ผมก้าวเท้าเข้าไปในห้องอย่างมั่นคงแต่ระวังตัวอย่างมากและสั่งให้คนอื่นหยุดรออยู่ที่หน้าประตูเพื่อไม่ให้พลาดทำลายหลักฐานบางอย่างที่สำคัญ
เมื่อผมเข้าใกล้ร่างของไบรซ์กลิ่นความตายก็เริ่มชัดเจนขึ้นทุกก้าวผมสวมถุงมือหนังบางๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะที่เส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอของไบรซ์อย่างรวดเร็วในใจลึกๆ ยังหวังว่าจะพบสัญญาณการเต้นของหัวใจที่แผ่วเบาแต่ความจริงที่ได้รับกลับมีเพียงความเย็นชืดและความนิ่งสนิทไร้ซึ่งสัญญาณการตอบสนองใดๆ
"ไม่ทันแล้ว... เขาจากไปนานพอสมควร" ผมพึมพำเสียงต่ำ "พัสดุชิ้นที่สองถูกส่งถึงมือผู้รับโดยสวัสดิภาพแล้ว"
กัปตันเรือที่ยืนอยู่ข้างหลังผมยังคงตกตะลึงจนก้าวขาไม่ออกใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีซีดเป็นขาวราวกับกระดาษผมหันไปกระตุ้นเขาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "กัปตัน! อย่าเพิ่งสติหลุดตอนนี้ไปเรียกคนงานมาเตรียมขนศพไปไว้ที่ห้องแช่รวมกับคุณวานซ์ เดี๋ยวนี้!"
กัปตันพยักหน้าอย่างลนลานก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันทีส่วนเฮนรี่ที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ ก็ดูท่าทางจะไม่ต่างกันนักผมจึงต้องเรียกสติเขาอีกคน
"เฮนรี่! ตั้งสติหน่อย ไปตามตัว ดร.คอลด์เวลล์ มาที่นี่ด่วนที่สุดบอกเขาว่าผมต้องการให้เขาตรวจสอบเวลาการตายที่แน่นอน ไป!"
เมื่อเฮนรี่วิ่งจากไปความเงียบก็ครอบคลุมห้องพักนี้อีกครั้งผมเริ่มขยับตัวเพื่อสำรวจสภาพศพเบื้องต้นทันทีโดยระมัดระวังไม่ให้ไปรบกวนหลักฐานหรือขยับตำแหน่งร่างกายของศพมากเกินไป เพื่อรอให้คุณหมอมาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
จากที่ดูเบื้องต้นสภาพของไบรซ์ถูกแทงจากด้านหลังอย่างแม่นยำคมมีดน่าจะเจาะทะลุขั้วหัวใจหรือปอดในทันทีทำให้เขาเสียชีวิตโดยที่ไม่ทันได้ขยับตัวหนีหรือแม้แต่จะร้องขอชีวิตบนโต๊ะทำงานมีกองเลือดขนาดย่อมที่ไหลออกมาจากร่างและเริ่มซึมลงสู่แผ่นกระดาษเอกสารการเงินที่เขาเคยหวงแหน
ผมละสายตาจากศพแล้วกวาดมองไปรอบๆห้องถูกเปลี่ยนสภาพจากห้องพักหรูเป็นเหมือนสนามรบขนาดย่อมเอกสารสำคัญถูกรื้อค้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ราวกับคนร้ายกำลังควานหาของบางอย่างที่มากกว่าแค่ตัวเลขกำไรขาดทุนหน้าต่างบานใหญ่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ ลมพายุภายนอกพัดพาไอเย็นและละอองฝนเข้ามาในห้องนี้ตลอดเวลา
ผมเดินฝ่าลมหนาวเข้าไปใกล้หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้กลิ่นไอทะเลที่ชื้นแฉะพุ่งเข้าปะทะหน้า ผมยื่นหน้าออกไปสำรวจความสูงและสภาพภายนอกพบว่ามันเป็นผนังเรือที่เรียบลื่นและชันเกินกว่าที่ใครจะสามารถปีนเข้าออกได้ในสภาวะพายุคลั่งหรือต่อให้ไม่มีพายุก็ทำได้ยากมาก
"เกี๊ยะ!นายท่าน ถ้าคนร้ายพยายามหนีออกทางนี้จริงๆตอนนี้คงลงไปนอนเป็นอาหารฉลามใต้ท้องเรือไปแล้วล่ะเกี๊ยะ!" เกียร์วิเคราะห์พลางมองลงไปในความมืดมิดของมหาสมุทร
"คนร้ายไม่ได้หนีออกทางนี้หรอกเกียร์..."ผมพึมพำพลางสังเกตขอบหน้าต่างที่ไม่มีร่องรอยการเหยียบย่ำ"แต่เขาน่าจะเปิดมันไว้เพื่อใช้เป็นช่องทางกำจัดหลักฐานสำคัญ...อย่างมีดที่ใช้ก่อเหตุนั่นไงล่ะ"
ผมเริ่มประมวลภาพเหตุการณ์ในหัวอย่างช้าๆคนร้ายไม่ได้ใช้กำลังบุกเข้ามา เพราะไม่มีร่องรอยการงัดแงะที่ประตูหมายความว่าไบรซ์น่าจะเป็นคนเปิดประตูให้ฆาตกรเข้ามาเองด้วยความเต็มใจหรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่เขารู้จักและไว้วางใจในระดับหนึ่ง เมื่อเข้ามาแล้วทั้งคู่น่าจะมีการสนทนากันครู่ใหญ่ฆาตกรอาศัยจังหวะที่ไบรซ์หันหลังกลับไปจัดการเอกสารบนโต๊ะชักมีดที่ซ่อนไว้แทงเข้าที่จุดสำคัญจากด้านหลังจนดับลมหายใจทันที
หลังจากนั้นฆาตกรก็ลงมือรื้อค้นแฟ้มเอกสารอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาของบางอย่างเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วจึงโยนอาวุธสังหารทิ้งลงสู่ท้องทะเลผ่านหน้าต่างบานนี้เพื่อทำลายหลักฐานที่อาจชี้นำไปที่เขาได้แล้วจึงเดินออกไปทางประตูอย่างใจเย็น
"แต่ว่าทำไมต้องเปิดหน้าต่างค้างไว้ละ?"ผมตั้งข้อสงสัย
ในขณะที่ผมกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังมาจากโถงทางเดิน ตามมาด้วยเสียงของเฮนรี่ที่ดังขึ้นทำลายความเงียบ"คุณดัสก์บอร์นครับ! คุณหมอมาแล้ว!"
ดร.คอลด์เวลล์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางที่ดูตระหนกยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว ใบหน้าของเขาซีดเผือดเมื่อเห็นปริมาณเลือดที่นองเต็มโต๊ะทำงานและซึมลงสู่พื้นพรม
"พระเจ้า...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีก!"คุณหมออุทานเสียงสั่นพลางวางกระเป๋าเครื่องมือลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่
ผมหันไปมองคุณหมอด้วยสายตาเรียบนิ่ง"คุณหมอครับ รบกวนช่วยตรวจสอบเวลาการตายโดยประมาณให้ผมทีรวมถึงตรวจเช็ครอยแผลตามร่างกายอย่างละเอียดด้วยผมอยากรู้ว่ามีรอยแผลอื่นหรือร่องรอยการต่อสู้ที่ผมอาจจะพลาดไปในตอนแรกหรือเปล่า"
ดร.คอลด์เวลล์พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะสวมถุงมือแล้วเริ่มขยับเข้าใกล้ร่างที่ไร้วิญญาณของไบรซ์ผมถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อให้พื้นที่คุณหมอทำงานแต่สายตายังคงจับจ้องไปที่กองเอกสารที่ถูกรื้อค้น
อะไรกันที่สำคัญจนฆาตกรต้องลงมือฆ่าคนถึงสองคน?
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจในความเงียบที่ชวนอึดอัดคุณหมอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม "คุณดัสก์บอร์นครับผมได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว"
เขาลุกขึ้นยืนพลางถอดถุงมือออก"ดูจากสภาพการแข็งตัวของศพและอุณหภูมิร่างกายที่ลดต่ำลง... คุณไบรซ์น่าเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณตี2 ถึงตี 3 ของเมื่อคืนนี้ครับ ส่วนสาเหตุการตาย...ชัดเจนว่ามาจากบาดแผลที่ถูกของมีคมขนาดใหญ่ คาดว่าเป็นมีดทำครัวหรือมีดพกที่มีความคมมากแทงทะลุจากด้านหลังเข้าสู่จุดสำคัญจนตัดขั้วหัวใจทำให้เขาเสียชีวิตแทบจะทันที"
"แล้วมีรอยแผลอื่นๆ หรือร่องรอยการต่อสู้ไหมครับ?" ผมถามย้ำ
คุณหมอส่ายหน้า"ไม่มีเลยครับ... ร่างกายส่วนอื่นปกติมาก ไม่มีรอยฟกช้ำหรือเศษเนื้อเยื่อใต้เล็บที่บ่งบอกว่าเขาพยายามต่อสู้ขัดขืนเหมือนเขาถูกจู่โจมในจังหวะที่ไม่ได้ระวังตัวเลยแม้แต่นิดเดียว"
คำยืนยันของคุณหมอทำให้ฟันเฟืองในสมองของผมเริ่มทำงานหนักขึ้นตี 2 ถึงตี 3 งั้นเหรอ...ช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่พายุกำลังโหมกระหน่ำรุนแรงที่สุด และที่สำคัญที่สุด...มันคือช่วงเวลาที่ผมแทบจะไม่ได้หลับเลย ผมนั่งเฝ้าอยู่ที่มุมห้องเลาจน์และมั่นใจว่าไม่มีใครในกลุ่มที่นอนรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเฮนรี่ เลดี้เซลินาเลขาเกรย์ หรือแม้แต่คุณหมอเองแอบเดินออกจากเลาจน์ไปเลยสักคนเดียว
นั่นหมายความว่า..."วงของผู้ต้องสงสัย" ถูกบีบให้แคบลงอย่างที่ผมไม่คาดคิด
"เกี๊ยะ! นายท่าน... ถ้าคนในเลาจน์ไม่ได้ออกไปเลย ก็แสดงว่าคนร้ายต้องเป็นหนึ่งในพวกที่หยิ่งในศักดิ์ศรีและขอแยกตัวมานอนที่ห้องพักแน่ๆเลยเกี๊ยะ!" เกียร์กระซิบข้างหูพลางหมุนหัวมองรอบห้อง"เหลือแค่ไม่กี่คนแล้วนะเนี่ย!"
ผมเดินไปหยิบจดหมายขู่ฉบับที่สองที่เปื้อนคราบเลือดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งข้อความจากเครื่องพิมพ์ดีดนั่นเหมือนมันกำลังหัวเราะเยาะพวกเราอยู่รอยพิมพ์ที่ดูประณีต ระยะห่างตัวอักษรที่บีทริซเคยสงสัยชัดเจนว่ามันต้องออกมาจากเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องเดียวกันทุกอย่างมันกำลังชี้เป้าไปที่คนที่อยู่นอกสายตาของผมเมื่อคืนนี้
ผมพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ทด้วยท่าทางเรียบนิ่งแล้วใช้เวลาตรวจสอบสิ่งของอื่นๆในห้องนี้ไปอีกหลายชั่วโมงเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งไหนที่พลาดไป ก่อนจะหันไปบอกกัปตันเรือที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าตื่นๆ"กัปตันครับ... สรุปคดีเบื้องต้นเสร็จแล้วรบกวนให้คนงานมาเคลื่อนย้ายศพไปไว้ที่ห้องแช่รวมกับคุณวานซ์ได้เลยครับ"
กัปตันพยักหน้าอย่างเร่งรีบและสั่งการคนงานทันทีภาพของร่างไร้วิญญาณของไบรซ์ที่ถูกหามออกไปจากห้องทิ้งไว้เพียงกองเอกสารที่ยับเยินและคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังมันคือหลักฐานความเหี้ยมเกรียมของฆาตกรที่กล้าลงมือถึงสองครั้งภายใต้จมูกของนักสืบอย่างผม
"เราเหลือผู้เกี่ยวข้องอีกเพียงคนเดียว... ตามที่จดหมายบอก"ผมพึมพำขณะเดินออกจากห้องตามกัปตันไปและก่อนที่พัสดุชิ้นสุดท้ายจะส่งถึงมือผู้รับผมต้องกระชากหน้ากากของมันออกมาให้ได้
ระหว่างทางเดินที่ทอดยาวผมหันไปหาเฮนรี่ที่ยังมีสีหน้าซีดเผือด "เฮนรี่...คุณพอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคุณไบรซ์บ้างไหม? อะไรที่มากกว่าแค่เรื่องที่เขาหวงเอกสารการเงิน"
เฮนรี่ขมวดคิ้วพยายามนึกย้อนอดีต "ที่จริงผมก็ไม่รู้อะไรมากหรอกครับเพราะผมเพิ่งเข้ามารับช่วงต่อบริษัทจากคุณปู่ได้ไม่นานแต่เท่าที่เคยได้ยินผ่านหูมา... คุณไบรซ์น่ะอยู่กับบริษัทเรามาตั้งแต่ยุคบุกเบิกของคุณปูเลยครับและเคยมีข่าวลือหนาหูว่าเขาเคยร่วมมือทำธุรกิจบางอย่างกับวานซ์"
"ร่วมมือกันงั้นเหรอ?" ผมทวนคำ
"ใช่ครับ แต่นั่นมันนานมาแล้ว... น่าจะเป็นช่วงที่ผมยังเป็นเด็กด้วยซ้ำ"เฮนรี่ตอบเสียงเบา"ดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาจะลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าที่เห็นภายนอก"
คำตอบนั้นทำให้จิ๊กซอว์ในหัวของผมเริ่มต่อติดกันทั้งวานซ์และไบรซ์ต่างมีอดีตร่วมกัน และมันก็ตรงเผงกับประโยคในจดหมายขู่ที่ว่า 'ผู้เกี่ยวข้องต้องตาย' ตอนนี้พัสดุถูกส่งไปแล้วสองชิ้นและเหลือเป้าหมายสุดท้ายอีกเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ฆาตกรหมายหัวไว้
"เกี๊ยะ! นายท่าน...ถ้าเรารู้ว่าใครคือคนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อหลายสิบกว่าปีก่อนเราก็แค่รอสอยฆาตกรตอนมันโผล่มาส่งของสิเกี๊ยะ!"เกียร์ส่งเสียงแซวพลางกระพือปีกอย่างคึกคัก
"นั่นแหละคือประเด็นเกียร์ เราต้องหาให้เจอว่าใครคือคนนั้น ก่อนที่ฆาตกรจะลงมือตัวเขาก่อน"ผมตอบพลางปรายตาไปมอง ดร.คอลด์เวลล์ ที่เดินตามมาเงียบๆคุณหมอดูมีอาการลนลานอย่างเห็นได้ชัด มือที่ถือกระเป๋าแพทย์สั่นเทาจนน่าสงสัย
"เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณหมอ? สีหน้าดูไม่ดีเลย"ผมถามเลียบเคียง
คุณหมอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจยาว"ผม...ผมแค่รู้สึกไม่ค่อยดีน่ะครับที่เรือลำนี้มีคนตายติดต่อกันถึงสองคนในคืนเดียวและที่น่ากลัวกว่าคือจดหมายนั่น... มันบอกว่าจะมีคนที่สามในเร็วๆ นี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าอากาศบนเรือนี้มันหายใจลำบากขึ้นทุกที"
เมื่อพวกเราเดินมาถึงหน้าประตูเลาจน์สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่ความสงบเงียบที่คาดไว้แต่มันคือความวุ่นวายโกลาหลขนาดหนัก แขกหลายคนที่เคยยืนกรานจะนอนที่ห้องพักตอนนี้กลับมายืนอออยู่หน้าประตูพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" เฮนรี่อุทาน
ภาพตรงหน้าคือคนงานกำลังเร่งขนย้ายเตียงฟูกและชุดเครื่องนอนเข้ามาเพิ่มในเลาจน์อย่างเร่งรีบจนดูพัลวันไปหมดกัปตันเรือที่เห็นพวกผมเดินกลับมาก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาทันที
“ขอประทานโทษครับท่านประธาน!คุณที่ปรึกษา!” กัปตันปาดเหงื่อที่โซมกายท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายที่ดังไล่หลังเขามาเป็นพรวน
“ดูเหมือนว่าข่าวลือเรื่องการตายของคุณไบรซ์จะรั่วไหลออกไปแล้วครับแขกคนอื่นๆ เริ่มขวัญเสียและหวาดกลัวกันหมด ไม่! คุณนายครับ วางแจกันนั่นลงก่อน! นั่นแหละครับพวกเขาสั่งให้ผมย้ายเตียงและสิ่งของมาที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครยอมกลับไปนอนที่ห้องพักอีกแล้วครับ!”
“ฉันไม่สนว่าคุณจะทำยังไงแต่ฉันจะไม่กลับไปเหยียบโถงทางเดินนั่นอีกแม้แต่วินาทีเดียว!”เสียงคุณนายขนเฟอร์ตะโกนแทรกขึ้นมาเธอหอบหิ้วหมอนขนเป็ดและกรงนกประดับเพชรมาด้วยท่าทางทุลักทุเล“พวกคุณบอกว่ามันปลอดภัย แต่ตอนนี้มีคนตายสองคนแล้วนะ!ย้ายฟูกของฉันมาวางข้างโคมไฟนี่เดี๋ยวนี้!”
“ผมด้วย!ย้ายตู้เซฟขนาดเล็กของผมลงมาด้วย ถ้ามันหายไปพวกคุณต้องรับผิดชอบ!” เศรษฐีแหวนนิ้วเพชรพลางชี้นิ้วสั่งลูกเรือที่กำลังแบกฟูกนอนอย่างทุลักทุเล
กัปตันหันมามองผมด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ“ผมเลยต้องให้คนงานเร่งย้ายเตียงและของใช้มาไว้ที่เลาจน์นี้ทันทีครับ...เลาจน์ที่เคยสงบตอนนี้กลายเป็นค่ายอพยพชั้นสูงไปเสียแล้ว”
“เกี๊ยะ!แหม... เมื่อคืนยังเก่งกันอยู่เลยนะนายท่าน”
เกียร์ที่เกาะอยู่บนโคมระย้ากระพือปีกพลางก้มมองภาพความวุ่นวายเบื้องล่าง“พอความตายมาเคาะประตูเพื่อนบ้านเข้าหน่อยก็รีบหอบมุ้งหอบหมอนมานอนรวมกันเป็นฝูงเพนกวินที่กำลังตื่นตูมเลยนะเกี๊ยะ!มนุษย์นี่เข้าใจยากจริงๆ!”
ผมมองดูความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง
ในแง่หนึ่งการที่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งแบบนี้อาจดูเหมือนความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นแต่ในมุมของนักสืบ... มันคือการต้อนทั้ง 'เหยื่อ'และ 'ฆาตกร' ให้มาอยู่ในกรงเดียวกันท่ามกลางฝูงชนที่กำลังแตกตื่นนี้เองที่เบาะแสสำคัญมักจะเผยออกมาหรือคราบเลือดที่ซ่อนไว้จะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้นกว่าเดิม
ผมก้มหน้าลงกระซิบกับนกเหล็กที่เกาะสั่นขิกๆอยู่บนไหล่ ท่ามกลางเสียงโวยวายของฝูงชน
"เกียร์... เลิกสั่นเหมือนสปริงหลุดแล้วเช็กระบบความจำแบบละเอียดของเมื่อคืนหน่อยตอนนี้เหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนที่ข้อมูลจะถูกลบเพื่อเคลียร์พื้นที่มานา?"
"เกี๊ยะ... แป๊บนนะนายท่าน! หน่วยประมวลผลกำลังร้อนฉ่าเลย!"เกียร์นิ่งไปครู่หนึ่ง เลนส์ตากลไกหมุนวนส่งเสียงดัง แต็กๆๆ "เหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมง 37 นาที กับอีก 10วินาทีพอดีเป๊ะ!ก่อนที่ความจำส่วนใบหน้าแขกรายบุคคลจะถูกย่อยสลายกลายเป็นอากาศธาตุนายท่านจะทำอะไรก็รีบเข้านะเกี๊ยะ! อย่าให้ต้องเสียของเปล่าสิ!"
ผมถอนหายใจยาวพลางมองนกเหล็กที่เริ่มออกอาการ'ประหยัดพลังงาน' ด้วยการหุบปีกข้างหนึ่งเข้าหาตัว
"ถ้ากลับขึ้นฝั่งได้เมื่อไหร่ ฉันคงต้องผ่าเครื่องปรับปรุงวงจรเวทมนตร์ในตัวแกใหม่เสียหน่อยให้มันจดจำรายละเอียดได้นานกว่านี้โดยไม่ต้องพึ่งพาปริมาณมานาในอากาศที่แปรปรวน...หรือไม่ก็ต้องหามานาสำรองมาให้แกกินเป็นอาหารเสริมแทน"
"สี่ชั่วโมงกว่างั้นเหรอ...น่าจะเพียงพอสำหรับใช้สอบถามพยานแต่ละคนและยืนยันสิ่งที่คิดได้" ผมพึมพำ"เกียร์ นายช่วยดูแขกที่แยกตัวไปนอนที่ห้องพักเมื่อคืนให้ชัดๆ อีกรอบหน่อยเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครที่ฉันจำพลาดไป"
"ได้เลยเกี๊ยะ!ข้อมูลถูกล็อคไว้แล้ว เริ่มการสืบสวนได้!"
เมื่อจัดการความโกลาหลเบื้องต้นเรียบร้อยผมก็ส่งสัญญาณให้พนักงานประคองเฮนรี่และคุณหมอคอลด์เวลล์ไปพักที่โซนด้านในทั้งคู่ดูสิ้นสภาพ...โดยเฉพาะหมอที่แววตาหม่นแสงลงราวกับจิตวิญญาณถูกพรากออกไปพร้อมกับชีวิตของคนไข้ที่เขาช่วยไว้ไม่ได้
ส่วนตัวผมเริ่มก้าวเท้าเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเสียขวัญกลิ่นอายของความหวาดระแวงรุนแรงเสียจนสัมผัสได้ในอากาศ ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านแขกจะชะงักบทสนทนาแล้วมองตามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
กลุ่มแรกที่ผมพุ่งเป้าไปคือกลุ่มที่‘ปลอดภัย’ ที่สุด นั่นคือกลุ่มที่ยินยอมทิ้งความสบายในห้องพักมานอนรวมกันในเลาจน์เมื่อคืนนี้ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจากความทรงจำกลไกของเกียร์และสายตาของผมเองตลอดทั้งคืน
การตรวจสอบคนกลุ่มนี้ไม่ใช่การควานหาตัวฆาตกรในทันทีแต่เป็นการ ‘ตัดตัวเลือก’ เพื่อสร้างวงล้อมให้แคบลง ทว่าในโลกของอาชญากรรม...ความร่วมมือที่ดูไร้ที่ติมักซ่อนรอยร้าวที่มองไม่เห็นเอาไว้เสมอและฆาตกรมักจะเลือกซ่อนตัวอยู่ในที่ที่สว่างที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะมองข้ามตนเองไปในฐานะพยานที่ซื่อสัตย์
ผมหยุดเท้าลงที่กลางห้องสายตาคมกริบกวาดมองไปที่ใบหน้าของแขกแต่ละคน
"เกียร์... เปิดระบบเปรียบเทียบใบหน้า"ผมกระซิบสั่งนกเหล็กที่เกาะนิ่งอยู่บนไหล่ "เช็กดูทีละคนว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ คือคนเดียวกับที่นอนเฝ้ากันมาทั้งคืนจริงๆ หรือเปล่ามีใครแอบสลับตัว หรือมีช่วงที่ใครหายไปจากสายตาแกบ้างไหม?"
"เกี๊ยะ! รับทราบเกี๊ยะนายท่าน... ระบบจดจำรูปพรรณสันฐานเริ่มทำงาน!"เลนส์ตาของเกียร์หมุนวนจนเกิดเสียงครางหึ่งจางๆ ในลำคอมันเอียงคอมองไปรอบห้องพลางกระซิบตอบ "คนนั้น... ใช่ คนนี้... ใช่ เกี๊ยะ!แต่ระวังหน่อยนะนายท่าน เพราะต่อให้ร่างกายนั่งอยู่ที่นี่ แต่ในหมู่คนที่ดูเหมือนผู้บริสุทธิ์...บางทีอาจะมีคนลวงที่ส่งแค่เงามาหลอกเราก็ได้!"
ผมไม่ตอบแต่เริ่มเดินตรงไปหาเป้าหมายคนแรกที่นั่งนิ่งจนผิดปกติ