้พวกเราจะออกเดินทางไปแดนห่วงหยกทรายทะเลทันที” ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาโล่งใจ แม่ทัพชิงผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าเขา แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับสามารถชนะทั้งด้านเต๋าและพลังศักดิ์สิทธิ์ของแม่ทัพชิงได้ในพริบตานี่มิใช่แข็งแกร่งกว่าแม่ทัพชิงเพียงขั้นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นฟ่านเสวี่ยหลียังเป็นอาจารย์ปรุงยาหากได้เป็นมิตรกับอาจารย์ปรุงยาผู้นี้ พวกเขาเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาก็มีหวังจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้” ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้าถึงแม้เนื้อกายขั้นสี่ของเขาจะมั่นคงสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อครู่นี้ใช้ตราหมื่นอัคคีจนถึงขีดสุดตอนนี้จึงเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง แต่เขายังคงสีหน้าให้เป็นปกติ
จากนั้นเขาก็ถูกทหารมนุษย์เงือกกลุ่มหนึ่งพาไปพักผ่อนที่เรือนแห่งหนึ่ง
ครั้งนี้เขานอนหลับไปถึงหกชั่วยาม
เมื่อตื่นขึ้นมา กลับเห็นดวงจันทร์และดวงดาวนอกหน้าต่างตอนนี้ค่ำแล้ว
ราชาบัลลังก์ทมิฬยืนเด่นคอยปกป้องฟ่านเสวี่ยหลีอยู่ด้านนอกหน้าต่างราชาบังลังก์ทมิฬอยู่ในร่างวิญญาณ ดังนั้นต่อให้ยืนเป็นเวลาหลายวันอีกหลายคืนก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้า
ฟ่านเสวี่ยหลีหยิบเกสรดอกหิมะจันทราที่ได้มาตอนกลางวันออกมาจากอ้อมอก
ของสิ่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง มันสามารถถ่ายทอดพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันให้แม่ทัพชิงได้
ฟ่านเสวี่ยหลีจดจ่อจิตวิญญาณเข้าไปและสังเกตลมปราณภายในอย่างละเอียด
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขารับรู้ถึงชาติก่อนของเกสรดอกหิมะจันทราเนื่องจากมีกล่าวไว้ในบันทึกเมื่อพันปีก่อนพอดี แต่ไม่ได้มองเห็นร่างที่แท้จริงของเกสรดอกหิมะจันทราอย่างสมบูรณ์
ภายใต้การสังเกตของฟ่านเสวี่ยหลี เขาก็พบว่าเกสรดอกหิมะจันทราราวกับกำลังบานสะพรั่งอย่างช้าๆกระทั่งปรากฏเป็นเงาร่างเลือนรางอยู่ใต้เงาจันทร์
เงานั่นเป็นสาวงามสูงห้าชุ่น ร่างกายเปลือยเปล่าสีขาวบริสุทธิ์ดุจหยกปกคลุมไปด้วยขนนก แต่สีหน้ากลับเศร้าโศก
สาวงามคนนั้นคำนับฟ่านเสวี่ยหลีอย่างงดงามแล้วพูดว่า “ข้าคือวิญญาณดอกไม้ คุณชายโปรดอย่าให้ข้าโดนแสงแดดส่อง ไม่เช่นนั้นร่างกายของข้าจะแห้งเฉาแล้วตายจากไป”เสียงของนางราวกับเสียงนกแก้วและประหนึ่งภาษาดอกไม้ หากไม่ใช่เพราะฟ่านเสวี่ยหลีเป็นปรมาจารย์ปรุงยาที่มีความไวต่อสัมผัสที่ล้ำเลิศคงไม่ได้ยินเสียงนี้
“เจ้าเป็นวิญญาณดอกไม้ของเกสรหิมะจันทราอย่างนั้นหรือ”ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึง
ดอกไม้ทุกชนิดเมื่อผ่านการขัดเกลาหลายสิบปีจะมีโอกาสบ่มเพาะเป็นภูตแต่การจะบ่มเพาะเป็นวิญญาณดอกไม้นั้นยากมาก เพราะวิญญาณดอกไม้ต้องเป็นต้นไม้ที่เคยมีคนแขวนคอตายจิตแห่งความขมขื่นก่อเกิดเป็นปม กลายเป็นสิ่งที่ชอบดอกไม้ที่สุดและกลัวแสงแดดที่สุด
สาวงามพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ใช่แล้ว การที่ท่านเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดถือว่าทำให้ข้ามีความหวังอีกครั้งแล้ว” สีหน้าของนางในตอนนี้ดูมีความสุข ราวกับได้พบคนดีที่นางสามารถฝากความหวัง
ฟ่านเสวี่ยหลีอดไม่ได้ที่จะถามสิ่งที่ตนสงสัย “แล้วเจ้าเกิดจากที่ใด เหตุใดถึงรู้จักพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ และยังถ่ายทอดให้กับแม่ทัพชิงผู้นั้นได้ด้วย”
สาวงามวิญญาณดอกไม้ส่ายหน้าแล้วเผยสีหน้างุนงง “ข้ารู้แค่ว่าข้ามาจากแดนห่วงหยกทรายทะเล ความทรงจำอื่นๆ ล้วนหายไปหมดแล้วส่วนพลังศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในสมองข้าได้อย่างไรนั้น ข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว หากท่านพาข้ากลับไปยังแดนห่วงหยกทรายทะเลไม่แน่ข้าอาจจำมรดกทั้งหมดของพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ได้”
“วางใจเถอะ ข้าจะพาเจ้ากลับไปแดนห่วงหยกทรายทะเลเอง”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีพูดถึงตรงนี้ สายตาพลันเร่าร้อน
ในแดนห่วงหยกทรายทะเลมีทั้งธูปพิษอาคมหมื่นมด เกสรดอกหิมะจันทราลูกแก้วดาราสวรรค์ และเร็วๆ นี้กำลังจะมีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้น ไม่แน่ว่าภายในอาจจะมีลมปราณโบราณที่ทรงพลังและสามารถชดเชยอาการเสื่อมทรุดหลังจากใช้เพลิงสัจธรรมได้
สมบัติในแดนห่วงหยกทรายทะเลแห่งนี้ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง
ในช่วงค่ำคืน ท้องฟ้าเหนือแดนห่วงหยกทรายทะเลมีเงาร่างที่สูงหลายจั้งตนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในชั้นเมฆปีกกระพือระหว่างโบยบิน ทั่วชั้นเมฆราวกับจะพังถล่ม
คือชาววิหคคนหนึ่งกับนกปี่อี้[1]
เมื่อพันปีก่อนนครชาววิหคเคยรุ่งโรจน์ แต่ต่อมากลับตกต่ำลงชาววิหคทุกตนล้วนมีศีรษะยาว ร่างกายเต็มไปด้วยขนนก ส่วนนกปี่อี้ที่เขากำลังขี่อยู่ก็ประกอบจากนกสองตัวตัวหนึ่งสีเขียว อีกตัวสีแดง
ชาววิหคตนนั้นกำลังจดจ้องแดนห่วงหยกทรายทะเลอย่างปรารถนาแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พุ่งลงไป
ทันใดนั้นก็มีเสียงอันแปลกใจดังขึ้นจากด้านข้าง “ท่านอวี่หมิน เหตุใดท่านจึงไม่ลงไปเล่า” มันเป็นเสียงของหญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งที่รูปโฉมงดงามทรงหน้าคล้ายดอกท้อ น้ำเสียงแฝงด้วยความเย้ายวน มือทั้งสองเกาะแน่นอยู่บนนกปี่อี้ ดูอ่อนช้อยงดงามอย่างยิ่ง
อวี่หมินกล่าว “การป้องกันของภูเขาศักดิ์สิทธิ์แดนห่วงหยกทรายทะเลแข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าจินตนาการไว้ข้าไม่อาจทลายมันได้ แผนการในตอนนี้มีเพียงรอให้เผ่ามนุษย์เงือกที่ผ่านการทดสอบสุดท้ายได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏขึ้นในครั้งนี้แล้วพวกเราค่อยไปช่วงชิงมันมา!” เมื่อเขาพูดถึงเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มุมปากก็ยกยิ้มอย่างเร่าร้อน ขนนกบนตัวสั่นกระพือ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ท่านช่างหลักแหลมยิ่งนัก”หญิงสาวชุดแดงมองไปยังอวี่หมินด้วยสายตาภาคภูมิใจ
นางเป็นทายาทของตระกูลเจาอวิ๋นในเมืองฉางซาน มีชื่อพยางค์เดียวว่าเม่ยนางมีเสน่ห์โดยกำเนิด เคยถูกตระกูลฟ่านช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อสิบปีก่อน ต่อมาแม่ของฟ่านเสวี่ยหลีสร้างผลงานใหญ่จนได้รับกระบี่สวรรค์และนางก็ถูกมอบให้ฟ่านเสวี่ยหลีแต่น่าเสียดายที่ฟ่านเสวี่ยหลีพรสวรรค์ไม่สูง และหลังจากนั้นแม่ของฟ่านเสวี่ยหลียังถูกกดขี่ข่มเหงอีกนางจึงยกเลิกการแต่งงานด้วยตัวเอง พร้อมทั้งผูกมิตรกับคุณชายใหญ่และคุณชายรองตระกูลฟ่านแต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมสำส่อนของนางถูกผู้อาวุโสฟ่านปั๋วช่านตรวจพบ จึงถูกขับไล่ออกจากตระกูล
ไม่มีใครคาดคิดว่าตอนนี้นางจะคบกับอวี่หมินผู้นี้
เทียบกับบรรดาราชาปีศาจมากมายในไหลเสวียหลี่แล้ว ระดับพลังของอวี่หมินผู้นี้หาได้เป็นรองแผนการลับนี้จึงมีโอกาสสำเร็จสูงมาก
เช้าวันต่อมา ฟ่านเสวี่ยหลีออกเดินทางพร้อมกับเผ่ามนุษย์เงือกสีเทาและไปถึงบริเวณแดนห่วงหยกทรายทะเลอย่างรวดเร็ว
เนื่องด้วยความอันตรายของการเดินทางครั้งนี้เขาจึงให้เนี่ยชิวอวี่อยู่ในเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทา และทิ้งวิชาหัตถ์จำนวนหนึ่งเอาไว้ให้นางศึกษา
ที่แห่งนี้เป็นดินแดนทะเลทรายที่เต็มไปด้วยพายุทะเลทรายมีเนินทรายและเสียงพายุทรายนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีค่ายกลกับดักมากมายนับไม่หมดหากไม่ใช่เพราะมีผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาคอยนำทาง ฟ่านเสวี่ยหลีอาจตกอยู่ท่ามกลางค่ายกลทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้แล้ว
ฟ่านเสวี่ยหลีไม่ได้ผ่อนคลายจิตวิญญาณตลอดการเดินทางเขาจดจำเส้นทางค่ายกลโดยรอบไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าไปในทุ่งขจีแห่งหนึ่งแล้วพบกับห่วงหยกสีเงินขนาดใหญ่
ห่วงหยกนี้สูงหลายสิบจั้ง กว้างหลายร้อยจั้ง ภายในห่วงหยกเต็มไปด้วยดอกไม้หอมนับไม่ถ้วนทุกก้าวที่เดินล้วนได้ยินเสียงสายน้ำที่อยู่โดยรอบ
ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ดูสวยงามอย่างยิ่ง
ภายในห่วงหยกยืนเต็มไปด้วยมนุษย์เงือกมากมายทุกคนล้วนแสดงสีหน้าเคร่งขรึม
เผ่ามนุษย์เงือกมีข้อบัญญัติที่เข้มงวดอย่างยิ่งอีกทั้งยังเข้มงวดที่สุดในบรรดาเผ่าปีศาจของไหลเสวียหลี่ จึงทำให้เผ่ามนุษย์เงือกยึดมั่นในคำสั่งและมีความเหนียวแน่นในขณะเดียวกันยังต่อต้านคนนอกอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าหากสามารถสร้างผลงานใหญ่ให้เผ่ามนุษย์เงือกได้ต่อให้เป็นมนุษย์ก็จะได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ เช่นการแต่งตั้งยศหรือการยกที่ดินให้
แต่สถานการณ์เช่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นหลายร้อยปีแล้ว
เมื่อเห็นเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาเดินทางมา เผ่ามนุษย์เงือกอื่นๆก็ซุบซิบนินทากันอย่างอดใจไม่ได้
“เผ่ามนุษย์เงือกชุดเทามีสิทธิ์มาด้วยหรือช่างเหนือความคาดหมายเสียจริง!”
“ตั้งสามสิบปีแล้ว ข้ายังคิดว่าพวกเขาตกต่ำอย่างสมบูรณ์จนถูกขับไล่ไปแล้วเสียอีก”
“แต่ต่อให้พวกเขามาก็ถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกอยู่ดีแล้วมันจะมีอะไรต่าง”
มนุษย์เงือกเหล่านี้ต่างเผยสายตาหยิ่งยโส ขณะที่พูดมีท่าทีได้ใจผิวหนังบนร่างกายพวกเขามีสีที่แตกต่างกัน แต่ท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้นเผ่าสีม่วงและสีทองตบะแข็งแกร่งที่สุดแม้แต่ชุดเกราะและอาวุธบนตัวก็ล้วนแต่แข็งแกร่งที่สุด อีกทั้งบนตัวทุกคนยังมีกลิ่นอายของทหารเดนตายคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา
แต่พวกเขาเพียงพูดคุยกันเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปยั่วยุท้าทายอย่างโจ่งแจ้ง
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ฟ่านเสวี่ยหลีก็กวาดตาสำรวจโดยรอบและเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้นยิ่งมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเช่นนี้ มนุษย์เงือกตนอื่นๆ ก็จะยิ่งสรรหาวิธีการประหลาดในการอยู่เหนือกฎเกณฑ์เขาจึงต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
“ดูนั่นสิ ช่างน่าขันสิ้นดี พวกเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทากลับพามนุษย์คนหนึ่งมาด้วย!”
ทันใดนั้นก็มีมนุษย์เงือกชุดม่วงตนหนึ่งหัวเราะเยาะเสียงดัง
[1] นกปี่อี้ คือ นกในตำนานของจีน มีสองหัวซีกหนึ่งเป็นตัวผู้ อีกซีกเป็นตัวเมีย