ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 31 เหอปู้ฝานปะทะเถี่ยกงจี

    การลงสนามของเถี่ยเฉิงจินขัดขวางแผนการของเหอปู้ฝานเขาจึงเริ่มหัวเสีย!

            ฉินฟางที่ยืนดูเงียบๆ อยู่ด้านข้างยิ้มกริ่ม แน่นอนว่าเขามีความสุขดี ยิ่งคนพวกนี้แข่งกันดุเดือดเขาก็ยิ่งมีความสุขเพราะผลประโยชน์ที่เขาจะได้ย่อมสูงขึ้นราคาเดิมของหินเหล่านี้คือครึ่งหนึ่งของป้ายราคาหรือก็คือเขาเพิ่มราคาหินเป็นสองเท่า หากแค่ขายมันเฉยๆ ราคานี้ก็ยังพอรับได้ แต่ว่านี่คือ‘หินพนัน’!

            ในเกมพนันหิน ขอเพียงมีหินที่คนสนใจราคาขายสุดท้ายมักสูงกว่าราคาจริงหลายเท่าเสมอบางครั้งอาจสูงกว่าเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า ทั้งหมดก็เพราะว่ามันคือ ‘การแข่งขัน’!

            การแข่งขันครั้งนี้ ฉินฟางเป็นชาวประมงและจะเป็นผู้ที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดดังนั้น เขาถึงได้อารมณ์ดีสุดๆใจหนึ่งเขาก็อยากให้สวี่ตงร่วมสนุกกับความบ้าคลั่งในครั้งนี้ด้วยสิ่งที่จะหลอกล่อคนเราให้ทนไม่ไหวก็คือความบ้าคลั่งของเงินทองอย่างไรเล่า!

            ใครบ้างไม่อยากร่ำรวยหรืออยากมั่งคั่ง

            เดิมทีเหอปู้ฝานคิดจะเพิ่มราคาครั้งที่สองให้สูงไปเลยเขารู้จักนิสัยของพวกเหล่าหวงเหล่าเจิ้งดี ถ้าเพิ่มราคาสู้พวกเขาครั้งละหมื่นสองหมื่นพวกเขาก็จะก่อกวนโดยค่อยๆ เพิ่มราคาไปเรื่อยๆ แต่หากมีคนเพิ่มราคาสูงไปเลย เช่น จากห้าแสนไปหนึ่งล้านหรือสูงกว่านั้นพวกเขาจะเกิดความลังเลและไม่กล้าสู้ราคาต่อเพราะการเพิ่มราคาสูงขนาดนั้นในครั้งเดียวทำให้พวกเขารู้สึกเข้าเนื้อ!

            อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าสู้ราคาคือกลัวว่าคู่ต่อสู้จะเพิ่มราคาอย่างบ้าคลั่งแบบนี้อีกหากพวกเขายังเพิ่มราคาทีละหมื่นสองหมื่นแล้วคู่ต่อสู้ไม่สู้แล้วพวกเขาก็จะรู้สึกขาดทุนและต้องกัดฟันซื้อสิ่งนั้นมาด้วยราคาสูงลิ่ว!

            แต่กลยุทธ์นี้ใช้ได้แค่กับเหล่าหวงเหล่าเจิ้ง ไม่ใช่กับเถี่ยเฉิงจินทว่าเหอปู้ฝานถูกการ ‘เข้าร่วมการต่อสู้’ ของเถี่ยเฉิงจินกระตุ้นจนตื่นเต้นมึนงงไปหมดสมองก็ไม่แจ่มใสเหมือนเคยจึงกัดฟันสู้ราคาไปทีเดียว “หนึ่งล้าน!”

            พวกเหล่าหวงเหล่าเจิ้งอึ้งกิมกี่พวกเขาถูกการเพิ่มราคาอย่างบ้าคลั่งของเหอปู้ฝานตีแสกหน้าจนช็อกค้างไปแล้วแต่ละคนปิดปากสนิทอย่างลังเลใจว่าจะสู้ราคาอีกดีหรือไม่

            เหอปู้ฝานเห็นว่าพวกเหล่าหวง ‘ช็อก’ กันหมดก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ทว่า ‘เถี่ยกงจี’คนที่เขากังวลกลับปรายตามองเขาอย่างอดไม่ได้

            เหล่าหวงเหล่าเจิ้งไม่ปริปาก เถี่ยเฉิงจินก็ยังนิ่งไม่ไหวติงกระทั่งสีหน้ายังไร้ความรู้สึก และขณะที่เหอปู้ฝานกำลังกังวล เขาก็ค่อยๆเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “หนึ่งล้านหนึ่งพัน!” 

            เหอปู้ฝานโกรธจนเกือบกระอักเลือด!

            ต่อให้ถูกใจหินก้อนนี้จนอยากแข่งกับเขาก็ช่วยเพิ่มราคาให้มันสูงหน่อยไม่ได้เหรอไงเขาให้ราคาสูงตั้งหนึ่งล้าน เถี่ยเฉิงจินกลับยังเพิ่มเดินพันครั้งละหนึ่งพันไม่ขาดไม่เกินนี่มันหยามเขาชัดๆ !

            เดิมทีเหอปู้ฝานหวั่นเกรงเถี่ยเฉิงจินมากทว่าการเพิ่มราคาอย่างน่าเกลียดของเถี่ยเฉิงจินทำเขาโมโหจนหูอื้อและคนเราเวลาโกรธย่อมไม่คิดถึงผลที่ตามมา

             “หนึ่งล้านห้า!”เหอปู้ฝานตะโกนหน้าคอแดงก่ำ เพิ่มราคา ‘อย่างบ้าคลั่ง’อีกครั้ง

            เหล่าหวงเหล่าเจิ้งยอมแพ้ในการแข่งครั้งนี้ไปโดยปริยาย สำหรับพวกเขาราคาหินก้อนนี้จำกัดไว้ไม่เกินหนึ่งล้าน มากกว่านี้ก็ไม่คุ้มแล้วเหอปู้ฝานขบเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับไก่ชน ดูก็รู้ว่าอยากสู้กับเถี่ยเฉิงจินสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็นที่สุดก็คือฉากแบบนี้เพราะเมื่อทุกคนโกรธย่อมมีแต่สู้ราคากันอย่างบ้าคลั่งสุดท้ายก็แทบจะเป็นการฆ่าคนหนึ่งพันคน แต่สูญเสียไปแปดร้อยคน การพนันหินทุกคนคือผู้แพ้ผู้ชนะที่แท้จริงมีเพียง ‘เจ้าของ’ เท่านั้น!

            ทว่า ตราบใดที่พวกเขาไม่เข้าร่วมการแข่งขันและยืนชมอยู่ข้างสนามก็ยิ่งเป็นเรื่องสนุกมีคำกล่าวว่าในวงพนัน คนที่กอดอกไว้ย่อมไม่กลัวการเดิมพัน[1]อย่างไรผลแพ้ชนะไม่เกี่ยวกับพวกเขา พวกเขาก็แค่มาชมความสนุก!

            คราวนี้เหอปู้ฝานเลือดลมพุ่งพล่านจนสติสตังพร่ามัวอย่างสมบูรณ์เพิ่มราคาสุดบ้าคลั่งถึงห้าแสนแล้วยังจ้องเถี่ยเฉิงจินอย่างยั่วยุด้วย

            เถี่ยเฉิงจินลูบเคราแพะก่อนจะพูดอย่างไม่อนาทร “หนึ่งล้านห้าแสนหนึ่งพัน!”

            เหอปู้ฝานตาแดงก่ำ และเริ่มขึ้นเสียง “เถี่ยกงจี วันนี้ฉันเหอปู้ฝานขอสู้ตายกับแกสองล้าน!”

            เถี่ยเฉิงจินขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะแบมือราวกับ ‘จนปัญญา’ สุดๆ “แกจะสู้ตายก็ตายไปเถอะฉันไม่สู้แล้ว แกเอาไป ฉันจ่ายราคานี้ไม่ไหวหรอก!”

            เหอปู้ฝานตะลึง หันขวับไปมองฉินฟาง ส่วนฉินฟางก็ผายมือให้พร้อมยิ้มรับ“พี่เหอ หินก้อนนี้เป็นของคุณ!”

            เหอปู้ฝานอึ้ง ก่อนสีหน้าจะบิดเบี้ยวไม่น่าดูในหัวกำลังวิ่งไปทักทายบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของเถี่ยเฉิงจิน!

            เจ้าสุนัขเฒ่านี่ขุดหลุมดักเขาใช่ไหมตอนแรกทำเหมือนอยากสู้ให้ถึงที่สุดแต่พอทำให้ราคาดีดตัวสูงกลับวางมือเสียอย่างนั้น จากราคาเดิมหกแสนแปดหมื่นหยวนเพิ่มเป็นสองล้านซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเขาพลาดครั้งใหญ่แล้ว!

            ตอนเพิ่มราคาไปห้าแสนถึงสองครั้ง เหอปู้ฝานไม่ได้ใช้ความคิดด้วยซ้ำตอนนั้นเขาโกรธมากจนแค่อยากสู้ตายกับเถี่ยเฉิงจินเท่านั้นใครจะคิดว่าเขาเพิ่มราคาไปแค่สองครั้งก็ถอยเสียแล้ว!

            ในวงการนี้เหอปู้ฝานรู้ดีไม่ว่าการพนันหินหรือการแข่งสะสมสมบัติล้วนต้องรักษาคำพูดเปิดราคาแล้วชนะก็ต้องจ่าย หากเสียดายไม่อยากได้แล้วเกรงว่าจะไม่สามารถอยู่ในวงการนี้ได้อีกต่อไป!

            เงินสองล้านนั้นใช่ว่าเหอปู้ฝานจะจ่ายไม่ไหวหรือเสียไม่ได้แต่การเล่นหินพนันคือ ‘การเดิมพัน’ ในเมื่อเป็นการเดิมพันจะรับประกันได้อย่างไรว่าเขาจะ ‘ชนะ’ แน่นอน

            ในความเป็นจริงผู้ชนะที่แน่นอนที่สุดก็คือฉินฟาง เหอปู้ฝานมองหน้าเขาเวลานี้ฉินฟางกำลังระบายยิ้มเต็มใบหน้า แน่สิเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไร

            ฉินฟางยิ้มพร้อมกับชี้เครื่องจักรหลายเครื่องที่วางอยู่ด้านหน้าก้อนหิน“พี่เหอ กิจกรรมครั้งนี้ผมเตรียมการทุกอย่างไว้แล้วตอนที่ขนหินกลับมาจากเถิงชงผมได้จ้างช่างตัดหินและช่างขัดหยกสองคนจากเมืองเถิงชงมาในราคาสูงด้วยคุณอยากให้ตัดหินก้อนที่คุณประมูลได้ที่นี่เลยไหมครับ”

            เหอปู้ฝานหอบหายใจใบหน้าดำทะมึน ก่อนจะหันไปมองฉินฟางอีกครั้งเขายังไม่กล้าทำตัวหยาบคายใส่ฉินฟาง ย่อมไม่กล้าเบี้ยวเงินคิดเสียว่าใช้เงินสองล้านซื้อบทเรียนก็แล้วกันเป็นความผิดของไอ้เฒ่าเถี่ยเฉิงจินคนเดียว!

            เมื่อไม่มีทางเลือก เหอปู้ฝานจึงหยิบเช็คกับปากกาออกมาเขียนจำนวนเงินสองล้านหยวนให้อย่างไม่เต็มใจก่อนจะยื่นให้ฉินฟางแล้วฝืนยิ้ม “ประธานฉิน ตัดเลยในเมื่อประมูลได้แล้วจะมีใครไม่อยากดูผลลัพธ์ล่ะครับ”

            ฉินฟางอมยิ้มพยักหน้า ก่อนจะโบกมือ คนสองคนที่อยู่ด้านหลังของเขาก็เดินเข้ามา

            “นี่คือช่างหม่าตงเซิงและลูกชายของเขา หม่าเชา จากเมืองเถิงชง!”ฉินฟางรีบแนะนำทั้งสองคน

            สวี่ตงได้ยินคำว่า ‘หม่าเชา’ ก็รู้สึกคุ้นหูมาก ตัวละครหม่าเชาแห่งซีเหลียงจากละครสามก๊กคือหนึ่งใน ‘ห้าแม่ทัพพยัคฆ์’ อันประกอบไปด้วยกวน จาง จ้าว หม่าหวง [2]และยังถือเป็นหนึ่งในสองตัวละครที่เขาชอบมากที่สุดซึ่งตัวละครอีกตัวหนึ่งที่เขาชอบคือจ้าวอวิ๋น

            ทว่า ‘หม่าเชา’ ที่อยู่ตรงหน้ากับหม่าเชาที่บรรยายไว้ในสามก๊กแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหม่าตงเซิงอายุประมาณห้าสิบกว่าปี ใบหน้าเหลืองคล้ำดูผ่านร้อนผ่านหนาวมานานตามกาลเวลาหม่าเชาอายุประมาณสามสิบปี รูปร่างค่อนข้างผอม นิ้วมือสองข้างยาวเป็นพิเศษข้อต่อนิ้วของเขายาวมากราวกับกิ่งไผ่

            หลังจากฉินฟางแนะนำหม่าตงเซิงและลูกชายหม่าเชา ก็กุมมือคำนับตามธรรมเนียม“สวัสดีเถ้าแก่ทุกท่าน!”

            ฉินฟางโบกมือสั่งการ “ช่างหม่าคุณช่วยดูหน่อยว่าหินของเถ้าแก่เหอตัดยังไง!”

            หม่าตงเซิงพยักหน้า เขาเคยเห็นหินที่ฉินฟางขนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วไม่จำเป็นต้องดูซ้ำ เพียงหันไปพูดกับเหอปู้ฝานว่า “เถ้าแก่เหอโดยทั่วไปเรามีกฎสองข้อในการตัดหินหนึ่งคือเจ้าของหินวาดเส้นตัดด้วยตัวเองแล้วเราจะตัดตามเส้นนั้นสองคือให้ช่างของเราตัดสินใจตามประสบการณ์และทักษะที่มีไม่ทราบว่าเถ้าแก่เหอต้องการแบบไหนครับ”

            เหอปู้ฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบไปว่า “งั้นแล้วแต่ช่างหม่าแล้วกัน!”

            เหอปู้ฝานยังพอมีทักษะความสามารถในการดูหินอยู่บ้าง แต่หากจะพูดถึงงานตัดหินเขาย่อมไม่เก่งเท่าช่างเก่าแก่ที่ทำมานานหลายสิบปีอย่างหม่าตงเซิงอยู่แล้ว!

             “ครับ!”หม่าตงเซิงพยักหน้าก่อนจะบอกอีกว่า “เถ้าแก่เหอกฎของเราคือไม่ว่าหินจะชนะประมูลด้วยราคาสูงหรือต่ำ หินจะตัดออกมาดีหรือไม่ช่างตัดหินของเราจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายนั้นแน่นอนว่าผมก็ขอใช้ชื่อเสียงของผมเป็นประกันได้ว่าจะไม่มีการตัดมั่วซั่วเด็ดขาด!”

            เหอปู้ฝานพยักหน้า “ผมเข้าใจแล้วช่างหม่าเริ่มตัดเลย!”

            ในวงการการเล่นหินชื่อเสียงก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับช่างตัดหินเช่นกันโดยทั่วไปยิ่งเปิดเจอหยกมีค่ามากชื่อเสียงก็จะยิ่งโด่งดัง ค่าจ้างก็จะยิ่งสูงช่างตัดหินต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการตัดหินหากตัดถูกหยกชั้นดีจนเสียหายเข้าก็เท่ากับว่าอาชีพในวงการนี้จบสิ้นแล้วเพราะคงไม่มีใครจ้างคนที่ตัดหยกเสียหายไปตัดหินอีก

            เรื่องนี้เหอปู้ฝานเลือกที่จะเชื่อคำพูดของหม่าตงเซิงในเมื่อฉินฟางจ้างมาจากเมืองเถิงชงด้วยราคาสูง หากไม่มีชื่อเสียง ฉินฟางคงไม่จ้างมา!

            หม่าตงเซิงไม่พูดมาก โบกมือให้ลูกชาย “เอาหินมาไว้ตรงนี้”

            หม่าเชาเตรียมเครื่องมือไว้คอยท่าแล้วจึงใช้รถยกกึ่งอัตโนมัติขนหินไปยังโครงเหล็กของเครื่องตัดหินจากนั้นเขาก็ค่อยๆ จัดตำแหน่งตามคำแนะนำของผู้เป็นพ่อ

            ช่างตัดหินที่มีทักษะดีหรือสายตาดีก็มีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงอย่างเช่น ควรตัดหินจากทิศทางไหน ตัดครั้งแรกต้องลึกแค่ไหน ทุกอย่างล้วนอาศัยประสบการณ์และความชำนาญขั้นสูงหากไม่ระวังตัดถูกเนื้อหยกข้างในหินเข้า ชื่อเสียงทั้งชีวิตย่อมถูกทำลายย่อยยับ!

            แน่นอนว่าผ่านการตัดหินหยกมาหลายสิบปี หม่าตงเซิงก็ยิ่งเข้าใจ หินหยกมีหลายพันชนิดโอกาสที่จะตัดเจอหยกมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และยิ่งเป็นหยกชั้นดีคุณภาพสูงก็ยิ่งยากเข้าไปอีก

            นอกจากนี้ ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับว่าหินหยกเป็นหินหยกเหล่าเคิงแท้ด้วยมิเช่นนั้น หากเอาหินมามั่วๆ ตัดทั้งชีวิตก็ไม่เจอหยกแม้แต่ปลายเข็ม!

            หม่าตงเซิงเริ่มฝึกงานตั้งแต่อายุสิบหกปี ถึงตอนนี้อายุห้าสิบสี่ปีเขาก็ตัดหินมาสามสิบแปดปีแล้วและเคยตัดเจอหยกเหล่าเคิงใสบริสุทธิ์ชั้นดีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น หยกชิ้นนั้นถูกนำไปทำเป็นจานหยกแตงโมโดยหูเต๋อไหลผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะสลักหยกสุดท้ายก็ถูกขายไปต่างประเทศด้วยราคายี่สิบเจ็ดล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่นั้นก็ไม่มีข่าวของมันอีกเลย

            ส่วนหยกระดับรองลงมาหม่าตงเซิงก็เคยตัดเจอไม่น้อยอย่างหยกน้ำแข็งคุณภาพสูงก็เคยเจอหกถึงเจ็ดครั้ง เพียงแต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆหยกเป็นอัญมณีที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้เช่นเดียวกับน้ำมัน ต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะของโลกเป็นเวลาหลายล้านปีขุดออกมาหนึ่งก็จะหายไปหนึ่ง กระทั่งทรัพยากรหมดไปในที่สุด

            และเนื่องจากการตัดหินในวันนี้เป็นงานแรกที่หม่าตงเซิงและลูกชายทำหลังจากมาถึงถงเฉิงเขาจึงสั่งให้ลูกชายทำในส่วนที่ต้องใช้แรงและคอยช่วยเท่านั้น ส่วนเขาจะเป็นคนลงมือตัดด้วยตัวเอง!


     


    [1] คนที่กอดอกไว้ย่อมไม่กลัวการเดิมพันหมายถึง ผู้สังเกตการณ์หรือคนที่คอยให้กำลังใจการแข่งขันอยู่ด้านข้างย่อมไม่กลัวว่าจะพ่ายแพ้

    [2] กวน จาง จ้าว หม่า หวง หมายถึง กวนอวี๋ (กวนอู) จางเฟย (เตียวหุย) จ้าวอวิ๋น (จูล่ง) หม่าเชา (ม้าเฉียว)หวงจง (ฮองตง)

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน