บทที่ 37 ย้ายฐาน
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ต้องการหน้าต่างระบบพลันสลายหายไป กลายเป็นข้อความแจ้งเตือนใหม่ที่เด้งขึ้นมาแทน
[ยินดีด้วย! คุณได้รับ วงจรมานา(ติดตัว)]
[ลักษณะเฉพาะ 1/3]
ทันทีที่สิ้นเสียงแจ้งเตือนหัวใจของผมก็เต้นรัวแรงขึ้นอย่างบ้าคลั่งความร้อนสายหนึ่งแผ่ซ่านออกจากอกพุ่งพล่านไปทั่วร่างระลอกแล้วระลอกเล่า
จากความรู้สึกอุ่นๆในตอนแรกกลับกลายเป็นความแสบร้อนเหมือนมีใครเอาลวดแดงเดือดมาร้อยผ่านร่างกายทุกส่วน
ผมกัดฟันแน่นจนกรามแทบหักเพื่อกักเก็บเสียงครางด้วยความเจ็บปวดไว้ในลำคอ
ลืมคำชมที่ผมเคยมีให้ระบบไปได้เลย!
ตอนนี้ผมทำได้เพียงสบถด่ามันอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่งความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะที่โครงข่ายมานาถูกสลักลึกลงไปในเนื้อเยื่อ
มานาพุ่งออกจากหัวใจไปจนถึงปลายนิ้วลามขึ้นสู่กะโหลกศีรษะ และกระจายไปทั่วทุกอณูทิ้งรอยไหม้จำลองไว้ทุกที่ที่มันไหลผ่าน
เนิ่นนานราวกาลเวลาหยุดนิ่งความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลงทิ้งไว้เพียงความมึนงง และอาการหน้ามืดเหมือนคนกำลังจะหมดสติ
ผมนอนหอบหายใจพลางประชดตัวเองในใจว่า ถ้ายังต้องเจอเรื่องพรรค์นี้อีกตั้งสองครั้งกว่าจะครบโควตาผมขอตายดีกว่า
ใครก็ได้ช่วยเรียกหน่วยกู้ภัยมาทีเถอะ!
ผมลองฝืนอาการปวดหัว แล้วลองส่งมานาผ่านร่างกายดูเล่นๆแล้วก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
เอ๊ะ?
ผมลองใหม่อีกครั้ง... และอีกครั้ง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
ผมขอถอนคำพูดที่ด่าระบบไปเมื่อกี้ให้หมดเลย
เอาความเจ็บปวดมาอีกสิ!
เอามาให้มากกว่านี้ก็ได้ถ้าผลลัพธ์มันจะยอดเยี่ยมขนาดนี้!
ความรู้สึกที่ได้มันต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงมันคล้ายกับเหมือนที่ผ่านมาผมโง่ใช้ส้อมตักซุปกินมาตลอด แล้วจู่ๆก็มีคนมาฟาดหัวผมทีหนึ่งพร้อมยัดช้อนใส่มือให้
การดึงมานาออกมาใช้งานกลายเป็นเรื่องธรรมชาติกว่าเดิมมหาศาลโครงข่ายที่ถูกสลักลงในตัวเปลี่ยนถนนลูกรังสายเก่าในร่างของผมให้กลายเป็นทางด่วนความเร็วสูงในพริบตา
โอ้ สวรรค์...
ผมเกือบจะยอมให้อภัยระบบที่ลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชังขึ้นมานิดๆแล้ว แม้จะค่อนข้างมั่นใจว่าลักษณะเฉพาะของคนอื่นคงจะขี้โกงกว่านี้แน่ๆแต่ความดีใจในตอนนี้มันก็มากพอจนผมหุบยิ้มไม่ได้เลย
ผมลองเคลื่อนมานาไปทั่วร่าง มันไหลลื่นรวดเร็ว และแม่นยำขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
จากเดิมที่ต้องสาดมานาท่วมท้นเหมือนเปิดก๊อกทิ้งตอนนี้ผมกลับควบคุมเส้นใยมานาบางเฉียบให้ไหลผ่านวงจรได้อย่างประณีต
ร่างกายมนุษย์ที่เคยห่วยแตกและไร้ประสิทธิภาพในการรองรับพลังงานบัดนี้ได้รับการปรับปรุงใหม่จนเห็นผลทันตา
[การควบคุมมานา เลเวล 5> เลเวล 6]
นั้นไงมาตามนัดเลย!
ผมยันตัวลุกขึ้นยืนแม้ร่างกายจะยังส่งเสียงประท้วงด้วยความเจ็บปวดจากการสลักวงจรมานาแต่ผมกลับรู้สึกพอใจกับมันอย่างประหลาด
“ในที่สุดก็ลุกได้สักทีนะพี่!”
เสียงของเควินแว่วมากระทบหูฟังดูน่ารำคาญชะมัด โดยเฉพาะในเวลาที่ผมยังปวดหัวตึบๆ แบบนี้
แต่เอาเถอะ...เห็นแก่ที่ตอนนี้ผมกำลังอารมณ์ดีสุดๆผมจะแสร้งทำเป็นหูทวนลมปล่อยผ่านไปก่อนแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วกัน
“ตอนนี้เหมือนทุกคนต้องรอพี่คนเดียวเลยนะขนาดเจ้าหมูน้อย บิสกิตยังเตรียมพร้อมจะไปแล้วเลยเนี่ย”
เควินยังไม่หยุดพล่ามพลางบุ้ยปากไปทางเจ้าคอร์กี้ที่อยู่ไม่ไกล
“...”
โอเค...ปากของไอ้หมอนี่ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันง่ายขึ้นเลยจริงๆ ผมจ้องหน้าเขานิ่งๆแต่ดูเหมือนคนอย่างเควินจะอ่านบรรยากาศไม่เป็น หรือไม่ก็นิสัยเสียจนกู่ไม่กลับ
“อีกอย่างนะพี่...ท่าเดินพี่ตอนนี้เหมือนคนขี้ราดกางเกงชะมัดเลยว่ะ ฮ่าๆ!”
เขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีพลางกุมท้องขำจนตัวโยนโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
โอเค จบกัน...ความเมตตาของผมหมดลงแค่นี้แหละ
ผมหยุดเดินแล้วค่อยๆ หันไปจ้องเขาด้วยสายตาเย็นเฉียบที่สื่อความหมายชัดเจนว่าแกตายแน่
จิตสังหารจางๆของผมคงเริ่มทำงานโดยไม่รู้ตัว จนไอ้ตัวแสบที่กำลังขำอยู่ถึงกับชะงักกึกหนังตาขวาของเขาคงเริ่มกระตุกยิกๆ
“เฮ้ยๆ พี่เนเทล ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ?”
น้ำเสียงที่เคยร่าเริงเริ่มสั่นเครือ
หืม...บางทีผมควรจะมอบหน้าที่ถลกหนังกวางให้เขารับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีกสักสามสี่ตัวดีไหมนะ?
ผมมั่นใจเลยว่าคนรักสะอาดแบบเขาต้องเกลียดงานกลิ่นคาวเลือดที่ล้างออกยากนั่นเข้าไส้แน่ๆหรือไม่ก็อาจจะ ช่วยฝึกสะท้อนหินให้เขาด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมสักเท่าตัว
“พี่เนเทล! หยุดก่อน รอเดี๋ยวดิพี่!ผมแค่ล้อเล่นเอง!”
ผมเลิกสนใจเควินและเดินออกมาที่ด้านนอกของตู้ขบวน ที่นั้นเจ้าบิสกิตวิ่งออกมาต้อนรับผมด้วยการส่ายหางดิ๊กๆก่อนจะเดินเคียงข้างไปกับผมอย่างร่าเริง
“ฟังนะ เมื่อกี้มันแค่โจ๊กน่ะ พี่ก็รู้ใช่ไหม?แค่ล้อเล่นเอง ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ พี่ก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไงใช่ไหมล่ะ?เหะๆ”
ผมอาจจะให้เขาฝึกทักษะเพิ่มขึ้นอีกนิดและแน่นอนว่าผมจะ ช่วย ด้วยตัวเองผมจะลองขว้างหินใส่เขาเพื่อให้เขาลองฝึกสะท้อนมันกลับดู
บางทีคราวนี้ผมอาจจะอัดมานาเพิ่มเข้าไปอีกหน่อยมันจะได้ช่วยให้เขาพัฒนาได้เร็วขึ้นยังไงล่ะ นี้ผมหวังดีกับเขาจริงๆ นะเนี่ย
ผมเดินตรงไปสมทบกับ เทสและแฮดวิน เทสเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้มแต่แฮดวินเพียงแค่พยักหน้าให้เงียบๆ เขาพยายามรักษามาดเคร่งขรึมไว้แต่ผมทันเห็นมุมปากของเขาที่กระตุกยกขึ้นนิดหนึ่ง
ตาลุงนี้คงแอบสะใจที่ได้ต่อยหน้าผมอยู่ล่ะสิ?ผมคิดพลางมองค้อนกลับไป
“ดูเหมือนนายจะพร้อมแล้วนะ”
เทสเริ่มพูดเข้าเรื่อง
“งั้นเราจะออกเดินทางกันในอีกไม่กี่นาทีนี้ตามที่ตกลงกันไว้นายกับฉันจะรับหน้าที่สอดแนมข้างหน้า ส่วนโชอี้ เควินและคิมจะเคลื่อนที่ตามหลังมาโดยเว้นระยะหน่อย ปิดท้ายขบวนด้วยแฮดวินกับคนอื่นๆ”
“แล้วเจ้าหมานั่นล่ะ? พักหลังมานี้ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่เลยนะ...”
แฮดวินเปรยขึ้นสายตาที่เขามองบิสกิตดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
แกไปทำอะไรเขาไว้ล่ะบิสกิต?
แต่ก็นั่นแหละ... ทำได้ดีมากเจ้าหมาแสนดี!
พวกเราทุกคนก้มมองเจ้าคอร์กี้ที่แสนดีที่สุดในโลกมันแลบลิ้นห้อยหอบหายใจพลางทำท่าทางทะเล้นเหมือนกำลังแอบยิ้มเยาะใส่ใครบางคนอยู่
เจ้าหมาเงยหน้ามองผม และผมก็มองมันพวกเราสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะออกคำสั่ง
“อยู่กับแฮดวินและคนอื่นๆ ไปนะ”
หางของมันหยุดแกว่งทันที มันกะพริบตาช้าๆอย่างเชื่อฟัง
“สรุปคือเราจะเดินไปจนกว่าดวงอาทิตย์จะดับไปใช่ไหม?”
ผมหันไปถามเทสต่อ
“เดี๋ยวนะ สำหรับเจ้าหมูอ้วนบิสกิตนี่ คือสั่งแค่นี้เองเหรอ?มันฟังรู้เรื่องจริงๆ หรือไง?”
เสียงเควินโวยวายแทรกมาจากด้านหลังแต่พวกเราส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะเมินเฉยต่อเขาไปนานแล้ว
ตอนนี้พวกเราคำนวณเวลาที่ดวงอาทิตย์จะดับได้ค่อนข้างแม่นยำแล้ว โดยอ้างอิงจากการนับถอยหลังของระบบก่อนจะถูกบังคับส่งกลับ
ที่บอกว่าดวงอาทิตย์ดับก็ตามชื่อเลยมันไม่ได้เคลื่อนที่หรือลับขอบฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันแค่ดับวูบหายไปดื้อๆโดยไม่ให้สัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยสักนิด บ้าบอชะมัด
“เราน่าจะเดินได้สัก 5 ถึง 7 ชั่วโมงหลังจากนั้นคงต้องหาที่ปักหลักสร้างแนวป้องกันถ้าเหลือเวลาไว้สักสองสามชั่วโมงก่อนมืดก็น่าจะพอ”
เมื่อการหารือหลักจบลงและเหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อยผมก็เริ่มเข้าสู่สภาวะสมาธิเพื่อฝึกฝนทักษะ การควบคุมมานา ต่อทันที
ข้อดีของการมีวงจรมานาคือตอนนี้ทักษะการสั่นพ้อง ของผมใช้งานง่ายขึ้นเยอะ แถมยังคงสภาพไว้ได้นานกว่าเดิมหลายเท่า
ผมเหลือบมองปลายนิ้วตัวเองที่มีใบมีดมานาบางเฉียบก่อตัวขึ้นรอบๆเมื่อผมพยายามเร่งการสั่นพ้องของใบมีด ความยากจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่มันก็ยังอยู่ในระดับที่พอจะรับมือไหวใบมีดมานาสั่นไหวอย่างรุนแรงขณะที่ผมพยายามประคองมันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนมันจะสลายตัวไป
สถิติใหม่!อีกนิดเดียวผมก็น่าจะเคลือบมานาลงบนใบดาบสั้นได้ทั้งเล่มแล้วไม่เหมือนก่อนหน้าที่ทำได้แค่ส่วนปลาย แถมยังสลายไปเร็วเกินจนใช้งานจริงได้ยากเย็น
ในขณะที่ผมกำลังจดจ่ออยู่นั้นเทสก็สะกิดไหล่ผมเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าทุกคนกำลังจ้องมองผมเป็นตาเดียว...นี่ผมพลาดอะไรสำคัญไปหรือเปล่า?
“เฮ้อ...”
แฮดวินถอนหายใจยาวเหยียดจนไหล่ห่อ
จะถอนหายใจทำไมนักหนาลุง?ผมก็แค่ซ้อมนิดหน่อยเอง!ไม่เห็นต้องทำตัวเป็นตาแก่ขี้รำคาญขนาดนั้นเลย
บิสกิต... ปกป้องผมที!
ผมก้มลงมองหาเจ้าตูบตัวแสบแต่มันกลับกำลังกระโดดไล่จับผีเสื้ออยู่อย่างเพลิดเพลินซะงั้น
“...”
มันตะครุบผีเสื้อได้สำเร็จแล้วงับกลืนลงไปทันทีก่อนจะถ่มออกมาแทบไม่ทันพลางแลบลิ้นรัวๆ พยายามกำจัดรสชาติขมขื่นออกจากปาก
บิสกิตเอ๊ย...ขอให้สวรรค์คุ้มครองวิญญาณอันแสนตะกละของแกเถอะ!
เทสกับผมรับหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมเดินนำเข้าป่าเป็นคู่แรก
แม้ผมจะรับหน้าที่เดินนำหน้าแต่เทสกลับเป็นคนคอยกำหนดทิศทางเพราะทักษะของเธอช่วยให้มองทะลุผ่านพงไม้ทึบไปได้ไกลกว่าคนทั่วไป
ผมยังแอบสงสัยอยู่เลยว่าทำไม ระบบถึงไม่เรียกมันว่าตาเอกซ์เรย์ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย จะเรียก ตาทิพย์ ให้มันดูขลังเพื่ออะไรกัน?
ในช่วงที่ต้องออกล่าด้วยกันบ่อยๆพวกเราได้คิดรหัสลับขึ้นมาเพื่อความคล่องตัว
โดยผมจะเปิดใช้งาน การรับรู้มานา ไว้ตลอดเวลาเมื่อผมสัมผัสได้ว่าเธอรวบรวมมานาไว้ที่มือขวา ผมก็จะหักหลบไปทางขวาทางซ้ายก็เช่นกัน
แต่ถ้าเธอรวบรวมมานาไว้ที่หน้าอกแสดงว่ามีมอนสเตอร์ซุ่มอยู่แถวนั้นและถ้ามันมารวมอยู่ที่ขาทั้งสองข้างของเธอเมื่อไหร่นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเจอตัวที่แข็งแกร่งเกินรับมือ และพวกเราต้องรีบโกยทันทีมันเป็นรหัสพื้นๆ ที่เข้าใจกันแค่สองคน
บอกตามตรงพักหลังมานี้การประสานงานของเรายอดเยี่ยมมาก
พวกเราเคลื่อนที่ผ่านป่าไปได้อย่างเงียบเชียบพลางทำเครื่องหมายทิ้งไว้ให้กลุ่มที่ตามมาข้างหลังบางครั้งเราก็แวะจัดการมอนสเตอร์ที่ขวางทางบ้างแต่ก็น้อยมาก
ป่ารอบตัวยังคงเงียบสงบสายลมพัดเอื่อยหยอกล้อใบไม้จนเกิดเงาวูบไหวบนพื้นแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งก้านลงมาทำให้ป่าดูมีชีวิตชีวาอากาศสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของไม้ป่าช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
“เป็นวันที่สวยงามจังเลยนะ...”
เสียงของเธอเบาและนุ่มนวล
ผมชะลอฝีเท้าลงจนเดินขนานไปกับเธอพลางคลายความตึงเครียดออกจากร่างกายเพราะด้วย ตาทิพย์ ของเธอทำให้ผมไม่ต้องคอยพะวงหลังมากนัก
และหากแม้แต่ทักษะของเธอยังมองไม่เห็นผมเองก็คงไม่มีทางตรวจจับอะไรได้เหมือนกัน
“อืม”
ผมแหงนมองท้องฟ้า ปล่อยให้ลมพัดจนเส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยขณะเดินไปผมสังเกตเห็นต้นไม้ที่พริ้วไหวเป็นจังหวะตามธรรมชาติ
ป่าแห่งนี้เงียบสงัดปราศจากเสียงสัตว์หรือนกอย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งเพิ่มความรู้สึกสันโดษให้อย่างมาก
อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่ปอดเมื่อผมสูดลมหายใจลึกๆจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความสงบนิ่งในใจ
จู่ๆ เทสก็หัวเราะคิกคักเบาๆพลางเอามือปิดปาก
“ขอโทษทีแต่ฉันเพิ่งนึกถึงหน้าคุณตอนที่โดนแฮดวินต่อยน่ะ”
โห นี่มันแทงใจดำกันชัดๆ!
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ”
เธอกระซิบพลางยิ้มให้ผมมันเป็นยิ้มแรกที่ดูเป็นยิ้มจริงๆบนใบหน้าเธอนับตั้งแต่พวกเราก้าวเข้ามาในบททดสอบชั้นที่ 1 เลยล่ะ
“คุณเองก็สมควรโดนแล้วนี่นา”
ก็อาจจะจริง...แต่ช่วยทำหน้ามีความสุขให้น้อยกว่านี้หน่อยได้ไหมตอนเห็นผมเจ็บตัวน่ะ?
พวกเราเดินต่อไปท่ามกลางความเงียบด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายลง