ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 80 : ความโลภของผู้แซ่เกาและแซ่ซุน

    "ไอ้ผู้ชราวาจาสามหาว เป็นไอ้อีจากที่ไหนถึงกล้ามาก่อเรื่องถึงที่นี่" ผู้แซ่เกาพูดกล่าว ไม่ช้าด้านหลังมันก็ปรากฏเหล่าคณาจารย์ผู้บำเพ็ญสำนักฟ้าอนันตร์อีกจำนวนหนึ่งออกมา หากแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกึ่งตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มด้วยกันทั้งนั้น


    ฉินเทียนจดจ้องมองพวกมันทั้งหลาย พร้อมลอยตัวสูงขึ้นช้าๆ


    "หากหลักการพื้นฐานยังมิอาจจะรับรู้ สิ่งควรกระทำไม่กระทำ หากแต่สิ่งมิควรกระทำกับกระทำ ก็นับว่าช่างบำเพ็ญมาอย่างสูญเปล่ายิ่ง โง่งมเกินไป ต่ำทรามเกินแก้ไขแล้ว" ฉินเทียนพูดกล่าวไป พร้อมหลับตานิ่ง ก่อนจะ... "หากข้าผู้ชราลงมือเกรงว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งผู้เยาว์จนเกินไป เช่นนั้นก็ให้เหล่าบ่าวพ่อบ้าน คนสวน และคนรับใช้ในบ้านของตัวข้าผู้ชราสั่งสอนพวกเจ้าก็แล้วกัน"


    ไม่ช้าเสียงร้องตะโกนดังก็มาจากด้านหลังฉินเทียน ไม่ช้าก็ปรากฏร่าง 3 ผู้บำเพ็ญกึ่งตำนาน 1 ตัวตนเหนือตำนาน


    เหอซือห้าวลอยตัวพร้อมเหล่าพี่น้องทั้ง 3 ของมัน ยืนจดจ้องหน้าของผู้แซ่เกา มันโค้งกายคำนับให้ฉินเทียน ก่อนโบยบินอย่างไม่ยำเกรงผู้ใด กลางหน้าผากปรากฏร่างมังกรวารีเป็นสีโลหิตให้เห็นได้เด่นชัดแต่ไกล


    ผู้แซ่เกาคล้ายปากสั่น "ตะ.. ตา.. ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต ผู้เหนือตำนานรึ"


    .


    .


    .


    ไม่ช้าผู้คนโดยรอบก็ร้องฮือ พร้อมจับกลุ่มพูดคุย ณ เวลานี้เหนือตำนานปรากฏตัวแล้ว หากแต่มิใช่ราชันย์หรือผู้สูงศักดิ์ตระกูลใหญ่จากแดนใด หากแต่เป็นบ่าวของหนึ่งผู้ชรา


    เป็นเพียงพ่อบ้านผู้หนึ่ง


    นอกจากนั้นคนสวนและผู้รับใช้ต่างก็เป็นกึ่งตำนาน ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มด้วยกันทั้งนั้น


    ปวงประชาทั้งหลายต่างขบคิด บุรุษชราเฒ่าผู้นี้คือใคร


    เหตุใดบ่าวบริวารแต่ละคนจึงมีแต่ผู้บำเพ็ญระดับสูงส่งถึงเพียงนี้


    และนอกจากนั้นที่ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาใครจะรับรู้เสียเหลือเกิน ผู้ชราผู้นี้เป็นใครและระดับบำเพ็ญสูงส่งเพียงไหน จึงมีข้าคนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้


    ทุกผู้คนต่างอย่างรู้ หากแต่ก็ไม่มีใครรู้คำตอบ


    .


    .


    .


    และในพริบตานั้นเหอซือห้าวมิทันได้พูดกล่าวสิ่งใด


    ร่างของมันพริบตาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพูดแซ่เกาจากนั้น


    !!!เพี๊ยะ


    แรงตบหลังมือของเหอซือห้าวทำร่างของผู้แซ่เกาพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องนภา ผู้แซ่เกาสับสน มันคิดไอ้บ่าวบุรุษของผู้ชรามิเกรงกลัวสำนักฟ้าอนันตร์ของมันบ้างเลยหรือ อยู่ๆ ก็ลงมือไม่บอกไม่กล่าวสักคำ โดยที่ผู้แซ่เกาหารู้ไม่ สำหรับเหอซือห้าวแล้ว ในโลกใบนี้ไม่มีใครแข็งแกร่งกว่านายท่านย่ำผู้ชราของมันอีกแล้ว


    และอีกส่วนที่มันลงมือทันที ก็เพราะ... เหม็นขี้ปากของไอ้ผู้แซ่เกาเต็มทน กล้ามาด่าว่านายท่านผู้มีเมตตาจิตของมันได้อย่างไร ไอ้แซ่เกาผู้นี้หาเรื่องตกตายอยู่ใช่ไหม


    เหอซือห้าวอยากสังหารมันให้ตายนัก หากแต่เหอซือห้าวก็มิใช่ผู้โง่งม


    หากนายท่านมิบอกกล่าวให้มันสังหาร มันจะมิสังหารผู้ใดเด็ดขาด ความเมตตาของนายท่านเหนือฟ้าเหนือดิน และเพราะแบบนั้นมันจึงเน้นสั่งส้อน มิได้เน้นสังหาร


    โดยที่มันไม่รู้เลยว่าในใจของฉินเทียนตอนนี้กำลังคิด 'เอาเลยบ่าวแซ่เหอของข้า เอามันให้ตาย เล่นมันให้หนักแทนบิดาที กร๊ากๆ' เสียงกรีดร้องไห้สังหารดังอื้ออึงในใจของฉินเทียน เพราะตัวมันมิสะดวกจะลงมือ เพราะเกรงว่าหากลงมือแล้วแมัมันจะชนะแต่ก็คงดูทุลักทุเลจนเกินไป ทำนามย่ำฟ้าเสียหาย ภาพจำที่ทำมาในอดีตก็จะป่นปี้ จึงได้แต่เชียร์เหอซือห้าวอยู่ในใจ ให้มันลงมือหนักๆ แทนตัวเอง


    !!!เพี๊ยะ


    เสียงตบดังอีกคราวร่างของผู้แซ่เกาพุ่งไปด้านข้าง ก่อนที่จะ


    !!!เพี๊ยะ!!!เพี๊ยะ!!!เพี๊ยะ


    เจอตบอีก 3 ครั้ง โชคดีที่การลงมือลงไม้นี้นับว่าออมมือนัก มิได้ใช้ฤทธาในมือไม้นี้แม้แต่น้อย


    ร่างผู้แซ่เกาตกลงสู่พื้นปฐพี พร้อมทรุดกายลงอย่างรวดเร็ว มันโกรธแค้นถึงที่สุด


    ไม่ช้าเหนือท้องนภา ก็ปรากฏผู้บำเพ็ญมากมาย นับร้อยคน


    ในกลุ่มนั้นมีผู้บำเพ็ญตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตไร้จุดแต้มถึงสามคน ต่ำกว่านั้นก็มีแต่ระดับตำนานและกึ่งตำนาน


    ไม่ช้าพวกมันก็พูดกล่าว


    "เดรัจฉานที่ไหนกล้ามาก่อเรื่องที่มหานครฟ้าอนันตร์!!!"


    เหอซือห้าวและพี่น้องของมันราวกับเป็นผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน มันเชิดหน้าพร้อมพูดกล่าวอย่างไม่กลัวเกรง ราวกับว่าคนทั้งร้อยช่างสามัญ


    "แล้วจะทำไม..."


    มันพูดพร้อมถลึงเหลือกนัยน์ตา ราวกับกำลังบอกว่า แน่จริงก็เข้ามา


    ไม่ช้าก็มีบุรุษผู้หนึ่งพูดขึ้น มันนับเป็นผู้รอบรู้ผู้หนึ่ง


    "เจ้าคือ... เหอซือห้าว แห่งหมื่นภูตผีจ้าวเกาะใหญ่งั้นรึ"


    เหอซือห้าวร้องหึในลำคอมองจดจ้องไปยังผู้พูดกล่าว


    "นั่นนับว่าเป็นอดีตของข้าผู้นี้ไปแล้ว ทุกวันนี้ข้าเป็นเพียงพ่อบ้าน เป็นบ่าวของนายท่านผู้นี้ก็เท่านั้น" มันพูดพลางโค้งกายให้ฉินเทียนอย่างนอบน้อม


    .


    .


    .


    ไม่ช้าผู้คนก็สับสน คำว่าหมื่นภูตผีเป็นที่รู้กันดีในโลกหล้าว่ามีความหมายเช่นไร ใต้ 8 ปราชญ์ 4 จักรพรรดิ์ คือ 16 ราชันย์


    ใต้ 16 ราชันย์ คือ หมื่นภูตผี เป็นผู้ครองอำนาจมีบริวารนับล้าน แม้จะไม่มากมายเทียบเท่าราชันย์ 4 จักรพรรดิ์และ 8 ปราชญ์ หากแต่ก็นับว่ามีอาณาเขตปกครองตนเอง มีเกียรติมีหน้ามีตาเป็นที่รู้จักผู้หนึ่งในโลกแห่งผู้บำเพ็ญ


    หากแต่วันนี้กลับกลายเป็นแค่พ่อบ้าน เป็นแค่บ่าวไพร่งั้นรึ


    .


    .


    .


    ในความงงงัน ไม่ช้าก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัว พวกมันต่างสวมใส่ชุดสีแดงสดประดับด้วยลวดลายที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนของทางการ


    !!!ตุลาการสีชาด


    ไม่ช้าผู้คนต่างพูดคุยพร้อมพูดกล่าวซุบซิบซึ่งกันและกัน ...หรือวันนี้มหานครฟ้าอนันตร์จะเป็นที่สัปยุทธ์ของเหล่าผู้บำเพ็ญฤทธาระดับสูงเสียแล้ว


    หากแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง


    .


    .


    .


    ตุลาการสีชาดนับร้อย นำด้วยผู้แซ่จู


    เมื่อมันเห็นฉินเทียนต่างก็รีบลดกายจากโบยบิน กลายเป็นก้าวย่างเหยียบย่ำพื้นดิน และเมื่อเข้าใกล้ฉินเทียนในร่างผู้ชราคนทั้งหลายกับ...


    ทรุดกายคุกเข่าลงพร้อมกันทั้งร้อยกว่าคนทันที เกิดเป็นภาพสุดแสนสร้างความงงงวยแก่ผู้คน


    ราวกับว่านี่คือการแสดงออกว่า ตุลาการสีชาดให้เกียรติผู้ชรามากมายเพียงไร


    ไม่ช้าจูอี๋ช่างก็พูดกล่าว


    "ท่านผู้อาวโสย่ำฟ้าข้าน้อยจูอี๋ช่างหนึ่งในห้วหน้าตุลาการสีชาดผู้ต่ำต้อย ได้รับคำสั่งจากองค์ราชันย์ให้เชิญท่านผู้อาวุโสเชิญไปนั่งรับชมการประลองร่วมกันขอรับ ขอท่านผู้อาวุโสย่ำฟ้าโปรดเมตตาให้เกียรติแด่องค์ราชันย์ของเราด้วย"


    ไม่ช้าคนทั้งหลายก็ต่างสับสนนิมันเรื่องอะไรกัน


    ไม่ช้าคณาจารย์อาวุโสแห่งสำนักฟ้าอนันตร์ต่างจดจ้องไปที่ผู้แซ่เกาที่บัดนี้ใบหน้าบ่วมแดงห้อเลือดเป็นทิวแถว


    นอกจากนั้นในปากของผู้แซ่เกาในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยโลหิตของตัวมันเอง ทั้งมันยังกระอักเลือดไม่หยุดอีก


    นับว่าชื่อเสียงของผู้เป็นจ้าวเกาะใหญ่แห่งหมื่นภูตผีมิได้มาเล่นๆ จริงๆ แม้เพียงจะต่างกัน 1 ขั้นฝึกฝนบำเพ็ญ หากแต่ฝีมือแท้จริงราวกับเป็นคนละชนชั้นโดยสมบูรณ์


    ว่ากันว่าแดนหมื่นเกาะแห่งหมื่นภูตผีต่อสู้บำเพ็ญกันอย่างยากลำบาก ทรัพยากรของวิเศษน้อยเต็มที ทำให้ผู้ใดฝีมือไม่กล้าแกร่ง มิมีวันก้าวสู่ยอดคน เห็นท่าจะเป็นจริงก็วันนี้


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะบางเบา


    วันนี้ตัวมันบทพูดน้อยเต็มที คิดว่าจะพบเจอความฉิบหายเสียแล้ว และที่ให้เหอซือห้าวลงมือก็มิใช่เพราะอะไร ป้ายหยกตั้งมั่นใช้ได้ครั้งเดียว จะเอามาเสี่ยงใช้มั่วๆ ไม่ได้ ตอนแรกมันยังแอบคิดในใจอยู่เลย หากเกิดเรื่องใหญ่โตจะรีบพาเจ้าตัวน้อยและคนทั้งหลายกลับศาลเทพสวรรค์ทันที


    ส่วนการทำภารกิจ และบทลงโทษ เอาไว้ค่อยคิดทีหลัง


    หากแต่มันมิคิดเลยว่าเรื่องจะออกมาดีเลิศเช่นนี้ เข้าทางมันสุดๆ ไปเลย


    ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะเสียงดัง


    พร้อมพูดกล่าว


    "ขอบใจมากนะวัยเยาว์ผู้แซ่จู เราผู้ชราขอบใจในน้ำใจของเจ้าและองค์ราชันย์มากนัก หากแต่วันนี้เราผู้ชราพาสองตัวน้อยบุตรบุญธรรมมาด้วย หวังให้ทั้งสองได้เรียนรู้เส้นทางแห่งผู้บำเพ็ญของดินแดนแห่งนี้ หากแต่ว่า..." พูดถึงตรงนี้ฉินเทียนก็เหล่สายตาของมันไปที่หนึ่งผู้บำเพ็ญ คล้ายต้องการส่งต่อความฉิบหายไปให้มันผู้นี้นัก


    "หุหุ วัยเยาว์ผู้นี้บอกกล่าวว่าหนึ่งในบุตรบุญธรรมของเราโกงอายุ ผู้เยาว์แซ่จู คิดเห็นว่าเรื่องนี้ควรทำเช่นไรดี หรือจะให้เราผู้ชราพลิกสำนักฟ้าอนันตร์แห่งนี้ทิ้งเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าตัวน้อยของเราผู้ชราดี"


    ไม่ช้าทุกผู้คนต่างได้ยิน เหล่าคณาจารย์แห่งสำนักฟ้าอนันตร์ต่างตื่นตระหนก กับคำว่า "พลิกสำนักฟ้าอนันตร์แห่งนี้ทิ้ง" มันใช่คำที่คนธรรมดากล้าพูดกล่าวรึ


    หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไปยังฐานะของเหอซือห้าว ที่เมื่ออยู่ต่อหน้าของผู้ชราลึกลับผู้นี้กับการทำตัวราวมุกสิ เรียกตัวเองว่าบ่าว ว่าพ่อบ้าน ความกล้าแข็งของผู้ชราเกรงว่าจะ... ไม่ต่ำทรามเป็นแน่


    ไม่ช้าทุกคนก็ต่างคิด


    หรือว่าผู้ชราผู้จะเป็นขีดสุดแห่งเหนือตำนาน ตราสัญลักษณ์วิญญาณห้าจุดแต้มกันนะ!!!


    จูอี๋ช่างไม่พูดกล่าวมากความ มันร่ายฤทธิ์แห่งตัวมันใส่เจ้าตัวน้อยบุตรล่ำบึ้กของฉินเทียน พร้อมตะโกนก้อง "วัยเยาว์ผู้นี้มีอายุวัยอยู่ที่ 12 ถึง 13 ขวบปีจริง กระดูกของนายน้อยผู้นี้ยังเติบโตได้อีกมาก สามารถเข้าแข่งขันคัดเลือกได้มิมีปัญหาขอรับ" และเมื่อจูอี๋ช่างพูดกล่าวจบมันก็เล่ห์สายตาไปยังบุรุษสองคน


    จากนั้นก็พูดกล่าว "ตุลาการสีชาดจงรับคำสั่งข้า จับไอ้อี 2 ผู้บำเพ็ญนี้ไปลงทัณฑ์เสีย หนึ่งไม่รู้ความมิรู้หน้าที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดปัญหาสร้างเรื่องราวใหญ่โต แม้แต่เดิมสมควรเป็นโทษเล็กน้อย หากแต่เพราะเรื่องเล็กน้อยกลับชักนำเรื่องใหญ่โตมา หวดมันด้วยแส้อิทธิฤทธิ์ 100 แส้ พร้อมโรยเกลือ"


    "ส่วนผู้แซ่เกาตรงนี้ เป็นถึงอาจารย์บำเพ็ญหากแต่ช่างไม่รู้ความ ควรสอบถามไต่สวนหาสาเหตุ หากแต่กลับช่างเหิมเกริม ไม่พูดไม่สอบสวนหากแต่กลับเข้าข้างคนของตัวเอง นอกจากนั้นวาจาสามหาวยังเกือบชักนำเภทภัยสู่แผ่นดิน หากท่านผู้อาวุโสย่ำฟ้าโกรธเคือง แผ่นดินนี้ยังมีใครรับโทสะของท่านไหว โทษช่างสมควรตายนัก หากแต่เราก็รู้ว่าท่านย่ำฟ้าช่างมีเมตตาจิต คงไม่ปรารถนาให้มีผู้ใดตกตาย ดังนั้นโทษตายเว้นได้แต่โทษเป็นยังอยู่ หวดมันด้วยแส้อิทธิฤทธิ์ 100 แส้ พร้อมโรยเกลือ ขังคุกตรึงหมุดอักขระร้อยปี เป็นการขอขมาท่านย่ำฟ้า"


    จูอี๋ช่างกล่าวจบไม่ช้าเหล่าผู้บำเพ็ญโดยรอบต่างอื้ออึง


    มิมีใครคิดจูอี๋ช่างจะพูดกล่าวโทษทัณฑ์หนักหนาถึงเพียงนี้


    ไม่ช้าก็มีผู้ไม่พอใจแสดงตัว


    คนหนึ่งคือบรรพชนแซ่ซุน คนที่สองคือบรรพชนแซ่เกา ทั้งสองโบยบินออกมาพร้อมแสดงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิต 1 จุดแต้มของตัวเองอย่างเด่นชัด พร้อมนำเหล่าบริวาณข้าคนในตระกูลที่ก็ต่างมิใช่ตัวตนสามัญบ้างกึ่งตำนาน บ้างเป็นตำนาน รวมแล้วเกือบ 40 คน ติดตามมา


    ไม่ช้าพวกมันก็พูดกล่าว


    "ไอ้หนูแซ่จูดูเจ้าจะมีทีท่าใช้อำนาจบาตรใหญ่จนเกินตัวไปแล้วนะ" บรรพชนแซ่เกาพูดขึ้น


    ไม่ช้าบรรพชนแซ่ซุนก็พูดต่อไหลตามน้ำราวกับเป็นขี้ขับถ่ายกับแมลงเน่าเหม็น ที่เป็นของคู่กัน เข้ากันได้อย่างดีเหลือเกิน "การกระทำของเจ้าเกินไปจริงๆ มิไว้หน้าใครเลย อ้างนู้อ้างนี่ ไม่เห็นแก่หน้าพวกเราผู้ชราและเกียรติของตระกูลเก่าแก่บ้างเลย" พูดกล่าวจบมันก็เหล่สายตาของมันไปที่ฉินเทียนก่อนจะหันเหลียวและพูดกล่าวต่อ "ต่อให้เป็นคนสำคัญ หากแต่อย่างน้อยก็ต้องรู้จักมารยาทและมีเมตตาจิตบ้าง ข้าบรรพชนแซ่ซุนมิทราบว่าขอท่านโปรดเมตตาหน่อยได้หรือไม่"


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ยิ้มบางเบาอยู่ๆ ระบบศาลเทพสวรรค์ก็มีเสียงร้องเตือน


    ภารกิจปรากฏแก่ตัวมันอีกครั้ง


    .


    .


    .


    ฉินเทียนหลับตานิ่งไม่พูดกล่าว


    .


    .


    .


    ผู้แซ่เกา ผู้เป็นบรรพชนก็พูดขึ้น พร้อมมองจ้องและโบยบินไปที่หน้าหนึ่งบุรุษชรา มันโบยบินสูงกว่าฉินเทียนมากกว่าราว 1 ถึง 2 ศอก แสดงออกว่าหยามเกียรติเติมที่ "เอาอย่างงี้เป็นไง เรื่องครั้งนี้ถอยคนละก้าวเลิกแล้วต่อกัน ข้าให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติข้า"


    ฉินเทียนร้องหึในลำคออีกครั้ง


    ณ ตอนนี้ตัวมันได้ท่องไปในห้วงอดีตของทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว


    แต่ละคนล้วนเป็นเดรัจฉานในร่างมนุษย์ทั้งนั้น


    ฉินเทียนไม่คิดเลยโครงกระดูกนับหมื่นแสนที่กองเป็นภูเขา ใต้ผาชีพสูญ... ทั้งหมดล้วนเป็นฝีของไอ้อีที่อยู่ตรงหน้ามัน นอกจากนั้นในการเดินทางท่องไปในวันวานของเดรัจฉานทั้งสอง มันก็ได้พบเห็นกับมหาทวีปใหญ่ อันมีจักรพรรดิ์ผู้หนึ่งเป็นผู้ปกครอง ตัวของจักรพรรดิ์ผู้นี้มันช่าง...


    เสื่อมทรามเกินทน


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ถอนหายใจ และพูดกล่าว น้ำเสียงนี้คมเข้มแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอยู่หลายส่วน


    "เอาแบบนี้แล้วกัน หากสองวัยเยาว์บรรพชนผู้แซ่เกาและแซ่ซุนวันนี้เอาชนะตัวข้าผู้ชรา...หึ นั่นอาจจะยากไป ถ้าแบบนั้นเอาเป็นไง..." ฉินเทียนลดระดับโบยบิน ไม่ช้าก็ใช้ฤทธาวาดวงกลมรอบตัวที่พื้น ไม่ช้าก็พูดกล่าวต่อ "เจ้าทั้งสองหรือแม้แต่คนของเจ้าทั้งหมดทำให้ผู้ชราออกจากวงกลมนี้ได้ เราผู้ชราก็จะมีเมตตาจิตพร้อมปล่อยวางความมิรู้ความของพวกเจ้าไป ทั้งยังจะมอบของวิเศษ...ชิ้นนี้ให้ด้วย"


    พูดกล่าวถึงตรงนี้ฉินเทียนก็หยิบขวดหยกขึ้นมาใบหนึ่ง


    กลิ่นอายเย็นแผ่พุ่งสัมผัสได้ทุกผู้คนทันที ไอเย็นนี้ล่องลอยไปนับสิบลี้อย่างรวดเร็ว แสดงถึงความล้ำค่าของมันได้อย่างดี


    และในไม่ช้าเหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลายต่างก็รับรู้


    พร้อมพูดกล่าวพึมพำพร้อมๆ กัน "ไอหยินกลั่นบริสุทธิ์..."


    จูอี๋ช่างตัวมันก็สัมผัสได้เช่นกันไม่ช้าก็ทำจมูกฮึดหัด


    จากนั้นในไม่ช้านัยน์ตาก็ถลึงเหลือกพร้อมพูดกล่าว


    "นิมันไม่ใช่แค่ไอหยินกลั่นบริสุทธิ์ หากแต่เป็น [ผลึกหยินบริสุทธิ์ก่อรูป] ในตำนานต่างหากละ"


    ไม่ช้าเหล่าผู้คนที่ได้ยินคำพูดของจูอี๋ช่างก็ล้วนตกตะลึง


    หากแต่ฉินเทียนที่กำลังยืนนิ่งถือขวดหยกเบาสบายอยู่กับ...


    .


    .


    .


    งงงันอีกครั้ง


    ผลึกหยินบริสุทธิ์ก่อรูปคืออะไร ตัวมันหาได้รู้ไม่


    หากแต่สิ่งหนึ่งที่ตัวมันรู้ตอนนี้


    สองผู้บำเพ็ญเหนือตำนานผู้แซ่เกา และผู้แซ่ซุน ตานัยน์ตาของทั้งสองฉายแววความโหดเหี้ยมและความโลภออกมาอย่างชัดเจน


    .


    .


    .


    ฉินเทียนร้องหึในใจอีกครั้งพร้อมพูดกล่าว


    'พวกเอ็งตาย'


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน