ณ บ้านของซูเยี่ยน ในคืนก่อนวันแต่งงาน
ท่านป้าประคองเหวยเหนียงให้นั่งรอซูเยี่ยนที่โต๊ะหน้าบ้านตามคำขอร้องของเหวยเหนียง
“เจ้าแน่ใจนะ ว่าจะนั่งตรงนี้ข้าต้องเข้าครัวทำอาหาร ไม่อาจอยู่เฝ้าเจ้าได้ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็ให้เจ้าร้องเสียงดังๆ ก็แล้วกัน” ท่านป้าเห็นว่าเหวยเหนียงดึงดันจะนั่งรอซูเยี่ยนอยู่หน้าบ้าน
“เจ้าค่ะท่านป้า” เหวยเหนียงกล่าว
ซูหลางแอบเป็นห่วงว่าที่ลูกสะใภ้แต่นางคิดว่าอีกไม่นานลูกชายก็คงจะกลับมาแล้ว นางก็เลยยอมทิ้งลูกสะใภ้ไว้หน้าบ้านส่วนตนเองก็เข้าครัวทำอาหาร
ผ่านไปครึ่งชั่วยามก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่บ้านของซูเยี่ยน
“ท่านเป็นใครอย่างนั้นหรือเสียงน้ำหนักเท้าไม่ใช่ซูเยี่ยนแน่ๆ ” เหวยเหนียงมั่นใจ
“แม่นางเหวยเหนียง! ข้าคือ เฟียงตง เป็นลูกน้องของท่านหยางสือวันนี้ข้ามาเป็นตัวแทนแสดงความยินดีในงานแต่งงานของซูเยี่ยนกับเจ้าพวกข้าไม่อาจมาร่วมงานแต่งของพวกเจ้าได้ เพราะอาจเป็นที่จับตามอง ต้องขออภัยจริงๆ” เฟียงตงกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอกท่าน ข้าและซูเยี่ยนเข้าใจ”เหวยเหนียงกล่าว
“แล้วซูเยี่ยนล่ะ” เฟียงตงเห็นฮูหยินนั่งรอที่โต๊ะหน้าบ้านเพียงลำพัง
“ข้าอยู่นี่” ซูเยี่ยนกลับมาถึงบ้านพอดี
“โห! ท่านถึงขั้นถอดเสื้อเลยงั้นหรือว่าแต่กล้ามเจ้าเป็นมัดๆ เลยนะ เหวยเหนียงนี่เลือกคนไม่ผิดจริงๆ ” เฟียงตงแกล้งแซวฝ่ายชายต่อหน้าเหวยเหนียง
“เอ่อ ท่านพูดอะไรน่ะ” เหวยเหนียงกลับจินตนาการตามคำพูดของเฟียงตงจึงทำให้นางเขิน
“ข้าล้อเล่นไม่ใช่ว่าเจ้าจินตนาการตามอยู่ล่ะ” เฟียงตงกล่าวยิ้มๆ
“เปล่าเสียหน่อย” เหวยเหนียงรีบแก้ตัวพัลวัน
“555 ว่าที่ฮูหยินของเจ้าหน้าแดงเชียว”เฟียงตงแอบขำ
“เลิกล้อข้าเล่นเถิดท่าน”แล้วเหวยเหนียงก็กล่าวกับว่าที่สามีว่า “เขาบอกว่าเขาชื่อเฟียงตง เป็นคนของท่านหยางสือเขามาเป็นตัวแทนแสดงความยินดีในงานแต่งของพวกเราน่ะ ซูเยี่ยน”
“แล้วพวกท่านจะไม่มาร่วมงานอย่างนั้นหรือ”ซูเยี่ยนสงสัย
“พวกข้าไม่อาจเผยตัวในงานเลี้ยงรื่นเริงที่มีผู้คนอยู่เยอะแยะได้”เฟียงตงและพรรคพวกต้องระวังตัว
“ข้าเข้าใจฝากขอบคุณท่านหยางสือและพรรคพวกด้วยก็แล้วกัน” ซูเยี่ยนกล่าว
“วันพรุ่งนี้ซูหลินจะมาช่วยงานแต่งงานของพวกเจ้าตั้งแต่เช้าแต่พอถึงตอนเย็นก็ต้องรีบกลับ คงไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงตอนกลางคืนหรอกนะ” เฟียงตงกล่าว
“ท่านหยางสือคงเป็นห่วงนางมากสินะ”ซูเยี่ยนเข้าใจน้องเขย
“ใช่แล้วล่ะเขาไม่อยากให้ฮูหยินกลับกลางค่ำกลางคืน” เฟียงตงกล่าว
“ช่วงนี้ข้ารับงานแบกหามไว้เยอะแยะเลยไม่มีเวลาร่วมประชุมกับพวกท่าน ต้องขออภัยจริงๆ ” ซูเยี่ยนรู้สึกผิดที่ตนต้องหาอัฐเพื่อใช้สำหรับจัดงานแต่งงานก่อน
“ช่วงนี้ยังไม่มีการชุมนุมเพราะอยู่ในช่วงรวบรวมไพร่พล ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” เฟียงตงเข้าใจ
“ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันหรือไม่”ซูเยี่ยนชวน
“ข้าทานมาแล้ว ขอบคุณมากข้าขอตัวก่อน” เฟียงตงหมดธุระแล้ว เลยขอตัวกลับ
“ลาก่อน ข้าไม่ส่งนะ” ซูเยี่ยนกล่าว
จากนั้นซูเยี่ยนก็ประคองเหวยเหนียงให้เดินเข้าไปนั่งในห้องนอนของนาง
“ข้าพาเจ้าไปนั่งในห้องนอนก่อนให้ข้าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปทานอาหารเย็นนะ” ซูเยี่ยนกล่าวกับว่าที่ฮูหยิน
“ลำบากเจ้าจริงๆ ” เหวยเหนียงรู้สึกเกรงใจ
“ข้าไม่เคยคิดว่าลำบากข้าอยากดูแลเจ้า” ซูเยี่ยนเต็มใจดูแลนาง
“ขอบคุณนะซูเยี่ยน” เหวยเหนียงซึ้งใจ
สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
ซูเยี่ยนเดินไปเปิดประตูห้องนอนของเหวยเหนียง
“ซูเยี่ยน! นี่ลูกทำอะไรเหวยเหนียงน่ะ ยังไม่ถึงวันแต่งงานเลยนะลูกจะมีอะไรกับเหวยเหนียงคืนนี้ไม่ได้นะ อดใจรอหน่อยสิ” ซูหลางกล่าวเมื่อเห็นลูกชายถอดเสื้อมาเปิดประตูห้องเหวยเหนียง
“ท่านป้าเจ้าคะมันไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ ซูเยี่ยนเขาถอดเสื้อทำงานแบกหามกลับมา เขาแค่พาข้ามารอในห้องนอนเท่านั้นนะเจ้าคะ”เหวยเหนียงรีบแก้ตัวแทนว่าที่สามี
“อ้อ! อย่างนั้นเองหรืองั้นแล้วไป ลูกรีบอาบน้ำอาบท่า แล้วพาเหวยเหนียงมาทานอาหารก็แล้วกัน” ซูหลางสั่งลูกชาย
“ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนแอบยิ้มที่เห็นเหวยเหนียงเขินจนหน้าแดงอีกแล้ว
*****************************
และแล้วก็มาถึงวันแต่งงานครั้งที่สองของซูเยี่ยนและเหวยเหนียงพิธีจัดแบบเรียบง่ายเช่นเคย คนมาร่วมงานก็มีเพียงผู้ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้นแต่ถึงกระนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็รู้สึกมีความสุขมากเพราะนี้เป็นงานแต่งงานที่เกิดจากความรักจริงๆและทั้งคู่ต่างเต็มใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาไปตลอดชีวิตหาใช่เกิดจากการบังคับเหมือนงานแต่งครั้งที่หนึ่งไม่
พิธีแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งถึงคืนส่งตัวเข้าหอ
เหวยเหนียงในชุดแดงนั่งรอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหออย่างตื่นเต้นนางคิดในใจว่า “ข้าเคยแต่งงานแล้วนี่ แต่ทำไมวันนี้ถึงตื่นเต้นมากขนาดนี้นะ”
สักพักเหวยเหนียงก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
เหวยเหนียงลุกขึ้นยืนและถามคนตรงหน้าด้วยความตกใจว่า “เจ้าเป็นใครน่ะ!เจ้าไม่ใช่ซูเยี่ยนนี่”
“ข้าได้ยินว่าเจ้ามองไม่เห็นทำไมถึงรู้ว่าข้าไม่ใช่ซูเยี่ยน” ชายชุดดำแปลกใจ
“การเดินของคนเราไม่เหมือนกัน”เหวยเหนียงกล่าว
“ไปกับข้า” ชายชุดดำพูดห้วนๆ
“ไม่! ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้นช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” เหวยเหนียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
ชายชุดดำจะรีบวิ่งเข้าไปปิดปากเจ้าสาวแต่ทว่าซูเยี่ยนกระโดดเข้ามาขวางไว้ได้ทัน
“เจ้าเป็นใครกัน” ซูเยี่ยนชักดาบพร้อมที่จะต่อสู้
“นายของข้าต้องการตัวเหวยเหนียง”ชายชุดดำกล่าวสั้นๆ
“ข้ามศพข้าไปก่อน” ซูเยี่ยนไม่ยอม
“เกรงว่าวันนี้หมอดูสาวจะกลายเป็นหม้ายซะแล้ว”ชายชุดดำมั่นใจในฝีมือของตัวเอง
ชายชุดดำกับซูเยี่ยนจึงพากันกระโดดไปนอกบ้านและปะมือกัน
ซูหลางได้ยินเสียงดาบกระทบกันเลยรีบวิ่งมาดูสะใภ้และลูกชาย
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือเหวยเหนียง”ซูหลางรีบถาม
“มีใครก็ไม่รู้บุกรุกเข้ามาเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงกล่าว
“นั่นไง! ลูกชายข้ากำลังต่อสู้กับชายชุดดำอยู่ข้างนอก”ซูหลางมองไปนอกหน้าต่าง
“ท่านแม่เจ้าคะได้โปรดพาข้าไปข้างนอกได้มั้ยเจ้าคะ” เหวยเหนียงอยากฟังเหตุการณ์ใกล้ๆ
“มันจะดีหรือลูก มันอันตรายนะ”ซูหลางไม่เห็นด้วย
“พวกเราอยู่ห่างๆ ก็ได้เจ้าค่ะ”เหวยเหนียงกล่าว
“ก็ได้! งั้นไปที่ข้างบ้านกัน”ซูหลางเองก็อยากดูลูกชายต่อสู้ เพราะเป็นห่วงเขาเช่นกัน
ซูหลางจึงพาลูกสะใภ้ในชุดเจ้าสาวที่เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วไปดูการต่อสู้ตรงข้างบ้าน
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เหวยเหนียงอยากรู้
“ฝีมือพวกเขาสูสีกันมาก” ซูหลางมองไปก็เห็นทั้งสองยังคงต่อสู้กันไม่หยุด
“ซูเยี่ยนมีวรยุทธ์สูงอย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงไม่คิดว่าซูเยี่ยนจะพลาดท่าให้ศัตรู
“นั่นสินะ” ซูหลางเองก็มั่นใจในตัวลูกชายเพราะยังไงตระกูลของนางก็เป็นตระกูลแม่ทัพมาหลายรุ่นแล้ว
*****************************
ทางด้านซูเยี่ยนยังคงปะทะชายชุดดำไม่หยุด
“ดูจากกระบวนท่าแล้วเจ้าคือแม่ทัพคาวี แห่งแคว้นเหลียวสินะ” ซูเยี่ยนจำได้
“แม่ทัพคาวีตายไปแล้วจะหาว่าข้าเป็นเขาได้อย่างไร” ชายชุดดำไม่ยอมรับ
“ตอนที่แคว้นฉินรบกับแคว้นเหลียวพวกเราเคยปะมือกันแล้ว ข้าไม่มีวันลืมศัตรูผู้เก่งกาจอย่างเจ้าแน่นอน” ซูเยี่ยนมั่นใจ
“ข้าอาจเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับท่านคาวีก็เป็นได้”ชายชุดดำกล่าว
“เจ้าต้องการอะไรกันแน่” ซูเยี่ยนสงสัย
“ตัวหมอดูเหวยเหนียง” ชายชุดดำกล่าวสั้นๆ
“ไม่มีทาง” ซูเยี่ยนจะต้องปกป้องฮูหยินให้ถึงที่สุด
“ข้าแค่ยืมตัวเจ้าสาวของเจ้าชั่วคราวอีกไม่กี่วันก็นำมาคืนแล้ว” ชายชุดดำกล่าว
“ใครเป็นนายของเจ้า” ซูเยี่ยนเค้นถาม
“เรื่องอะไรข้าจะบอก” ชายชุดดำไม่ตอบ
“เจ้าไปซะข้าไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้องฮูหยินของข้าหรอก” ซูเยี่ยนไม่อยากฆ่าใคร
“งั้นมาลองดูกัน” ชายชุดดำไม่ยอมแพ้
พอสู้กันไปสักพัก ชายชุดดำก็เปลี่ยนแผนใหม่
“เจ้าต้องเป็นแม่ทัพคาวีจริงๆเจ้าจะใช้เข็มพิษแล้วสินะ แต่อย่าลืมสิว่าข้าสามารถหลบเข็มพิษของเจ้าได้ทุกเล่ม”ซูเยี่ยนกล่าวอย่างมั่นใจ
“ครั้งนี้เจ้าจะหลบไม่ได้และเจ้าจะยินดีรับเข็มด้วยความเต็มใจเลยล่ะ”ชายชุดดำคิดแผนการบางอย่างออก
“เจ้าจะทำอะไร” ซูเยี่ยนขมวดคิ้วสงสัย
จากนั้นซูเยี่ยนก็มองตามสายตาของชายชุดดำที่กำลังมองไปทางข้างบ้านของเขาเขาก็เห็นเหวยเหนียงกำลังยืนจับมือกับท่านแม่อยู่ที่นั่น
“ในเมื่อข้าไม่ได้ตัวนางข้าก็ฆ่านางซะเลยดีกว่า” ชายชุดดำกล่าวอย่างอำมหิต และซัดเข็มพิษใส่พวกนางโดยพลัน
“นี่เจ้า” ซูเยี่ยนนึกไม่ถึง
ไวเท่าความคิดซูเยี่ยนรีบพุ่งตัวให้เร็วกว่าวิถีของเข็มเพื่อปกป้องท่านแม่และฮูหยินพอถึงบุคคลอันที่รักทั้งสอง เขาก็รีบใช้ดาบฟันไปที่เข็มเล็กนับสิบเล่มทันที
“รีบหลบเข้าไปในบ้านเร็วเข้าท่านแม่ ฮูหยิน” ซูเยี่ยนตะโกนบอกคนทั้งคู่
“ไปเร็ว เหวยเหนียง” ซูหลางรีบพาลูกสะใภ้เข้าบ้าน
“เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวและรู้สึกผิดในใจที่ตนกลายเป็นตัวถ่วง
แต่พอซูหลางพาลูกสะใภ้ไปถึงประตูบ้านชายชุดดำก็รีบซัดเข็มไปที่พวกนางอีก ซูเยี่ยนปัดเข็มได้หมดแล้วพอเห็นว่าวิถีของเข็มเปลี่ยนทิศทางใหม่ เข้าก็รีบพุ่งตัวไปเพื่อปกป้องพวกนางในเวลานี้ซูเยี่ยนตั้งตัวใช้ดาบฟันไปที่เข็มไม่ทันดังนั้นเขาจึงจำต้องเอาตัวเข้าไปบังบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองโดยโอบกอดพวกเขาไว้และใช้หลังบังเข็มสองเล่มได้ทันเวลาพอดี
“555 เจ้านี่ช่างอ่อนแอจริงๆยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง” ชายชุดดำกล่าวอย่างสะใจ
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ยซูเยี่ยน”เหวยเหนียงรีบถาม
“เขาไม่เป็นอะไรหรอกรอบนี้เข็มของข้าแค่อาบยาสลบเท่านั้น” ชายชุดดำกะว่าจะใช้เข็มยาสลบกับเหวยเหนียงแต่ซูเยี่ยนเข้ามาขัดขวางเสียก่อน
ดังนั้นสติของซูเยี่ยนจึงค่อยๆ ดับวูบไป เขากล่าวก่อนหมดสติว่า “รีบ หนี ไป”จากนั้นก็ล้มตัวนอนคว่ำหน้าอยู่อย่างนั้น
“ซูเยี่ยน!ซูเยี่ยน!ซูเยี่ยน!” ทั้งซูหลางและเหวยเหนียงช่วยกันเรียกสติลูกชาย
ซูหลางเห็นว่าชายดังกล่าวกำลังมุ่งหน้ามาหาเหวยเหนียงนางก็เลยเอาตัวเข้าไปขวาง
“หลบไป ข้าไม่อยากทำร้ายคนแก่”ชายชุดดำกล่าว
“ข้าไม่หลบ! ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายสะใภ้ของข้า” ซูหลางกางแขนปกป้องลูกสะใภ้
“เจ้าจะเสียดายสะใภ้ที่ตาบอดอย่างนางทำไม”ชายชุดดำไม่เข้าใจ
“นางเป็นสะใภ้ที่ดีข้าไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายนาง หากเข้ามาก็ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ” ซูหลางกล่าว
“เจ้าอย่าทำร้ายท่านแม่นะข้ายอมไปกับเจ้าแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตของนางด้วย” เหวยเหนียงรีบขอร้องชายชุดดำ
“ไม่ได้นะเหวยเหนียง” ซูหลางกล่าวกับสะใภ้
“ช่างรักกันจริงๆ เลยนะ เอาล่ะข้าเสียเวลามามากแล้ว” ชายชุดดำจึงจี้จุดไม่ให้ซูหลางขยับตัวได้
“ปล่อยลูกสะใภ้ของข้าเดี๋ยวนี้ช่วยด้…” ซูหลางกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านแต่กลับถูกจี้จุดใบ้เสียก่อน
“ไปได้แล้ว หมอดูตาบอด” ชายชุดดำแบกเหวยเหนียงไว้บนบ่าแล้วกระโดดหนีหายไปทันที
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ซูเยี่ยนก็ฟื้นขึ้นมาเขามองเห็นท่านแม่ยืนตัวแข็งไม่ขยับตัว ก็เลยรีบลุกไปหานาง
“ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”ซูเยี่ยนรีบถาม
ซูหลางทำได้เพียงขยับปากแต่ไม่มีเสียงออกมา
เมื่อซูเยี่ยนเข้าใจ เขาก็เลยคลายจุดให้ท่านแม่
“ซูเยี่ยน! ฮูหยินของเจ้าถูกจับตัวไปแล้ว” ซูหลางกล่าว
“เจ็บใจนัก มันใช้วิธีสกปรกขอรับ”ซูเยี่ยนกล่าวด้วยความโกรธ
“เจ้าต้องช่วยนางให้ได้นะลูก”ซูหลางเป็นห่วงลูกสะใภ้
“ขอรับท่านแม่ข้าจะรีบไปขอความช่วยเหลือจากท่านหยางสือเพื่อช่วยกันสืบหาตัวเหวยเหนียงขอรับ”ซูเยี่ยนรับคำ
“รีบไปเถอะลูกชายคนนั้นเป็นคนที่มีจิตใจโหดร้าย หากไม่ได้ดังใจขึ้นมา เขาอาจฆ่าเหวยเหนียงได้”ซูหลางดูออก
“ขอรับ” ซูเยี่ยนรีบใช้กำลังภายในกระโดดหนีหายไปทันทีเพื่อไปที่ฐานลับของท่านหยางสือ
*****************************
เหวยเหนียงถูกพาตัวมาที่สถานที่แห่งหนึ่ง
พอชายชุดดำวางตัวเหวยเหนียงลง นางก็รีบถาม “พาข้ามาที่นี่ทำไม”
“เราอยากพบเจ้า”
“ท่านเป็นใครไม่ใช่เสียงคนร้ายที่จับตัวข้ามานี่” เหวยเหนียงอยากรู้
“ผู้มีอำนาจสูงสูดในแคว้นฉิน”
“ฝ่าบาทหรือเพคะ” เหวยเหนียงยอมคุกเข่า เพื่อทำความเคารพ
“ใช่แล้ว! เราเองเจ้างดงามมากรู้ตัวมั้ยเหวยเหนียง” ฝ่าบาททรงถูกพระทัยในความงามของเหวยเหนียงที่กำลังสวมชุดเจ้าสาว
“แต่นางเป็นฮูหยินของอดีตแม่ทัพซูเยี่ยนแล้วนะเพคะ”พระสนมเอกเหมยหลิงทรงรีบคัดค้าน
“นางยังไม่ได้เข้าหอกับซูเยี่ยนเสียหน่อย”ฝ่าบาทตรัส
“หม่อมฉันเคยอยู่กินกับซูเยี่ยนแล้วเพคะแต่เพราะผิดใจกันก็เลยหย่าร้างกันพอปรับความเข้าใจกันได้แล้วก็เลยแต่งงานใหม่อีกครั้งเพคะ” เหวยเหนียงรีบแต่งเรื่องนางไม่อยากเป็นพระสนม
“นั่นสิเพคะระดับฝ่าบาทจะมีสนมใหม่ทั้งที ต้องเป็นหญิงบริสุทธิ์อยู่ในตระกูลผู้ดีไม่ใช่หญิงชาวบ้านตาบอดมีสามีแล้วอย่างนางหากนางมีดวงเป็นกาลกิณีขึ้นมามันจะยุ่งนะเพคะ” พระสนมเอกเหมยหลิงตรัสอ้าง
“ไหนว่าเจ้าไม่เชื่อเรื่องดวงกาลกิณีไงล่ะ”ฝ่าบาทตรัส
“พระองค์ทรงลองตรองดูสิเพคะขนาดวันมงคลของนาง นางยังโชคร้ายถูกลักพาตัวได้เลย” พระสนมเอกเหมยหลิงตรัส
“ก็จริงของเจ้า” ฝ่าบาททรงคล้อยตาม
“พระองค์ทรงต้องการอะไรเพคะ”เหวยเหนียงรีบถามวัตถุประสงค์ของฝ่าบาท
“กำจัดฮองเฮา” ฝ่าบาทตรัสสั้นๆ
“แต่พระนางเป็นภรรยาของพระองค์แถมยังตั้งครรภ์ลูกของพระองค์อีกต่างหากนะเพคะ” เหวยเหนียงตกใจที่ฝ่าบาทตรัสอย่างไร้เยื่อใยแบบนี้
“ฝ่าบาททรงไม่อยากทำร้ายพระนางหรอกเหวยเหนียงแต่เพราะพระนางใช้คุณไสยทำร้ายฝ่าบาทก่อน” พระสนมเอกเหมยหลิงทรงอธิบายแทน
“เป็นไปไม่ได้เพคะ วิชาที่พระนางและหม่อมฉันร่ำเรียนมาไม่มีวิชาคุณไสยเลยสักนิด ต้องมีใครใส่ร้ายพระนางเป็นแน่” เหวยเหนียงไม่เชื่อ
“อย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาททรงเริ่มไม่แน่พระทัย
“เอ่อ ฝ่าบาทเพคะแม้ฮองเฮากับเหวยเหนียงจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน แต่พระนางก็พยายามเรียนศาสตร์ต่างๆเพิ่มเติมอีกตั้งมากมายนะเพคะ” พระสนมเอกเหมยหลิงทรงรีบทูล
“ก็จริงของเจ้า” ฝ่าบาททรงเห็นด้วยกับพระสนมเอก
“พระสนมเอกเพคะพระองค์ทรงต้องการกำจัดฮองเฮา เพื่อแทนที่พระนางใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างรู้ทัน
“เจ้าเอาอะไรมาพูดน่ะเหวยเหนียงใครจะกล้าคิดเช่นนั้น เราไม่กล้าคิดใฝ่สูงถึงเพียงนั้นหรอกที่เราทำลงไปก็เพื่อปกป้องฝ่าบาททั้งสิ้น” พระสนมเอกทรงรีบแก้ตัว
“เจ้าจงบอกวิธีกำจัดฮองเฮามาเถิด”ฝ่าบาททรงไม่อยากเสียเวลาอีก
“หม่อมฉันไม่รู้วิธีกำจัดฮองเฮาเพคะและอีกอย่าง หม่อมฉันไม่อาจประเมินได้ว่าดวงชะตาของพระนางช่วงนี้เป็นเช่นไร ทรงอย่าลืมสิเพคะว่าหม่อมฉันตาบอดดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่สามารถดูจากโหงวเฮ้ง ทำนายอักษร หรือใช้สื่อกลางต่างๆในการทำนายดวงได้” เหวยเหนียงอธิบาย
“นั่นสินะ เจ้าตาบอดอยู่นี่”ฝ่าบาทตรัส
“ใช่สิเพคะในเมื่อหมอดูไม่สามารถทำนายสิ่งใดได้เมื่อตาบอด ก็ทรงทำให้พระนางมีดวงเนตรบอดสิเพคะ”พระสนมเอกทรงดำริแผนการได้
“เป็นความคิดที่ดี” ฝ่าบาททรงเห็นด้วย
“ไม่ได้นะเพคะ!” เหวยเหนียงตกใจ
“ทำไมล่ะเหวยเหนียงเจ้าไม่แค้นใจบ้างเลยงั้นหรือ ที่พระนางเป็นคนทำให้เจ้าตาบอดน่ะ” พระสนมเอกตรัส
“เรื่องที่หม่อมฉันตาบอดเป็นเพราะหม่อมฉันเลือกเองต่างหากเพคะ”เหวยเหนียงไม่โทษใคร
“เจ้าอยากช่วยซูเยี่ยนก็เลยยอมสละดวงตาเลือกกระบอกไม้ไผ่ที่มีพิษไม่ใช่หรือ หากฮองเฮาทรงไม่บีบบังคับเจ้าให้เล่นเกมเจ้าจะตาบอดอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาทตรัส
“เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นไปแล้วเพคะหม่อมฉันแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว แค้นใจไปก็เท่านั้นแต่ตอนนี้หม่อมฉันไม่อยากให้ใครต้องถูกทำร้ายอีก” เหวยเหนียงกล่าว
“ช่างเป็นแม่พระเสียเหลือเกินนะ”พระสนมเอกทรงหมั่นไส้
“เอาล่ะ เราคิดวิธีออกแล้วกงกงพาเหวยเหนียงไปที่ตำหนักของเรา” ฝ่าบาทตรัสอย่างเอาแต่พระทัย
“จะพานางไปทำไมเพคะ” พระสนมเอกทรงสงสัย
“เราถูกใจนางมากเราจะแต่งตั้งนางให้เป็นสนมอีกคน” ฝ่าบาทตรัส
“ไม่ได้นะเพคะ” พระสนมเอกทรงรีบค้าน
“ทำไมล่ะ! เจ้านี่ไม่ได้ใจกว้างเหมือนฮองเฮาเลยนะถึงนางจะมีวิชามนตร์ดำน่ากลัว แต่นางก็ไม่เคยขัดใจเราเลยสักครั้ง” ฝ่าบาทตรัส
“เอ่อ ก็ได้เพคะ” พระสนมเอกตรัสยอมรับอย่างเสียงอ่อน เพราะทรงกลัวว่าฝ่าบาทจะเบื่อพระองค์
“ไม่ได้เด็ดขาดเพคะวันนี้หม่อมฉันมีระดู” เหวยเหนียงกล่าวอ้างทันที
“เจ้าเลือกแต่งงานในวันที่มีระดูเนี่ยนะ”ฝ่าบาททรงสงสัย
“หม่อมฉันนึกไม่ถึงว่าจะมาวันนี้นี่เพคะ”เหวยเหนียงจำต้องโกหกเพื่อเอาตัวรอด
“พานางไปขังไว้ในคุกหลวงก่อนวันอื่นค่อยว่ากัน” ฝ่าบาทตรัสสั่งทหารองครักษ์
“พะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์รับคำ
พระสนมเหมยหลิงคิดในใจว่า “เราอุตส่าห์หาวิธีกำจัดฮองเฮาที่มีวิชาโหราศาสตร์แก่กล้าแต่ฝ่าบาทก็ทรงรับหมอดูตาบอดแถมเป็นศิษย์น้องของฮองเฮามาเป็นสนมอีกคนไม่ได้การแล้ว เราต้องคิดหาทางกำจัดหมอดูคนนี้”
*****************************
ณ ที่ประทับของฝ่าบาท
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด องครักษ์หวังไห่ไม่ใช่สิ ท่านแม่ทัพคาวี” ฝ่าบาทตรัส
“พระองค์ทรงทราบหรือพะย่ะค่ะ”แม่ทัพคาวีแปลกใจ
“ใช่แล้ว! เรารู้ดีแก่ใจดีว่าเจ้าคือแม่ทัพคาวีดังนั้นวันนี้เราอยากจะสารภาพว่า…