ไวโอลินยังคงแน่นิ่งราวกับิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้วจริง ๆ ใบหน้าคมคายเริ่มแสดงออกถึงความรู้สึกหงุดหงิดแล้วโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน
“เลิกอาลัยอาวรณ์มันได้แล้ว ตอนนี้เธอเป็ผู้หญิงของฉัน จำเอาไว้ด้วยว่าเธอคือ ผู้หญิงของฉัน!”
คำพูดของพันเจีย เป็เสมือนเสียงเรียกให้สติเธอกลับคืนมา ไวโอลินผลักร่างของเขาให้ออกห่างไปไกล ๆ แต่ตัวเองกลับเซล้มลงไปที่พื้นซะเอง
“โอ๊ะ!!” ไวโอลินล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นจนเรือนร่างของเธอเปียกโชกไปด้วยคราบน้ำฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“เลิกบ้าได้แล้ว กับอิแค่ผู้ชายคนเดียว มันทำให้เธอขาดสติได้ขนาดนี้เลยหรือไง อย่าบ้าไปหน่อยเลยน่า” พันเจียต่อว่าต่อขาน พร้อมกับฉุดเรียวแขนเล็กของเธอให้ลุกขึ้นไปกับเขา
“มานี่เลย!” พันเจียกึ่งลากกึ่งจูงเรียวแขนของเธอให้ไปที่อาคารพักรับรองของนักแข่ง แต่ไวโอลินไม่ยินยอม เธอสะบัดแขนทิ้งแล้ววิ่งหนี
“อย่ามายุ่งกับฉัน!” ไวโอลินรีบวิ่ง แต่เขากลับตามไปคว้าตัวของเธอเอาไว้ได้ทัน
“จะไปไหน!!” พันเจียกระชากแขนของเธอให้หันกลับมามองหน้าของเขาตรง ๆ
“ปล่อยฉันนะไอ้บ้า! เพราะนาย...ฮอร์นถึงทิ้งฉันไป เพราะเดิมพันบ้า ๆ ของพวกนาย ฮอร์นถึงทำกับฉันแบบนี้ นายมันเลวที่สุด ฉันเกลียดนาย! ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดนาย” ไวโอลินได้แต่ต่อว่าเขาต่าง ๆ นานา แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น เพราะแรงฉุดของเขาทำให้เธอต้องย้ายมาอยู่ที่ใต้อาคารกับเขาโดยไม่มีข้อแม้ใดใดทิ้งสิ้น
“พูดพอหรือยัง! ถ้าพูดพอแล้วก็เลิกคร่ำครวญถึงมันซะที เพราะต่อไปนี้เธอคือผู้หญิงของฉัน อย่าเผลอพูดชื่อแฟนเก่าของเธอต่อหน้าฉันอีก ถ้าเธอไม่อยากเจ็บตัว!” พันเจียออกคำสั่งกับเธอแบบคาดโทษด้วยน้ำเสียงเย็นะเืแล้วปรายตามองดูเธออย่างสมเพช
ไวโอลินก้มหน้าอย่างเศร้าสลด เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็ของเล่นของผู้ชายพวกนี้ พันเจียทอดถอนใจแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หลังจากที่ไวโอลินทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตรงหน้าของเขา
“มันเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง มันเกิดขึ้นได้ยังไง” ไวโอลินพูดออกมาเบา ๆ แล้วปาดน้ำตาที่ไหลริน สายตาคมเหลียวมองดูเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะลุกขึ้นไปหยิบผ้าขนหนูมาคลี่แล้วส่งมันให้กับมือของเธอ
“เช็ดหัวซะ! ฉันจะได้พาเธอกลับไปส่งบ้าน” พันเจียบอกก่อนที่สองขาของเขาจะพาตัวเองกลับมานั่งที่เดิม
ไวโอลินเหม่อลอยโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมาบ้าง เขาเสยผมขึ้นเล็กน้อยแล้วใช้ผ้าขนหนูอีกผืนเช็ดผมของตัวเองจนแห้ง ก่อนจะเดินเข้าไปคว้าผ้ามาจากมือของเธอแล้วจัดแจงเช็ดให้อย่างเบามือ แม้ว่าพันเจียจะดูแข็งกระด้าง แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างเขาจะลงมือเช็ดผมให้เธอด้วยตัวเอง เขาดีขนาดนั้นเลยเหรอ คงเป็คำถามที่คาใจเธออยู่ ไวโอลินนั่งนิ่ง เพราะเธอไม่มีแรงพอที่จะทำอะไรได้อีก
“เลิกนึกถึงมันได้แล้ว คนแบบนั้นไม่คู่ควรกับเธอหรอก มันก็แค่ผู้ชายห่วย ๆ คนนึง อย่าไปให้ค่ามันเลย” คำพูดเรียบ ๆ ทำให้ไวโอลินที่ได้ยินมีสติขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเื่
“อย่าพูดถึงฮอร์นแบบนั้นนะ ถ้าเขาห่วย! ตัวนายเองก็ห่วยยิ่งกว่า เพราะว่านายยื่นข้อเสนอบ้า ๆ นี้ให้เขา คนอย่างนายมันก็แค่กากเดนของมนุษย์เท่านั้นแหละ!” สาบานได้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่ไวโอลินสบถคำด่าทอออกมาอย่างผิดธรรมชาติ เธอลุกพรวดขึ้นก่อนจะดันที่หน้าอกของเขาให้ออกห่าง แต่พลังอันน้อยนิดทำให้เขาขยับห่างออกไปเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น
“ถอยไปนะไอ้คนเฮงซวย!” ไวโอลินปรี๊ดใส่
“หยุดโลกสวยได้แล้ว เธอคิดว่ามันเป็เทพบุตรนักหรือไง!” ร่างสูงพูดเสียงเย้ยหยัน
“ใช่! ฮอร์นเขาเป็สุภาพบุรษ เขาดีกับฉัน ไม่เหมือนอย่างนาย”
ไวโอลินตะเบ็งเสียงใส่ มือหนาของเขากระชากไปที่เรียวแขนของเธอแล้วออกแรงบีบจนเกิดเป็รอยแดง ในขณะที่แขนของเขาเองก็เกร็งจนมีเส้นเืปูดขึ้นมาเช่นกัน
“แล้วไหนล่ะคนดีของเธอ มันหายหัวไปไหนซะแล้วล่ะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิดหรอก อย่ามั่นใจไปหน่อยเลย” แววตาคมจ้องมองเธออย่างเกรี้ยวกราด แต่ไวโอลินกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
“เอามือออกไปให้พ้น! ฉันขยะแขยงคนอย่างนาย”
ไวโอลินสะบัดแขนทิ้งแล้วเบี่ยงตัวเองให้หลุดออกมาจากตรงนั้น พันเจียหันขวับแล้วหมุนตัวดึงเธอให้กลับเข้ามาหาเขา
“เอามือออกไป อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” ไวโอลินคว้าหมวกกันน็อคที่ถูกวางอยู่บริเวณนั้นได้ ซึ่งน่าจะเป็ของเขา ฟาน ไฮน์ หรือไม่ก็สตีฟ เข้ามาถือไว้
“เอาสิ! ถ้าคิดจะใช้มันเป็อาวุธก็ทำเลย จะมัวรออะไรอยู่ล่ะ” พันเจียข่มขู่แล้วกระชากร่างบอบบางของเธอให้ขยับเข้ามาชิดติดกับรูปร่างสูงใหญ่ของเขา
“อย่าท้านะ!” ไวโอลินเงื้อมือข้างที่กำหมวกกันน็อคเอาไว้แน่นขึ้นมาขณะที่พูดโดยพยายามบังคับไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นไหว เพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่เริ่มเกาะกุมอยู่ภายในใจ
“เอาซิ! ถ้าฉันไม่ตาย เธอนั่นแหละที่จะตายก่อน!” คำพูดดุดันของเขา ทำให้ไวโอลินถึงกับชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าคนอย่างเขาจะบ้าบิ่นได้มากแค่ไหน ขนาดฮอร์นที่ดีแสนดีกับเธอ ยังเปลี่ยนไปเป็คนละคนมาแล้ว ใน่ระยะเวลาแค่สั้น ๆ ฉะนั้น...มันยากเหลือเกินที่เธอจะคาดเดาความคิดและจิตใต้สำนึกของผู้ชายที่เธอพึ่งจะเคยเจอเพียงไม่กี่ครั้งได้

“เอาเลย! ชักช้าอยู่ทำไมล่ะ ลงมือเลยสิ!” เขายั่วยุ ไวโอลินมือไม้สั่นระริกด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างสุดขีด จนเธอหมดความอดทน แล้วกรี๊ดเสียงดังลั่นออกมาอย่างเหลืออด จนฟาน ไฮน์ และสตีฟที่แอบสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก วิ่งเข้ามาดู
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม” ฟานเป็คนถามคำถามนั้น ขณะที่คนอื่น ๆ ได้แต่จ้องมองภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“พวกแกช่วยเป็พยานหน่อยนะ ว่าถ้าผู้หญิงคนนี้เอาหมวกนี่ฟาดหัวฉัน แล้วถ้าเกิดฉันเกิดไม่ตาย ใครกันแน่ที่จะไม่รอด!” พันเจียปรายตามองไวโอลินอย่างเดือดดาล ขณะที่เขาหันไปพูดกับเพื่อนสมาชิกทั้งสามคน
“ไม่ ๆ ๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะ เธออย่าเสี่ยงกับหมอนี่เลย เชื่อฉัน!” ฟานเดินเข้ามาคว้าหมวกกันน็อคใบสวยที่ดูเหมือนว่าจะเป็ของตัวเองออกไปจากมือของเธอ ซึ่งไม่รู้ว่าเขากลัวไวโอลินจะโดนพันเจียเล่นงาน หรือ เพราะเขาห่วงหมวกกันน็อคของตัวเองเสียหายอยู่กันแน่
“แล้วสรุปมีอะไรให้เราช่วยไหม” ไฮน์ถามเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ได้ดูแย่อย่างที่คิด
“ไม่มี! ฉันกำลังจะกลับแล้ว” พันเจียพูดก่อนจะดึงแขนของไวโอลินให้ไปด้วย เธอยื้อยุด แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงของเขาไว้ได้
“อย่าเื่มากไปหน่อยเลย ถึงยังไงเธอก็ต้องกลับกันฉันอยู่ดี เปียกเป็ลูกหมาซะขนาดเนี่ย จะรอให้หนาวตายก่อนหรือยังไง” พันเจียพูดพลางปรายตามองหน้าไวโอลินเพียงเสี้ยวหน้าเดียวอย่างสมเพชแล้วลากแขนของเธอให้ออกไปที่รถของเขา
รถสปอร์ตสีขาวแบบเดียวกับของฮอร์น ดูสวยโฉบเฉี่ยว และเท่ สมกับเป็รถซูเปอร์คาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง เหมาะสำหรับผู้ชายผิวพรรณดีที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรอย่างเขาเสียเหลือเกิน แต่ไวโอลินกลับมองไม่เห็นความเป็สุภาพบุรุษ หรือ อะไรที่ดูโดดเด่นอยู่ในตัวของผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อยนิด นาทีนี้มีเพียงแค่ความรู้สึกรังเกียจอย่างเดียวที่เกิดขึ้นมากมายในใจของเธอก็เท่านั้น
“ขึ้นไป…ฉันบอกให้ขึ้นไป” ไม่พูดเปล่า เขาดันร่างของเธอยัดใส่ไปในรถ แม้ว่าเธอจะแข็งขืนยังไงก็ตาม
“นี่นาย…จะบังคับฉันมากเกินไปแล้วนะ” ไวโอลินหันมามองค้อน
“หรือว่า้าอิสระแบบที่เ้านั่นมันให้เธอล่ะ อิสระที่ตัดขาดจากกัน” พันเจียพูดออกมาเรียบ ๆ ไวโอลินเบือนหน้าหนีหลังจากที่เข้าไปนั่งอยู่ในรถ
“ไม่แน่นะว่า เธออาจจะได้เป็อิสระจากฉันไวขึ้นก็ได้ ถ้าเรา (เว้นวรรค) ผูกพันกันด้วยอย่างอื่นแล้ว” พันเจียเน้นคำพูดของตัวเองที่ฟังดูสองแง่สองง่าม
“นายหมายความว่ายังไง” ไวโอลินหันมาถาม เขาไม่ตอบแต่กลับมองต่ำลงมาที่หัวเข่าไล่ขึ้นไปหยุดอยู่บริเวณหน้าอกที่มองเห็นเป็ร่องลึกเข้าไปด้านใน ด้วยสายตาที่ดูเสียมารยาทอย่างน่ารังเกียจที่สุด เท่าที่เธอเคยเจอ ไวโอลินขยับขาเข้าหากันแล้วดึงชายกระโปรงลงมาปิดที่ต้นขา ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นมาทาบไว้ที่อก แล้วหันหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง
‘ใบหน้าคมกระตุกยิ้มออกมาอย่างคนเ้าเล่ห์ ที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมจัดอยู่แพรวพราว เพียงแต่แค่เขาจะหยิบมันออกมาใช้หรือไม่ก็เท่านั้น’