ตอนที่ 32 เจ้าหญิงกับความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จัก
เรื่อง ราชาปีศาจกลับมาจากต่างโลก
“หยุดถามฉันสักทีเถอะน่า ปวดหัวจริง” แม็กม่าพูดเรื่องโลกเดิมของตัวเองให้เจ้าหญิงฟัง
หลังจากนั้นเธอก็ถามคำถามใส่เขาไม่หยุดปาก เธอพูดแทบจะไม่รู้จักเบื่อ
ทั้งสองเดินอยู่เป็นทางแถวๆ ชายแดนของอาณาจักร ที่นี่รกร้างว่างเปล่าไม่ค่อยจะมีหมู่บ้าน
ตลอดเส้นทางที่เดินมาทั้งวัน มีแค่รถม้าของพ่อค้าขายอาหารผ่านมาแค่คันเดียว
แม็กม่าขอซื้ออาหารต่อจากพ่อค้าเพื่อเป็นเสบียงสำหรับใช้ในการเดินทาง
“เห็นหมู่บ้านอยู่ข้างหน้าแล้ว” เจ้าหญิงที่เดินนำก็เห็นหมู่บ้านอยู่ไม่ไกล
เธอกำลังจะวิ่งเข้าหมู่บ้านอย่างตื่นเต้น แต่แม็กม่าคว้าแขนเธอได้ก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไป
“หยุดฉันทำไมเนี่ย” เจ้าหญิงโมโหที่แม็กม่ามาหยุดเธอเอาไว้
“ดูสภาพเธอก่อนไหม จะเดินเข้าไปแบบนี้เลยหรือไง” แม็กม่าพูดเตือนเจ้าหญิง
ตอนนี้เจ้าหญิงใส่ชุดงานแต่งขาดๆ แถมยังแต่งหน้าแบบจัดเต็ม ถ้าเข้าไปในสภาพนี้
คนในหมู่บ้านต้องสงสัยอย่างแน่นอน
“ทำไม? ไม่ได้หรือไง” เจ้าหญิงไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองมีอะไรผิดปกติ
แม็กม่าหยิบฝุ่นดินข้างทางมาป้ายหน้าป้ายผมของเจ้าหญิงให้ดูเละๆ และหยิบชุดให้เจ้าหญิงใส่
“เอาชุดชาวบ้านทั่วไปดีกว่า” แม็กม่าหยิบชุดที่เขาซื้อเผื่อเอาไว้มาให้เจ้าหญิงใส่
ในที่แรกเจ้าหญิงดูไม่อยากจะใส่ “จะใส่เองหรือให้ฉันใส่ให้”
แม็กม่าก็บังคับให้เธอใส่ ถ้าไม่ใส่เขาจะใส่ให้เธอเอง
“สภาพดูใช่ได้แล้ว ไปเถอะ” แม็กม่าพูดกับเจ้าหญิงที่ตอนนี้ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไป
หน้าและผมของเจ้าหญิงเต็มไปด้วยฝุ่นดินและชุดที่ใส่ก็เหมือนคนทั่วไป
“คันหัวชะมัด” เจ้าหญิงเคยโดนฝุ่นเกาะหัวเป็นครั้งแรกเธอจึงปัดฝุ่นออกให้หมด
“ฉันเกลียดนายสุดๆ เลยตอนนี้” เจ้าหญิงบ่นไปเดินไปขณะเดินเข้าหมู่บ้าน
“มาทำอะไรแถวนี้ พวกเธอสองคน” ทหารประจำหมู่บ้านเข้ามาถามชายหญิงที่พึ่งเข้ามา
“พวกเราเป็นพวกเร่ร่อนนะครับ มาหาอาหารและที่พักก่อนจะเดินทางต่อ”
แม็กม่าตีเนียนเป็นพวกเร่ร่อน ทหารประจำหมู่บ้านมองไปยังเจ้าหญิงที่สภาพมอมแมม
หลังเห็นเจ้าหญิงในสภาพนั้นทหารประจำหมู่บ้านก็เชื่อสิ่งที่แม็กม่าพูด
“ที่นี่ไม่โรงแรมให้หรอกนะ ไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านซะ เขาอยู่ตรงนั้นไง”
ทหารประจำหมู่บ้านบอกให้แม็กม่าไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาจะหาที่พักให้
“สวัสดีครับ พวกเราต้องการที่พักสักหนึ่งคืนนะครับ ผมจะหาให้ได้ไหม”
แม็กม่าเดินไปหาหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังให้อาหารม้าอยู่ในคอกม้า
“ได้สิ ที่รัก!! มานี่หน่อย” หัวหน้าหมู่บ้านตอบตกลง และเรียกภรรยาให้มาจัดการ
หญิงสาวร่างใหญ่เดินมาคุยกับแม็กม่าและเจ้าหญิง “หาที่พักให้สองคนนี้หน่อย” หัวหน้าหมู่บ้าน
“แย่จังนะ ที่นี่พึ่งโดนฝูงสัตว์ประหลาดทำลายนะสิ บ้านของพวกเราโดนพังไปแถบหนึ่ง
ห้องนอนก็ไม่เหลือแล้ว พวกเธออยู่ในคอกม้าไปก่อนได้ไหมล่ะ” หญิงร่างใหญ่บอกกับทั้งสอง
สภาพหมู่บ้านตอนนี้ก็เป็นไปตามที่หญิงร่างใหญ่บอก บ้านหลายหลังพังไปครึ่งหนึ่ง
มีชาวบ้านและทหารจำนวนมากกำลังรักษาแผลกันอยู่
“ได้ครับไม่มีปัญหาทพวกเรานอนตรงไหนก็ได้” แม็กม่าตอบตกลงมาที่หญิงร่างใหญ่บอก
“เดียวฉันไปเอาผ้ากับหมอนมาให้นะ” หญิงร่างใหญ่เข้าบ้านไปเอาผ้าห่มมาให้ทั้งสอง
“เจ้าหนู นายเป็นทหารรับจ้างเหรอ” หัวหน้าหมู่บ้านถามแม็กม่าที่ใส่ชุดทหารรับจ้าง
“เคยเป็นนะครับ มีเรื่องให้ช่วยไหมครับ” แม็กม่าตอบกลับ
“เธอเข้าไปรอในคอกม้าก่อนไป” แม็กม่าบอกให้เจ้าหญิงเข้าไปรอในคอกม้า
เจ้าหญิงดูไม่กลัวม้าที่อยู่ในคอกม้าสักเท่าไร เธอเข้าไปเล่นกับม้าได้อย่างไม่กลัว
“มีเมียสวยนะเนี่ย พวกทหารกำลังสร้างกำแพงที่พังไป นายไปช่วยพวกเขาสิ”
หัวหน้าหมู่บ้านคิดว่าทั้งสองเป็นคู่สามีภรรยากัน และบอกเรื่องงานให้แม็กม่า
กำแพงของหมู่บ้านพึ่งพังไปเพราะสัตว์ประหลาดบุก ที่นั่นแม็กม่าอาจจะหาเงินเพิ่มได้
“หัวหน้าหมู่บ้านส่งผมมาช่วยงานนะครับ มีอะไรให้ช่วยไหม”
แม็กม่าเดินมาหากลุ่มคนที่กำลังสร้างกำแพงไม้อยู่ มีทั้งทหารและชาวบ้านกำลังช่วยกันอยู่
“ไปช่วยแบกไม้กับกลุ่มนั้นหน่อย ยกมาไว้ตรงนี้” คนคุมงานสั่งงานให้แม็กม่าทำ
ซึ่งเขาก็ทำตามที่บอกไปจนถึงตอนเย็นและกำแพงก็สร้างจนเสร็จก่อนค่ำ
“เดียวงานเลี้ยงที่สร้างกำแพงเสร็จ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อน เตรียมน้ำไว้ให้แล้ว”
หัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาเรียกแม็กม่าให้ไปอาบน้ำ ในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านมีคนเจ็บนอนอยู่
ส่วนใหญ่ถูกรักษาหมดแล้วรอแค่แผลหายสนิท ภรรยาของหัวหน้าก็บอกทางไปห้องน้ำให้
“ทางนั้นเลยเจ้าหนู อยู่หลังบ้าน” เธอบอกทางให้แม็กม่าขณะกำลังเปลี่ยนผ้าให้คนเจ็บ
“ลืมบอกไปเลยว่า เมียเขากำลังอาบน้ำอยู่ คงไม่เป็นอะไรหรอกมั่ง เป็นแฟนกันนี่”
ภรรยาของหัวหน้าก็คิดว่าทั้งสองเป็นแฟนกัน ตามที่สามีของเธอบอก
“เฮ้อ~~~~ อาบน้ำหน่อยก็ดี วันนี้เจออะไรมาหนักจริงน่า~~”
แม็กม่าบ่นไปขณะถอดชุดพร้อมไปอาบน้ำ เขาเปิดประตูห้องน้ำก็เห็นเจ้าหญิงกำลังอาบน้ำอยู่
เธอกำลังจะลุกออกจากอ่างน้ำร้อน แม็กม่าก็เข้ามาเห็นทุกอย่าง
“อย่างน้อยเธอก็มีส่วนของความเป็นผู้หญิงอยู่นะ” แม็กม่าพูดพร้อมมองไปยังร่างของเจ้าหญิง
เจ้าหญิงคว้าขันอาบน้ำมาขว้างใส่แม็กม่า ซึ่งเขาก็ไม่ได้หลบและยอมให้มันโดนหน้า
เธอรีบคว้าผ้าเช็ดตัวมาปิดและรีบวิ่งออกไป แม็กม่าก็เข้าไปอาบน้ำต่อจากเธอ
หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ออกไปร่วมงานเลี้ยงที่สร้างกำแพงเสร็จ แม้หมู่บ้านจะถูกพังไปกว่าครึ่ง
แต่อาหารการก่อนก็ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ ชาวบ้านเล่าว่า พืชผลให้ผลผลิตจำนวนมาก
แถมยังได้เนื้อสัตว์จากการล่าสัตว์มาอีก ทำให้ที่นี่หมู่บ้านมีอาหารมากพอตลอดปี
“เมียนายไปละเจ้าหนู” หัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาถามแม็กม่าที่อยู่ในงานเลี้ยง
“ไม่รู้สิครับ อาบน้ำแล้วหายไปไหนก็ไม่รู้” แม็กม่าตอบกลับ
“เห็นเธออารมณ์เสียเข้าไปนอนในคอกม้าแล้ว รีบไปคืนดีจะดีกว่านะ”
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเห็นเจ้าหญิงอารมณ์เสียเดินเข้าไปในคอกม้า
“ครับ ผมไปนอนก่อนนะครับ” แม็กม่าขอตัวไปนอนที่คอกม้าก่อนงานเลี้ยงเลิก
แม็กม่าเดินเข้ามาในคอกม้า โคมไฟที่ถูกแขวนไว้ยังมีเปลวไฟลุกอยู่
เจ้าหญิงกำลังเตรียมที่นอนอยู่ พอเธอเห็นมาเห็นแม็กม่าที่พึ่งเดินเข้ามาก็อารมณ์เสีย
เธอจัดที่นอนและก็นอนไปเลยโดยไม่ได้สนใจแม็กม่า เมื่อเห็นเจ้าหญิงสบายดีเขาก็ออกไป
แม็กม่ามากลับมาร่วมงานเลี้ยงอีกครั้ง
“เมียไม่ให้นอนด้วยหรือไง” หัวหน้าหมู่บ้านถามแม็กม่าที่เดินกลับมา
“คงจะยังงั้นมั่งครับ” แม็กม่าเดินมาร่วมงานเลี้ยงต่อจนถึงเลิกงาน
มีเสียงสัตว์ประหลาดร้องขึ้นจากในป่าใกล้ๆ หมู่บ้าน พวกทหารที่กำลังจะไปนอนก็วิ่งออกมา
ทหารที่เฝ้ายามอยู่ก็มาเกณฑ์คนไปเฝ้ากำแพงเพิ่ม ผู้ชายที่จับอาวุธได้ก็เริ่มไปรวมตัวกัน
แม็กม่าก็อาสาไปเข้าร่วมด้วย
“สัตว์ประหลาดบุกหมู่บ้านนี้ประจำเลยงั้นเหรอ” แม็กม่าถามทหารเฝ้ายาม
“ปกติไม่บ่อยขนาดนี้ ช่วงเดือนนี้โดนบ่อยมาก” ทหารยามตอบ
พร้อมฝูงสัตว์ประหลาดที่บุกเข้าประชิดกำแพงเมือง มันโผล่มาจากแนวป่าใกล้ๆ
กำแพงเมืองถูกสร้างเสร็จแล้วทำให้ต้านการบุกของฝูงสัตว์ประหลาดได้
พวกทหารและพวกผู้ชายทำการยิงธนูใส่ฝูงสัตว์ประหลาด วันนี้จำนวนของพวกมันมีไม่มาก
ทำให้พวกมันล่าถอยไปในเวลาไม่นาน หลังจากฝูงสัตว์ประหลาดจากไป แม็กม่าก็กลับไปนอน
พวกชาวบ้านที่ตื่นกลัวก็ได้พวกทหารมาบอกว่าทุกอย่างปลอดภัยก็กลับไปนอนต่อ
“โคมไฟดับไปแล้วแฮะ ยัยนี้ยังได้นอนในสถานการณ์แบบนี้อีกนะ”
แม็กม่าบ่นที่เจ้าหญิงนอนได้ในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ แต่แม็กม่ายังรู้สึกไม่วางใจ
เขามานั่งข้างๆ เจ้าหญิงที่นอนอยู่ แม็กม่าคิดว่าจะตื่นทั้งคืนเผื่อพวกมันกลับมาอีกครั้ง
“ตอนยัยนี้นอนน่ารักกว่าตอนตื่นอีกแฮะ” แม็กม่าจับผมของเจ้าหญิงที่นอนหันหลังให้อยู่
แม็กม่าเข้าใจว่าเจ้าหญิงหลับไปแล้ว แต่เธอแค่แกล้งหลับเท่านั้น
เจ้าหญิงหน้าแดงเล็กน้อยที่ได้ยิน หลังจากนั้นแม็กม่าก็ลุกออกไปเดินเล่นแถวกำแพงเมือง
“เราจะเขินทำไมละ รีบนอนดีกว่า” เจ้าหญิงพูดคนเดียวหลังจากแม็กม่าเดินออกไป
ตลอดเวลาที่อยู่ในปราสาทเธอแทบจะไม่มีเพื่อนหรือคนที่เธอคุยด้วยเลย
มีแต่โคเลสและแม่นมที่ค่อยดูแลเธอ ส่วนพ่อของเธอที่เป็นราชาก็มีงานต้องทำ
แม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เธอเป็นขาดความอบอุ่นจากครอบครัว
ยามเช้าได้มาถึง หลังจากแสงแรกสาดส่องมาโดนแม็กม่าที่นั่งเล่นอยู่บนกำแพง
เขาก็เข้าไปเรียกเจ้าหญิงที่น่าจะนอนอยู่ในคอกม้า
“ตื่นได้แล้ว เราต้องออกเดินทางต่อ” แม็กม่าเปิดประตูเข้ามาเรียกเจ้าหญิง
แต่เธอเตรียมตัวเสร็จหมดแล้ว เธอไปอาบน้ำและเก็บของทุกอย่างเรียบร้อย
“จะไปกันเลยไหม” เจ้าหญิงดูสดชื่นจนผิดปกติ ทำให้แม็กม่าคิดว่าเธอคงกลับมาเป็นปกติแล้ว
ทั้งสองไปอำลาหัวหน้าหมู่บ้านก่อนจะออกเดินทางต่อ
“ไปทางนี้แน่นะ” แม็กม่าถามเจ้าหญิงเพื่อความแน่ใจว่ามาถูกทาง
“แน่นอน ฉันจำได้ไม่ลืมหรอก ป่าของพวกเอลฟ์ที่ฉันเคยไปอยู่ทางนี้” เจ้าหญิงมั่นใจ
ทั้งสองเดินข้ามชายแดนของอาณาจักร เข้าสู่เขตแดนป่าของพวกเอลฟ์
หลังจากข้ามชายแดนมาได้สักพัก ก็มาถึงป่าขนาดใหญ่ ที่นี่มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่าป่าทั่วไป
“ต้นไม้ที่นี่ใหญ่จริงแฮะ ฉันไม่เคยใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย นายเคยเห็นแบบนี้ไหม”
เจ้าหญิงพึ่งเคยเห็นต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
“พวกเอลฟ์ไม่ชอบการตัดต้นไม้ พวกเขาปล่อยให้ต้นไม่โตตามธรรมชาติ
ยิ่งป่าที่มีต้นไม้ใหญ่มากเท่าไร พวกเอลฟ์ที่อยู่ในป่าก็อายุจะมากตามไปด้วย
ในโลกที่ฉันเคยไปมีต้นไม้ใหญ่กว่านี้ซะอีก” แม็กม่าตอบกลับเจ้าหญิง
ในโลกปีศาจมีต้นไม้ที่ใหญ่กว่านี้เกือบสองเท่าอยู่ในป่าของพวกเอลฟ์
“รู้เกี่ยวกับพวกเราเยอะจังนะ ผู้บุกรุก” เสียงหญิงสาวปริศนาดังขึ้น
เจ้าหญิงหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเจ้าของเสียง
“เธออยู่บนต้นไม้ด้านหน้าเราเนี่ย เธอมองไปทางไหน”
แม็กม่าพูดกับเจ้าหญิงที่หันซ้ายหันขวาอยู่นาน
“รู้ตัวด้วยเรอะที่เราอยู่ตรงนี้” เจ้าของเสียงปริศนาเปิดเผยตำแหน่งของตัวเอง
“ฉันรู้ตั้งแต่ที่เธอตามเรา ในตอนที่พวกเราเข้าป่ามาแล้ว”
แม็กม่าตอบกลับ เขารู้ตัวว่ามีคนตามพวกเขาอยู่
“ต้องการอะไรงั้นเหรอ” เอลฟ์สาวกระโดดลงมาจากต้นไม้ยักษ์
เธอมีธนูสะพายอยู่ด้านหลังและมีภูตแสงลอยอยู่รอบตัวเธอนับสิบตน
“เราต้องการพบกันผู้นำของเจ้า” เจ้าหญิงบอกกับเอลฟ์สาว
“เธอเป็นใคร ถึงอยากจะพบกับผู้นำของพวกเรา” เอลฟ์สาวตอบกลับ
เธอสงสัยในตัวของทั้งสองที่เข้ามาในป่าของพวกเอลฟ์
“เราเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรสีเงิน เราเคยพบกันมาก่อนเมื่อประมาณสิบปีก่อน
เราต้องการความช่วยเหลือ “เจ้าหญิงแสดงตัวตนให้เอลฟ์ได้รับรู้
ภูตแสงที่ลอยอยู่ไปมากำลังบอกอะไรบางอย่างกับเอลฟ์สาว
“พวกเธอแน่ใจงั้นเหรอ” เอลฟ์สาวถามภูตแสงของเธอ
“เรื่องที่ภูตแสงบอกมันเป็นเรื่องจริง พวกเราไม่ได้คิดร้ายอะไร” แม็กม่ายืนยันสิ่งที่ภูตแสงบอก
เจ้าหญิงไม่เข้าใจว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกัน เธอไม่ได้ยินเสียงของเหล่าภูตแสง
มีแค่แม็กม่ากับเอลฟ์ในที่นี้ที่ได้ยินภูตแสง สิ่งที่แม็กม่าพูดทำให้เอลฟ์สาวตกใจ
ปกติไม่มีมนุษย์คนไหนจะได้ยินสิ่งที่เหล่าภูตพูด
“นายฟังเสียงของภูตได้งั้นเหรอ” เอลฟ์สาวตกใจ
“ใช่ ฉันเคยถูกสอนภาษาของเหล่าภูตมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะใช้กับโลกนี้ได้”
แม็กม่าเคยเรียนภาษาภูตจากภูตปีศาจในตอนที่ยังเป็นราชาปีศาจอยู่
“ก็ได้ ฉันจะพวกเจ้าไปหาผู้นำของพวกเรา” เอลฟ์สาวยอมตกลงที่จะพาทั้งสองไป
“ภูตเนี่ยคืออะไรเหรอ” เจ้าหญิงถามแม็กม่าที่น่าจะรู้คำตอบ
แต่แม็กม่าก็ตอบว่าไม่รู้อะไรเลย ภูตเป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุดและไม่มีใครรู้ว่าพวกมันต้องการอะไร
เจ้าหญิงยังถามต่อเรื่องเอลฟ์สาวที่มีภูตแสง
“นั้นคือภูตแสง เอลฟ์คนนั้นเป็น ‘เรนเจอร์’ หรือผู้พิทักษ์ เอลฟ์ที่จะเป็นได้ต้องได้รับการยอมรับ
จากภูตชนิดต่างๆ ภูตแสงของเหล่าเอลฟ์เป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์” แม็กม่าอธิบายให้เจ้าหญิงฟัง
นั้นทำให้เอลฟ์สาวสนใจในตัวแม็กม่า
“ทำไมคนนอกถึงรู้เรื่องของพวกเอลฟ์มากขนาดนี้กันนะ”
เอลฟ์สาวคิดในใจขณะเดินนำทั้งสองไปยังหมู่บ้านเอลฟ์ หลังจากเดินมาได้สักพัก
เอลฟ์สาวก็นำทางมาจนถึง หมู่บ้านเอลฟ์สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นก็คือต้นไม้สีขาว
แม็กม่ารู้สึกเหมือนเคยเห็นมันมาก่อนและเขาก็นึกออก เขาเคยเห็นมันในโลกปีศาจ
ในตอนที่กำลังจะเดินทางกลับโลกเดิมพร้อมสามสาว พวกเขาพบรอยแยกมิติในต้นไม้
แต่ในโลกปีศาจเป็นต้นไม้สีดำ ในโลกนี้เป็นต้นไม่สีขาว ลำต้นและขนาดของพวกมันเท่ากัน
ต่างกันก็แค่สีเท่านั้น แต่ต้นสีขาวไม่มีรอยแยกปรากฏอยู่ แม็กม่าแทบจะหมดหวัง
“พวกเจ้ามีธุระอะไรกับเรางั้นเหรอ” ผู้นำเอลฟ์เดินมากล่าวทักทายกับทั้งสอง
“เราคือเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรสีเงิน พวกเราเคยพบกันมาก่อนเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว”
เจ้าหญิงแนะนำตัว ทั้งสองเคยพบกันในตอนที่ราชามาทำสัญญาสงบศึกระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์
“เราจำเจ้าได้ เหตุใดทำไมถึงเจ้าหญิงสีเงินได้มาถึงที่นี่” ผู้นำเอลฟ์ถามจุดประสงค์ของทั้งสอง
“เราต้องการส่งชายคนนั้นกลับไปยังโลกเดิมและเราก็รู้ว่าที่นี่ มีประตูเชื่อมโลกอยู่”
เจ้าหญิงบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นคือส่งแม็กม่ากลับไปถึงบ้าน
“เราไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ารู้ได้ยังไง แต่พวกเจ้ามาเร็วเกินไป ประตูจะเปิดออกทุกๆ 10ปี”
ผู้นำเอลฟ์บอกกับเจ้าหญิง
“นี่ก็ใกล้จะครบแล้วนะคะ เมื่อเกือบสิบปีก่อน ฉันเห็นลำแสงสีขาวขนาดใหญ่พุ่งออกจากป่า
วันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเราขออยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงวันนั้นนะคะ”
ในวันที่เจ้าหญิงมากับราชาเพื่อลงสัญญาสงบศึก มันเป็นวันเดียวกันที่ลำแสงสีขางเกินขึ้น
ผู้นำเอลฟ์ที่เห็นความดื้อรั้นของเจ้าหญิงก็ยอมตกลงในที่สุด
มีหมาป่าของเอลฟ์ตัวหนึ่งเดินมาดมตัวแม็กม่าและมันก็เห่าใส่ไปหนึ่งครั้ง
“โฮ่ง!!” หมาป่าของผู้นำเอลห์เดินมาดมตัวแม็กม่าและเห่าใส่ ทำให้เอลฟ์สาวมาพามันออก
แต่มันก็เห่าใส่เอลฟ์สาวและพูดกับเธอ “ว่าไงนะ เจ้าแน่ใจงั้นเหรอ” เอลฟ์สาวฟังหมาป่า
“มีอะไรงั้นเหรอ” แม็กม่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้จักภาษาของหมาป่าพันธ์ุนี้
“นายรู้จักเอลฟ์เผ่าอื่นไหม ‘เจ้าแลม’ บอกว่ามันได้กลิ่นเอลฟ์จากตัวเจ้า”
เอลฟ์สาวบอกสิ่งที่เธอได้ยินจากเจ้าหมาป่า ‘แลม’
“รู้จัก แต่ไม่ใช่ของโลกนี้มันก็ผ่านมาตั้งเดือนกว่าๆแล้ว แถมฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วด้วย”
แม็กม่ายกแขนเสื้อขึ้นมาดมก็ไม่มีกลิ่นอะไร
“เจ้าแลม จมูกดีกว่าหมาป่าทั่วไป สรุปนายรู้จักสินะ” เอลฟ์สาวพูดกับแม็กม่า
“โฮ่ง!!” เจ้าแลมก็เห่าใส่อีกครั้ง เอลฟ์สาวที่ได้ยินก็ช็อกไปเลย
“ว่าไงนะ เจ้าพูดจริงเหรอ” เอลฟ์สาวพูดกับหมาป่าของผู้นำเอลฟ์
สิ่งที่เธอได้ยินทำให้เธอเดินวนรอบๆ ตัวแม็กม่าด้วยความสงสัย
“มีอะไรอีกละ” สิ่งที่เอลฟ์สาวทำ ยิ่งทำให้แม็กม่าสงสัยหนักกว่าเดิม
“เจ้าแลมบอกว่านาย มีกลิ่นของเอลฟ์ที่ไม่ได้มาจากเผ่าเดียวกันตั้งเยอะ
แถมยังเป็นผู้ชายของพวกเธอด้วย ฉันเลยสงสัยว่านายมีอะไรดีถึงได้ใจพวกเธอกันแน่”
เอลฟ์สาวบอกสิ่งที่เจ้าแลมพูดกับเธอ เจ้าแลมบอกว่า
‘ได้กลิ่นของเอลฟ์จากเผ่าอื่นจากตัวเจ้าหนุ่มนี่ แถมยังเป็นกลิ่นแบบคนรักกันด้วย’
สิ่งที่เอลฟ์สาวพูดทำให้เจ้าหญิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยและเตะขาแม็กม่าไปหนึ่งที่
“เธอจะมาเตะขาฉันทำไมเนี่ย”
แม็กม่าพูดกับเจ้าหญิงที่เตะขาและเดินตามเอลฟ์สาวไปยังที่พัก
“ทำไมเรารู้สึกหงุดหงิดได้เนี่ย มันคืออะไรกันแน่”
เจ้าหญิงไม่รู้ตัวว่าเริ่มชอบแม็กม่าและไม่รู้ถึงอาการหึงห่วงที่เธอกำลังเป็นอยู่