ตอนที่ 15 ปัญหาเื่ที่นอน
เสิ่นเสี่ยวเหมยพ่นลมหายใจเ็า ถือได้ว่าเป็การให้อภัยเขา
เมื่อเห็นว่าพวกเขากล่าวคำดูถูกหลินเซี่ย ผู้เฒ่าโจวก็เคาะมอระกู่ของเขากับขอบหน้าต่างและพูดเสียงเข้ม
“เอาล่ะ ลี่หรง อย่าเข้าไปยุ่งเื่ของเจียเหอเลย ทำไมถึงเพิ่งมาวุ่นวายเอาตอนนี้? เขาไม่ได้อยู่กับลูกั้แ่ยังเด็ก และแทบไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย ลูกคิดว่าเขาจะยอมฟังเหรอ? เขาไม่เคยฟังลูกอยู่แล้ว ตอนนี้เขาอายุเกือบสามสิบปี อย่าคาดหวังให้เขารับฟังเลย”
โจวลี่หรงบ่นคำ “พ่อ ก็เพราะพ่อคุ้นเคยกับเขาน่ะสิคะ ไม่อย่างนั้นเขาจะมีความคิดดื้อรั้นแบบนี้เหรอ?”
ผู้เฒ่าโจวตอบกลับเสียงเ็า “ก็ใช่น่ะสิ เราคุ้นเคยกับเขาดีเพราะแกโยนเขามาให้เราเลี้ยง ถ้าเราไม่คุ้นเคย แล้วใครเล่าจะมาคุ้นเคย?”
โจวลี่หรงพูดไม่ออกกับคำพูดของพ่อตัวเอง
เมื่อเห็นว่าชายชรากำลังขุ่นเคือง หล่อนก็ไม่กล้ากล่าวคำใดต่อ
เฉินเจียเหอพาหลินเซี่ยและหู่จือเข้าไปยังห้องฝั่งตะวันตก ซึ่งบรรยากาศในห้องตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ปกติหู่จือมักอาละวาดอยู่เสมอ แต่พอโจวลี่หรงและคนอื่น ๆ มาที่บ้าน ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อฟังมากขึ้น ก่อนหยิบหนังสือภาพจากกระเป๋านักเรียนแล้วเริ่มวาดภาพ
หลินเซี่ยนั่งอยู่บนขอบเตียงเตามองดูเฉินเจียเหอที่หันหลังทำความสะอาดบ้าน เธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร
นี่คือห้องหอของพวกเขา แต่หลังจากแต่งงานได้สามวัน นี่กลับเป็ครั้งแรกที่พวกเขาจะได้อยู่ในห้องนี้ด้วยกัน
“ดูเหมือนว่าแม่ของคุณจะไม่อยากเจอฉันเท่าไหร่เลย” หลินเซี่ยมองแผ่นหลังกว้างของเขา เธออดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“แม่แค่คิดว่ามันกะทันหันเกินไป เดี๋ยวก็คงค่อย ๆ ยอมรับได้เอง”
เฉินเจียเหอวางผ้าขี้ริ้วลง หันกลับมามองเธอด้วยแววตาลึกซึ้ง ในใจนึกอยากถามเธอออกไปว่า เมื่อครู่ที่พูดว่า “ฉันเต็มใจ” นั้นได้มาจากใจจริงของเธอหรือไม่ หรือเป็เพียงเพียงแผนชะลอการเดินทางกลับเข้าเมือง?
ท่าทางของเธอในยามนั้น คล้ายกับกังวลมากว่าครอบครัวของเขาจะแยกทั้งสองออกจากกัน
ในเวลานี้หู่จือที่เริ่มรู้สึกหนาวก็ะโขึ้นอย่างหมดความอดทน เฉินเจียเหอกลัวว่าเขาจะเป็หวัด จึงรีบไปยังสวนหลังบ้านเพื่อขนมูลวัวมาเผาเตียงเตา
ั้แ่กลับมายังบ้านเกิด เขาก็ทำหน้าที่เผาเตียงเตาตลอด
แต่เขาก่อไฟแค่ในห้องหลัก และห้องหอของพวกเขานั้น
สองคืนแรกที่เขานอนห้องทิศตะวันออก ด้วยเพราะกลัวว่าตากับยายจะรู้ความจริง เขาจึงทนนอนบนเตียงเตาเย็นๆ
คืนนี้เฉินเจียซิ่งและภรรยาจะอาศัยหลับนอนในห้องทิศตะวันออก
ในฐานะพี่ชายคนโต มันเป็ไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะเผาเตียงเตาให้ครอบครัวน้องชาย
ผู้เฒ่าโจวเห็นว่าเฉินเจียเหอกำลังถือตะกร้าใส่มูลวัว เขาจึงพูดว่า “เจียซิ่งและเสี่ยวเหมยจะพักอยู่ที่นี่คืนนี้ เราต้องเผาเตียงเตาให้พวกเขาด้วย”
เฉินเจียเหอตอบรับ “คุณตา ไม่ต้องห่วงครับ ปล่อยให้เจียซิ่งทำเองเถอะ”
เฉินเจียซิ่งเอามือล้วงกระเป๋า แต่งตัวดีและค่อนข้างโดดเด่น เมื่อได้ยินสิ่งที่เฉินเจียเหอพูด เขาก็มองมือขาวสะอาดของตัวเองพลางขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่ ผมจะจับขี้วัวด้วยมือคู่นี้ได้ยังไง? มันสกปรกจะตายไป”
“งั้นก็นอนบนเตียงเตาเย็นๆ ไป”
เฉินเจียเหอพูดจบก็ก้าวเดินพร้ะกร้าเข้าไปในลาน
เฉินเจียซิ่งไม่้าเผาเตียงเตาด้วยตัวเอง แต่เขาก็ไม่มีความกล้าที่จะสั่งชายชรา
ประเด็นคือ หากเขากล้าออกคำสั่งกับคุณตา พี่ชายจะต้องทุบตีเขาจนตาย
เขาล้วงมือในกระเป๋ากางเกงและถามผู้เฒ่าโจวว่า “คุณตา บ้านเราไม่มีที่นอนไฟฟ้าเหรอ?”
ผู้เฒ่าโจวตอบ “ไม่มี เวลานอนมันไม่สบาย และยังไม่ปลอดภัยด้วย”
เฉินเจียซิ่งกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะเสิ่นเสี่ยวเหมยที่อยู่ในห้องตะวันออกสักพักใน่บ่ายบ่นว่าอากาศในชนบทหนาวเกินไป หากหล่อนต้องนอนบนเตียงเตาที่เย็นเยือก หล่อนจะต้องจับเขากินเป็แน่
ด้วยความสิ้นหวัง เฉินเจียซิ่งทำได้แค่เดินตามเฉินเจียเหอไปที่ลานหลังบ้านเพื่อขนมูลวัว
เขาเดินมาหาเฉินเจียเหอเพื่อสอบถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มและหลินเซี่ย และพยายามโน้มน้าวความคิดของอีกฝ่าย
เฉียเจียเหอหยิบพลั่วและตักมูลวัวใส่ลงตะกร้า ขณะที่เฉินเจียซิ่งเดินมายืนด้านข้างพร้อมถามว่า “พี่ใหญ่ ทำไมพี่ต้องแต่งงานกับหลินเซี่ยด้วย? พี่รู้จักกับหล่อนตอนที่เราอยู่ไห่เฉิงหรือเปล่า?”
เฉินเจียเหอไม่สนใจเขา และก้มหน้าไปทำงานต่อ
“ผมรู้นะ ถึงแม้พี่จะเริ่มแก่ตัว แต่เพื่อดูแลหู่จือตลอดหลายปี พี่ก็ไม่มีเวลาหรือแม้แต่พลังเหลือที่จะไปพบเจอเพศตรงข้าม คนที่แม่แนะนำให้ล้วนมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ดังนั้นพี่จึงหลงเสน่ห์หญิงสาวหน้าตาสะสวย เื่นี้เข้าใจได้ ผมเข้าใจพี่ดี”
คนอย่างเขาที่เริ่มออกเดทั้แ่วัยรุ่น จะไม่มีวันทำผิดพลาดแบบเดียวกับพี่ชายของเขา
เฉินเจียเหอยังคงเพิกเฉย กระนั้นเฉินเจียซิ่งก็ไม่ยอมแพ้โดยง่าย และพยายามกล่าวคำโน้มน้าวใจพี่ชายอย่างเต็มพี่ เพื่อให้อีกฝ่ายตระหนักถึงความจริง “พี่ใหญ่ ฟังคำแนะนำผมเถอะ หล่อนอาจจะดูดีก็จริง แต่พวกพี่สองคนเข้ากันไม่ได้หรอก นิสัยใจคอหล่อนแย่มาก ทั้งโง่เขลาเบาปัญญา แล้วยังปันใจให้กับชายอื่น นอกจากนี้หล่อนยังอายุน้อยกว่าพี่ถึงแปดปี ผมไม่คิดว่าชายแก่กับภรรยาสาวจะมีจุดจบที่ดีนัก เมื่อหล่อนถึงวัยรุ่งเรือง พี่ก็จะกลายเป็คนแก่ที่หล่อนไม่้า…”
เฉินเจียซิ่งพูดมากเท่าใด มันยิ่งฟังดูเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น...
“ฉันจะฟาดนายให้ตายด้วยพลั่วซะ” เฉินเจียเหอหมดความอดทน เขาหันกลับและกวาดพลั่วกระแทกบั้นท้ายของเฉินเจียซิ่งอย่างแรง
เฉินเจียซิ่งจับบั้นท้ายและกรีดร้องด้วยความเ็ป
ประเด็นคือ พลั่วนี้เพิ่งใช้ตักมูลวัว จึงทำให้มูลเลอะเปื้อนตัวเขา
เขาจ้องมองเฉินเจียเหออย่างโมโห พยายามปัดมูลวัวบนก้นออกด้วยความขยะแขยง
“ถ้าพี่จะตีก็ตีเฉย ๆ สิ ทำไมต้องให้มูลวัวมาเปื้อนผมด้วย? เดี๋ยวเสี่ยวเหมยได้กลิ่นเหม็นพวกนี้ หล่อนต้องตีผมซ้ำอีกแน่”
เขาคงเสียสติไปแล้วที่คิดว่าสามารถโน้มน้าวท่อนไม้นี้ได้
เฉินเจียเหอมองเขาด้วยสายตาเ็าและเตือนว่า “นายไม่จำเป็ต้องมากังวลเื่ของฉัน ดูแลเมียตัวเองไปเถอะ หล่อนไม่ใช่อาหญิงของหลินเซี่ยอีกแล้ว และไม่มีสิทธิ์มาสั่งการใด ๆ ถ้าครั้งต่อไปหล่อนยังพูดมากอีก อย่ามาร้องขอให้ฉันช่วยถ้าหลินเซี่ยเริ่มทุบตีหล่อน”
เฉินเจียเหอโยนพลั่วในมือลงและเดินออกจากสวนหลังบ้านพร้อมสะพายตะกร้ามูลวัวไว้ด้านหลัง
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่เดินจากไป เฉินเจียซิ่งก็เดือดดาลอย่างมากและจินตนาการว่ามูลวัวที่อยู่ใต้เท้าเป็พี่ชายหน้าเื จากนั้นก็กระทืบเท้าอย่างแรง
พวกเขาถ่อมาที่นี่เพื่อขัดขวาง แต่กลับถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว
หลินเซี่ยสัญญากับหู่จือว่าจะขยันทำงานมากขึ้น เดิมทีเธอคิดว่าจะเข้าครัวเพื่อช่วยคุณยายทำอาหารคืนนี้
แต่เมื่อมาถึงลานบ้าน เธอก็เห็นว่าโจวลี่หรงกำลังยุ่งอยู่ในครัว
ผู้เฒ่าโจวกลัวว่าหลินเซี่ยจะถูกโจวลี่หรงหาเื่ดุด่าเมื่อเข้าไปในครัว เขาจึงหาข้ออ้างและเรียกเธอเข้าไปในห้อง
เฉินเจียเหอคิดว่าหลินเซี่ยไม่อยากเผชิญหน้ากับแม่และครอบครัวน้องชาย โดยจะกินอาหารในห้องหอของพวกเขาแทน
ท้ายที่สุด เธอใช้เวลาสองวันแรกบนเตียงเตาเพื่อให้เคยชินกับอาหารการกิน
แต่วันนี้ หลินเซี่ยกลับเดินไปยังห้องหลักด้วยความมั่นใจ
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังพาหู่จือมาด้วย
ด้วยจำนวนคนที่มากขึ้น แม่เฒ่าโจวจึงถือโอกาสเตรียมอาหารมื้อใหญ่ โดยปรุงอาหารหลายจานพร้อมหุงข้าวหม้อโต
“เจียเหอและเซี่ยเซี่ยซื้อวัตถุดิบพวกนี้มาตอนที่จัดงานแต่งงาน มันเหลือไม่มากแล้ว วันนี้เลยจะเอามันปรุงอาหารทั้งหมด อีกไม่กี่วันค่อยให้เจียเหอซื้อของเข้าบ้าน ปีใหม่ปีนี้คนอยู่เยอะ เลยต้องซื้อเนื้อเพิ่ม”
เมื่อได้ยินแม่เฒ่าพูดถึงหลินเซี่ยอีกครั้ง ใบหน้าโจวลี่หรงก็บิดเบี้ยวดูน่าเกลียด มองวัตถุดิบมากมายบนโต๊ะ และไม่มีอารมณ์จะทำอาหารต่อ
แม่เฒ่าโจวจึงตีโจวลี่หรงเบา ๆ และเตือนว่า “ระหว่างมื้ออาหาร แกไม่ควรพูดถึงเซี่ยเซี่ยอีก ท้ายที่สุดเจียเหอก็แต่งงานกับหล่อนแล้ว แกจะมารบกวนพวกเขาอีกทำไม? แม่รู้เื่ทั้งหมดแล้ว เป็เพราะเซี่ยเซี่ยเคยเป็หลานสาวของเสี่ยวเหมย แต่ตอนนี้กลับเป็พี่สะใภ้ของหล่อนใช่ไหม?”
“เซี่ยเซี่ยถูกส่งกลับมายังชนบท หลานสาวของเสี่ยวเหมยคือเสิ่นอวี้อิ๋งไม่ใช่เซี่ยเซี่ย ทำไมคนในเมืองถึงทำตัวไร้เหตุผลนัก? เพียงเพราะเด็กคนนั้นถูกส่งกลับมาจากเมือง นั่นหมายความว่าหล่อนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในชนบทเหรอ? ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยให้หล่อนกลับเข้าเมืองอีกครั้ง?”
โจวลี่หรงขัดจังหวะและโต้กลับทันที “แม่ ไม่รู้แหละ ยังไงหล่อนก็ไม่คู่ควรกับเจียเหอของเรา”
“จะคู่ควรหรือไม่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแก สิ่งสำคัญที่สุดคือเจียเหอชอบหล่อน ย้อนถึงสมัยที่แกหาคู่ ไม่ใช่เพราะแกเองหรือที่ดื้อรั้นและยืนกรานจะหาคนที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่า? เป็ผลให้เราถูกคนในหมู่บ้านวิพากษ์วิจารณ์เช่นนั้น แล้วเราจะพูดอะไรได้?”
เมื่อกล่าวถึงพ่อของเฉินเจียเหอ โจวลี่หรงถึงกับเถียงไม่ออก และทำได้เพียงนิ่งเงียบ
ในระหว่างรับประทานอาหารเย็น แม้โจวลี่หรงจะแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดที่ทำให้หลินเซี่ยลำบากใจ แล้วนับประสาอะไรกับการหยิบยกหัวข้อการหย่าร้างของพวกเขา
เมื่อเห็นสิ่งนี้ เสิ่นเสี่ยวเหมยก็เริ่มวิตกกังวล
ทว่าแม่สามีกลับนิ่งเงียบตลอดเวลา ส่วนผู้เฒ่าทั้งสองพูดคุยและหัวเราะอยู่กับหู่จือ หล่อนจึงไม่มีโอกาสที่จะพยายามแยกพวกเขาออกจากกัน
ระหว่างมื้ออาหาร เสิ่นเสี่ยวเหมยแทบไม่มีความอยากอาหารเลย
เมื่อคิดว่าในภายภาคหน้าหลินเซี่ยจะต้องเป็พี่สะใภ้ของหล่อนจริง ๆ ก็พลันรู้สึกแค้นเคืองในใจ
แต่หล่อนกลับไม่สามารถอธิบายให้ลูกพี่ลูกน้องฟังได้
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หลินเซี่ย้าเข้าไปล้างจาน ทว่าโจวลี่หรงเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยสีหน้าเ็าและคว้าชามในมือของเธอไป
แม้แม่เฒ่าโจวจะประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของหลินเซี่ย แต่ก็พอเข้าใจกับพฤติกรรมเมื่อสองวันก่อนของหลินเซี่ยได้
หลังจากกลับมาชนบทอย่างกะทันหัน ช่องว่างทางจิตใจจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตอนนี้เธอคงเริ่มเคยชินบ้างแล้ว
หญิงชราพูดกับหลินเซี่ยด้วยรอยยิ้ม “เซี่ยเซี่ย ข้างนอกอากาศหนาว ไปนั่งอุ่นร่างกายบนเตียงเตาเถอะ ปล่อยให้แม่สามีของหลานล้างหม้อไป”
“คุณยาย ให้ฉันล้างเถอะค่ะ”
หลินเซี่ยยืนกรานที่จะช่วยล้างหม้อก่อนกลับเข้าห้อง
นับั้แ่เฉินเจียเหอแต่งงาน หู่จือซึ่งปกติจะนอนกับปู่ทวดและย่าทวด จู่ ๆ ก็เข้ามากอดต้นขาของเฉินเจียเหอ “พ่อครับ ผมอยากนอนกับพ่อ”
แม่เฒ่าโจวเห็นดังนี้จึงรีบดึงหู่จือ “หู่จือ นอนกับย่าทวดสิ เหลนก็เห็นว่าย่ากลับมาแล้ว เรานอนด้วยกันวันนี้เถอะ ให้ย่าเล่าเื่ให้ฟังก่อนนอน”
หลานชายของนางเพิ่งแต่งงานได้สองวัน ถ้าเด็กคนนี้นอนกับเฉินเจียเหอ มันจะไม่เป็การรบกวนคู่สามีภรรยาหรือ?
แม่เฒ่าโจวไม่รู้ว่าเฉินเจียเหอนอนอยู่บนเตียงเตาเย็นเยียบในห้องตะวันออกมาสองคืนแล้ว
หญิงชราวางแผนที่จะให้หลินเซี่ยมีน้องชายให้กับหู่จือโดยเร็วที่สุด
เมื่อหู่จือได้ยินคุณย่าทวดพูดถึงคุณย่าของเขา เขาก็กอดต้นขาเฉินเจียเหอแน่นยิ่งขึ้น “ไม่เอา ผมจะนอนกับพ่อ”
เฉินเจียเหอเป็กังวลเื่การนอนคืนนี้อยู่แล้ว แต่เด็กเหลือขอนี่กลับยังทำตัวดื้อรั้นจะนอนด้วย เขารู้สึกปวดหัวจนต้องนวดขมับ
เมื่อเผชิญหน้ากับการวิงวอนของลูกชาย เฉินเจียเหอก็ตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “พ่อตัดสินใจเื่นี้ไม่ได้หรอก ลูกควรไปถามน้าหลิน”
“ฮึ”
หู่จือพ่นลมออกจากจมูกด้วยความไม่พอใจ
เขาทำได้เพียงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากหลินเซี่ย
ถึงอย่างไร “แม่มดเฒ่า” ก็ดูร้ายพอ ๆ กับ “แม่เลี้ยงใจร้าย” ถ้าเขาต้องเลือก ก็คงเลือกแม่เลี้ยงใจร้าย
อย่างน้อยผ้าปูที่นอนและผ้านวมในห้องของเธอก็เป็ของใหม่ และไม่มีกลิ่นถุงเท้าเหม็นอับของคุณปู่ทวดด้วย
เมื่อหู่จือวิ่งไปที่ห้องทิศตะวันตก เขาก็เห็นหลินเซี่ยเดินวนรอบห้องด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
พี่แกก็คลั่งรักเมียเหมือนแกนั่นแหละเจียซิ่ง อย่าโน้มน้าวเขาให้ยากเลย
โดนเข้ากับตัวเองนี่ช็อตไปเลยใช่ไหมคะคุณแม๊ พูดว่าเซี่ยเซี่ยแบบไม่ดูตัวเองก็งี้แหละ
คืนนี้จะได้นอนเตียงอุ่นกันไหมนั่น
ไหหม่า(海馬)