จินวั่งซู่หลังจากรับภารกิจนำเอาตรากระเรียนทองคำไปทำของเลียนแบบที่เหมือนทุกกระเบียดนิ้วเร่งเดินทางและเฝ้าเร่งรัดจนสำเร็จเรียบร้อยจึงนำตรากระเรียนทองคำทั้งสองอันเดินทางกลับมายังเมืองหลวงแคว้นผิงอีกครั้ง
“เจ้าทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมเสียจริงสมแล้วที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง”
ใบหน้าของคุณชายจินฉายแววพอใจกับคำชมนั้นอย่างยิ่ง“ขอบคุณมากท่านราชครูหมิง แต่ท่านชมข้าเยอะกว่านี้คงดีเทียวเพราะข้าก็เหน็ดเหนื่อยกับงานนี้จริงๆ นั่นล่ะ กว่าจะเดินทางไปถึงเรือนของคนผู้นั้นข้าเฝ้าเขาตลอดเวลาเพื่อให้เขาเร่งรีบทำให้เสร็จก่อนกำหนด”ชายหนุ่มควักเอาตรากระเรียนทองคำของจริงและของเลียนแบบที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ออกมาส่งให้หมิงเฟยหลง
ท่านราชครูหมิงไม่อาจประหยัดคำชมได้อีกต่อไปจึงเอ่ยสรรเสริญความเก่งกาจสามารถของจินวั่งซู่อีกนับสิบประโยค
“พอๆ ท่านพอได้แล้วข้าอิ่มคำชมเชยของท่านจนแทบไม่ต้องกินอาหารกลางวันกันพอดี”
“ในเมื่อเจ้าทำงานได้เรียบร้อยและต้องการคำชมข้าล้วนไม่อาจเก็บงำเอาไว้ควรจะเปิดเผยความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อเจ้าอย่างหมดเปลือก” หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ“นับได้ว่าใช้คนได้ถูกงานเสียจริง”
“พวกท่านกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันหรือ?”
หงอี้เทียนที่นั่งคุยอยู่กับหงซือซือจึงหันมาบอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้ให้กับคุณชายจินได้ทราบชายหนุ่มฟังอยู่เป็นนานก็ตื่นเต้น
“นี่ท่านราชครูเหตุใดท่านจึงร้ายกาจเช่นนี้? ข้าไปไม่นานก็จัดการกับคนได้ถึงสองกลุ่มแล้วซ้ำยังเตรียมเก็บแม่ทัพใหญ่อีก เห็นทีงานต่อไปพวกท่านต้องให้ข้าร่วมด้วยสักหน่อยเมื่อกลับแคว้นหมิงข้าจะได้มีเรื่องไปโม้ที่ภัตตาคารบึงหงส์อีกสักเดือนในฐานะผู้ช่วยฮ่องเต้โจวเฟิงปราบกบฏ”จินวั่งซู่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับชูพัดงูดำอาวุธคู่ใจในมือขึ้นชี้ฟ้า
“ได้ๆข้ากำลังต้องการผู้ช่วยอยู่พอดี” กุนซือหงเอ่ยขึ้นนางเริ่มรู้สึกว่าหน้าท้องของตนหนาขึ้นไม่ค่อยเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนเคยเพราะต้องคอยเป็นห่วงทารกในครรภ์
หมิงเฟยหลงก็ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของภรรยาจึงหันไปเอ่ยกับจินวั่งซู่“เจ้านับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้แผนนี้สำเร็จลงเลยเทียว ข้าได้เตรียมแผนไว้พร้อมแล้ว”
หงซือซือหันไปมองจินวั่งซู่“คุณชายจินในฐานะที่เจ้าทำงานสำคัญได้สำเร็จข้าจะเจ้าได้รู้ความลับอันยิ่งใหญ่”
จินวั่งซู่มองหน้าหงซือซือด้วยความแปลกใจ“ยังมีเรื่องใดที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
หงซือซือจับคุณชายจินมานั่งแล้วหยิบหน้ากากหนังมนุษย์ที่นางปรับให้เป็นรูปใบหน้าของบุตรชายคนรองแม่ทัพต้วนต้วนซิงซวี่
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้กลายเป็นแม่ทัพน้อยต้วนซิงซวี่”
“หา!”จินวั่งซู่อุทานได้เพียงคำเดียวก็ต้องหุบปากปล่อยให้นางตกแต่งใบหน้าของเขาเรียบร้อยจากนั้นก็ยื่นกระจกส่องหน้ามาให้ คุณชายจินส่องดูแล้วถึงกับอ้าปากค้าง “ขะข้า....กลายเป็นเขาไปแล้ว”
หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ“นางคือหนึ่งในครอบครัวเซียนพันหน้าอย่างไรเล่า? เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง?”
จินวั่งซู่หันมามองหงซือซืออีกครั้ง“อย่าบอกนะว่าใบหน้าที่ข้าเห็นอยู่นี่ก็มิใช่ใบหน้าจริงของเจ้า? ที่แท้เจ้าคือผู้ใด?”
หงซือซือยิ้มกว้าง“ช่างสมเป็นจอมยุแยงแห่งเมืองหลวง ในเมื่อเจ้าฉลาดเช่นนี้ข้าก็จะให้เจ้าได้เห็น”นางค่อยๆ แกะใบหน้ากุนซือหงออก
“ไอ้หยา!ท่านคือหลวนฮองเฮางั้นหรือ?”
“อืม...ข้าเอง”นางพยักหน้ารับหน้าชื่นตาบาน
ทันใดจินวั่งซู่ก็นึกขึ้นได้“เช่นนั้นท่าน!” เขาหันไปชี้หน้าราชครูหมิง “พวกท่านเป็นสามีภรรยากันนี่”
หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ“เป็นอย่างที่เจ้าคิด ข้าคือหมิงเฟยหลง สามีของนาง”
ใบหน้าของคุณชายจินซีดเผือดเขาเดินทางรอนแรมมากับฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งแคว้นหมิงมาจนถึงแคว้นจินซ้ำยังทำภารกิจมากมายแต่เพิ่งรู้ความจริง
หงอี้เทียนนั่งมองดูอาการตกตะลึงของจินวั่งซู่ด้วยความพอใจเมื่อเห็นชายหนุ่มหันมาทางเขา เจ้าของสำนักคุ้มภัยจึงรีบกล่าว“ข้าก็เป็นหงอี้เทียนนี่ล่ะ เพียงแต่ใบหน้าของข้าจริงๆ แล้วอาจจะมิใช่ใบหน้านี้”
จินวั่งซู่ถึงกับผงะ“เจ้าก็เป็นเซียนพันหน้าด้วยหรือ?”เขาจำได้ว่าหงอี้เทียนบอกว่าเป็นญาติกับจอมยุทธ์หงหรือกุนซือหงที่กลายเป็นหลวนฮองเฮาต่อหน้าเขา
“ใช่!ครอบครัวของเราล้วนมิใช้ใบหน้าจริง”หงอี้เทียนตอบในขณะที่ยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ “แต่เราจะใช้สัญลักษณ์มือในการยืนยันตัวตน”
หงซือซือจึงหันมาพับนิ้วกลางกับนิ้วนางลง“เมื่อใดที่ทำนิ้วเช่นนี้แสดงว่าพวกเราคือตัวจริงในใบหน้าปลอมเพื่อให้ป้องกันการสวมรอยจากนักแปลงโฉมสายอื่นในยุทธภพนี้มิใช่มีเพียงครอบครัวเราที่แปลงโฉมได้”
“หือ....”จินวั่งซู่รีบหัดทำตาม เรื่องนี้นับเป็นเรื่องชวนตื่นตะลึงเสียจริงที่ผ่านมาเคยอ่านเจอในตำราที่ซื้อจากตรอกคนโฉดมิคาดว่าวันหนึ่งจะได้มาพบกับเซียนพันหน้าตัวจริง ซ้ำยังเป็นถึงฮองเฮาเสียด้วย
ราชครูหมิงนำตรากระเรียนทองคำของจริงกลับไปถวายฮ่องเต้โจวเฟิงเมื่อฝ่ายนั้นเห็นของที่ถูกนำมาคืนก็ตกพระทัย
“ท่านคงไม่คิดจะกลับแคว้นหมิงเลยดอกกระมัง?”
“จัดการศัตรูของพระองค์ก่อนเถิดพะยะค่ะพวกเขาเตรียมทั้งคนทั้งกองทัพเหนือและใต้มาเพื่อยึดวังหลวงแล้วหากกระหม่อมกลับไปทั้งอย่างนี้ ฝ่าบาทคงไม่มีวังจะให้อยู่แล้ว”
“ขอบใจท่านราชครูข้าจะไม่ลืมน้ำใจท่านชั่วชีวิต”
“ขอเพียงฝ่าบาทรับปากกระหม่อมสักเรื่อง”
“ว่ามาได้”
“อย่าเปิดศึกชายแดนกับแคว้นหมิงขอให้สองดินแดนอยู่ด้วยกันด้วยความสงบและสันติ ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อน”
“ได้!ข้าเองก็มิได้ชอบสงครามเช่นกัน”
“ฝ่าบาทรีบให้องครักษ์จังกับองครักษ์จงเตรียมตัวเถิดพะยะค่ะอีกไม่นานพวกเขาคงจะต้องลงมือแล้วเพราะยามนี้แม่ทัพต้วนรู้ตัวแล้วว่ามีคนเข้าไปสอดแนมในจวนนอกเมือง”
จงหลวนชุนที่ได้รับรู้พร้อมกันกับฮ่องเต้ว่าที่แท้นายท่านผู้เป็นเจ้านายของภรรยาตนคือแม่ทัพต้วน ถึงกับตื่นตระหนก เขาซ่อนชิงฉู่หรืออดีตพระสนมถูตัวปลอมซึ่งเป็นสายลับที่แม่ทัพต้วนส่งไปแทรกซึมอยู่วังหลังเอาไว้ในเรือนของตนและได้ครอบครองนางในฐานะภรรยาแล้วหากยังกำจัดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่สำเร็จภรรยาของเขาย่อมถูกตามล้างตามล่าส่วนเสี่ยวถางอดีตนักฆ่าที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระสนมก่งออกจากวังหลวงหลังจากการจับกุมใต้เท้าก่งจั๋วหรานไม่มีผู้ใดพบเห็นนางอีกคาดกันว่านางคงจะหนีไปอยู่ที่แคว้นอื่นแล้ว
องครักษ์จังได้แต่เจ็บใจที่จงหลวนชุนรับภารกิจแสร้งแหกคุกหลวงช่วยพระสนมปลอมแล้วนำนางไปซ่อนเพื่อซ้อนแผนล่อนายท่านแต่ยังไม่ทันได้ล่อเหยื่อออกมากินเบ็ดก็หลอกกินเต้าหู้คนงามจนได้เป็นภรรยา
‘หากข้ารู้เช่นนี้สู้ดีรับงานนี้มาทำเองเสียดีกว่าชิงฉู่ช่างงดงามนัก ข้าพลาดไปได้อย่างไรกัน?’
ยามนี้กุนซือหงกับราชครูหมิงค้นพบร่องรอยของนายท่านแล้วฮ่องเต้ทรงดีพระทัยนัก เรื่องของชิงฉู่จึงยกให้เป็นภรรยาของจงหลวนชุนไปง่ายดายจังจิ้นเล่อจึงหมายมาดว่าหากมีภารกิจเช่นนี้อีกคราวหน้าเขาจะต้องรับอาสาแน่นอน!
***********