ตอนที่29 เข้าใกล้ความตาย
ป่าหมอกเทาที่ไผ่พาแพตตี้เข้าไปนั้นไม่ใช่พื้นธรรมดาสามัญแต่อย่างใดแต่มันคือป่าที่ได้ฉายามรณะเมื่อได้เยื้องย่างเข้าไปในนั้นย่อมมีแต่ความตายที่จะต้องพบพาน
หมอกสีเทาบดบังวิสัยทัศน์ไม่ให้มองเห็นสภาพแวดล้อมข้างในได้ชัดเมื่อผู้ใดย่างกรายเข้าไปก็คล้ายกับคนตาบอดหรือตาพร่ามัวหาทิศทางไม่เจอก็ต้องคลำหาทางกันอย่างไร้จุดหมายไร้ทิศทางเสมือนสูญเสียประสาทสัมผัสทางการมองเห็นไปโดยแท้จริงแล้วความน่ากลัวของสถานที่นี้ไม่ได้มีเพียงหมอกเท่านั้นต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายต่างก็เต็มไปด้วยพิษที่สามารถสังหารสัตว์ระดับต่ำให้ตายได้เพียงแค่การสัมผัสมันเถาวัลย์สีดำทั้งหลายที่ล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ทั้งยังมีการห้อยย้อยลงมามองดูเหมือนกับเถาต้นไทรแต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้คืองูพิษ มันรอเหยื่อผู้โชคร้ายให้มาจับมาคลำหรือสัมผัสตัวมัน จากนั้นก็จะปล่อยพิษทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตชั่วคราวแล้วสังหารอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
พื้นที่ในระยะ 50 กิโลเมตรต่างถูกบดบังไปด้วยม่านหมอกและสิ่งอันตรายระดับต่ำเหล่านี้แต่เมื่อผ่านม่านหมอกสีเทาทั้งหลายนี้ก็จะย่างเข้าสู่ขอบเขตป่าแดนมรณะที่แท้จริงซึ่งทวีคูณความน่ากลัวกว่าเขตนอกหลายสิบเท่า
ในป่าแดนที่แท้จริงนั้นมีแต่เพียงกลางคืนป่าดงที่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถลอดผ่านเข้ามาได้เพราะติดม่านอาณาเขตของสัตว์ระดับสูงโบราณกาลมันเป็นป่าแดนที่มีแต่อันตรายทุกหนแห่งตลอด 24ชั่วโมงที่แม้แต่ผู้กล้ายกโขยงมาในครั้งอดีตกาลนับร้อยต่างก็เอาชีวิตมาทิ้งในนี้ทั้งสิ้นเหลือรอดแค่เพียงไม่กี่คนพอที่จะนำเรื่องราวไปเล่าขานให้กลายเป็นตำนานอันน่ากลัวต่อไป
แม้ป่าจะมืดมนไร้แสงพื้นดินข้างบนเป็นสีดำมืดแต่ข้างล่างลึกลงไปไม่กี่สิบเมตรกลับเปี่ยมไปด้วยทองคำและอัญมณีอันล้ำค่าชิ้นส่วนของมอนสเตอร์ระดับสูงที่ตกตายถูกฝังไว้จนกลายเป็นมหาสมบัติรอผู้คนค้นพบ
ลึกเข้าไปอีกก็ยังคงมีความลับที่ยังไม่มีผู้ใดเล่าขานและกล่าวถึงความลับที่เป็นยิ่งกว่าตำนาน
..............................................
ป่าหมอกเทาเขตนอกนั้นเริ่มแรกตัวหมอกจะบางเบาพอให้มองเห็นทางได้ในระยะเมตรสองเมตรแต่พอเข้าไปลึกเรื่อยๆ นั้นหมอกจะหนาแน่นขึ้นจนไม่สามารถรับรู้สภาพภายนอกได้นอกจากจะมีประสาทสัมผัสที่เกินมนุษย์และคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยในด้านการมองเห็นก็ยากที่จะรับรู้ทิศทาง
รอบนอกในระยะ 20 กิโลเมตรแรกนั้นไม่ค่อยมีอันตรายมากนักส่วนใหญ่จะเป็นเพียงหมอกและต้นไม้ใบหญ้าบางส่วนเท่านั้น ส่วนมอนสเตอร์มีระดับดาวสองดาวปะปนกันไปการเดินทางผ่านชั้นแรกนี้ไปจึงค่อนข้างจะเป็นเรื่องง่ายดายเพราะว่าหมอกช่วงนี้นั้นบางเบาพอที่จะมองเห็นทางได้เล็กน้อยแต่เมื่อเลยระยะนี้ไปแล้วก็จะเจอกับหมอกที่บดบังวิสัยทัศน์เต็มรูปแบบทั้งนี้ยังมีงูพิษที่มีลำตัวสีดำหญ้าพิษชนิดต่างๆ ส่วนมอนสเตอร์จะอยู่ในระดับสองดาวขึ้นไปและเริ่มมีจำนวนเยอะกว่าระยะแรกๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่เดินทางมาถึงตรงนี้แล้วต่อให้มีกำลังพลมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะก้าวถอยออกจากป่าหมอกนี้ได้เสมือนกับถูกกรงที่มองไม่เห็นกักกันเต็มรูปแบบ ยิ่งจำนวนผู้คนมีมากความหลอนก็จะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเพื่อนร่วมทางจะค่อยๆดังขึ้นเป็นระยะระยะโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นไม่รู้แม้กระทั่งจำนวนของพรรคพวกที่ค่อยๆ หายไปและท้ายที่สุดก็จะมีแต่เพียงความตายเท่านั้นที่จะต้องประสบฉายามรณะจึงเหมาะสมกับสถานที่แห่งนี้
.........................................
ไผ่พาแพตตี้เข้ามา 20 กิโลเมตรโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย สาเหตุที่ก้าวพริบตามาแบบนี้เพราะหมอกเขตนอกนั้นไม่ได้มีอะไรที่น่าตื่นเต้นทำให้เสียเวลาในการเดินทางตรงที่ไผ่ยืนอยู่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่อาณาเขตหมอก
แม้ไผ่จะมีเทคนิคในการก้าวที่ไปไหนไกลๆได้ แต่สำหรับที่นี่ไผ่ไม่สามารถเข้าไปมากกว่านี้ได้อีกแล้วมันมีอาณาเขตของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สามารถต้านอำนาจได้จึงต้องเลือกใช้วิธีเดินเท้าอย่างที่เห็น
มือหนึ่งจับมือกับแพตตี้อีกมือหนึ่งร่ายเวทด้วยความรวดเร็วเรียกบอลเวทสีดำออกมาคุมเชิงอยู่ห่างๆนับร้อยลูกเพื่อเพิ่มอัตราความปลอดภัยให้มีมากขึ้น
แพตตี้ตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เพราะถูกหมอกบดบังวิสัยทัศน์เธอจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างอีกทั้งตอนนี้ยังรู้สึกว่าตัวเธอเองนั้นเปรียบเสมือนคนตาบอดที่ต้องหวังพึ่งคนอื่นแต่เพียงเท่านั้น
เสียงพูดของไผ่ดังขึ้นเป็นระยะระยะพลันสองเท้าเธอต้องวิ่งตลอดเวลาไม่มีวันหยุดพัก ยิ่งนานก็ยิ่งเหนื่อยหอบแต่ก็ต้องวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหย่อน
วิสัยทัศน์ของป่าที่ไผ่มองเห็นตอนนี้มันอันตรายเกินกว่ามนุษย์จะอยู่ได้เหล่าโครงกระดูกและศาสตราวุธเก่าเขรอะมากมายก่ายกองอยู่กับพื้นอาวุธที่ทำจากเหล็กกล้าล้วนถูกสนิมเกาะกุมและผุพังไปตามกาลเวลาซากศพของเหล่าผู้คนจำนวนมากต่างต้องตายตกกันที่นี่ศพนับหมื่นนับแสนกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ที่พวกเขาวิ่งไว้แม้จะเจออาวุธที่มีระดับหน่อย แต่ไผ่ก็หาได้มีเวลาหยุดเก็บมันไม่
รอบด้านนั้นมีแต่การลอบโจมตีของเหล่างูพิษและพืชพิษที่มีชีวิต เสียงตะโกนซ้าย ขวา กระโดด หมอบ และวิ่งบ้างกระโดดเยื้องซ้ายบ้างขวาบ้างอย่างหลากหลายจนตอนนี้แพตตี้ทุ่มเทสมาธิเพียงแค่ฟังแต่เพียงเสียงของไผ่เท่านั้น
แม้ว่าเธอจะมองไม่เห็น แต่ความรู้สึกอันตรายที่เหมือนกับมีอะไรมาจู่โจมตลอดทางนั้นแฝงไปด้วยไอสังหารและมันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถรับรู้ได้ในขณะวิ่งไม่หยุดหย่อน
เธอสามารถรับรู้อันตรายที่เข้ามาในระยะ 2 เมตรห่างจากตัวเธอแล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นไผ่ก็เห็นมอนสเตอร์ที่มีลักษณะเหมือนแพะแต่ตัวใหญ่กว่านับสิบเท่ายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้ามันรวบรวมแสงสีแดงในปากมันแล้วเตรียมที่จะพ่นออกมาเพื่อสังหารเหยื่อตรงหน้า
แต่ว่าบอลเวทสีดำของไผ่นั้นรวดเร็วกว่าแค่เพียงลูกเล็กๆ เท่ากำปั้นลูกเดียวจากนับร้อย มันพุ่งไปยังแพะตัวเขื่องนั้นทันทีเสียงโผล๊ะดังขึ้นพร้อมกับรูโบ๋ที่เกิดกลางหัวของมันนั้นรวดเร็วปานสายฟ้าร่างอันใหญ่โตของมอนแพะค่อยๆ ล้มลงไปตามแรงโน้มถ่วง และตายตกไปในที่สุด
ชูเปอร์แพะที่พึ่งตายนี้มันมีอายุ 100 กว่าปี ระดับของมันอยู่ที่ 4 ดาวเลเวล 60 กว่า สำหรับกองทัพ การจะจัดการมันต้องใช้นักรบระดับ 2 ดาวมากกว่า 100 คนเพื่อสลับการโจมตีให้มันตายตกทั้งยังใช้เวลาที่ยาวนานเพราะแพะมันอึด
แต่สำหรับไผ่กลับใช้เวลาแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นการวิ่งก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เป้าหมายคือการผ่านเขตม่านหมอกไปให้ได้ส่วนมอนสเตอร์ที่โผล่ออกมาจำนวนหลายร้อยตัวนั้น ส่วนใหญ่ถูกหลบเลี่ยงไม่ปะทะจะมีก็แต่บางตัวที่คิดว่าเป็นอันตรายต่อแพตตี้เท่านั้นที่ไผ่จะสังหาร
เหล่าต้นไม้สีดำยิ่งมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเมื่อเข้าในป่าเขตลึกเหล่ามอนสเตอร์ก็แข็งแกร่งขึ้น และมีตัวที่แปลกประหลาดมากมายแต่ไผ่ก็สามารถพาแพตตี้ผ่านเข้าไปได้ มีทั้งยากและไม่ยาก
และในที่สุดก็เจอกับทางสิ้นสุดแห่งหมอกเทาแต่ก่อนที่จะได้ออกไปจากอาณาเขตหมอกนั้นพลันก็มีเสียงคำรามกึกก้องดังสนั่นมอนสเตอร์ตัวใหญ่ปานภูเขาสองตัวโผล่ออกมาขวางอย่างรวดเร็วพลังกดดันมหาศาลจนทำให้แพตตี้ถึงกับกระอักเลือด
โฮวก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
…………………………………