อวี๋จื่ออวี๋ดึงสติกลับสู่แผงสถานะอีกครั้งเขาไม่ได้รีบร้อนตรวจสอบแต้มวิวัฒนาการ แต่กลับเหลือบมองไปยังความสามารถพิเศษ
[รากไม้กลายพันธุ์ (เลเวล 2)- รากไม้ฝังลึกพันเมตรราวกับมังกรซุ่มใต้ผืนดินไม่ว่าจะด้านพละกำลังหรือความเร็วล้วนบรรลุถึงขีดสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นคือ รากเหล่านี้สามารถใช้รากฝอยห่อหุ้มศัตรูก่อนจะย่อยศัตรูให้กลายเป็นสารอาหารอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าเพื่อการดูดซับของตนเอง]
“รากไม้ที่ได้รับการเสริมแกร่งอีกครั้งความสามารถที่ตื่นรู้คือการกลืนกินงั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปเขาเพิ่งสังเกตเห็นรากแขนงจำนวนมากที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนดินได้ห่อหุ้มสิ่งมีชีวิตจนเหมือนดักแด้นับสิบชิ้น
บางชิ้นได้สลายกลายเป็นกองเลือดและจางหายไปโดยสิ้นเชิงในขณะที่บางชิ้นกำลังหดเล็กลงอย่างช้าๆ
“ไม่สิ จะเรียกว่ากลืนกินก็คงไม่ถูกการเปลี่ยนซากพืชซากสัตว์ให้เป็นสารอาหาร เป็นความสามารถที่พืชทุกชนิดมีอยู่แล้วและตอนนี้ฉันแค่ดึงความสามารถนั้นออกมา จากนั้นก็เสริมแกร่งมัน”
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็ปฏิเสธคำว่า 'กลืนกิน' ที่คิดไว้ก่อนหน้า
'กลืนกิน' ยังคงเป็นคำที่ไม่แม่นยำนัก
หรือจะกล่าวได้ว่า การดูดซับในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถเรียกว่า 'กลืนกิน' ได้อย่างเต็มปาก
...
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่เขามองไปยังจำนวนแต้มวิวัฒนาการในปัจจุบันอีกครั้ง
นับว่าไม่เลวเพียงพอที่จะเสริมแกร่งรากแขนงอื่นๆ ได้ทั้งหมด
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงใช้แต้มวิวัฒนาการที่เพิ่งได้รับจากการเก็บเกี่ยวและแต้มวิวัฒนาการที่มีอยู่ร่วม 500 แต้มเพื่อทำการเสริมแกร่งอีกครั้ง
“ครืน... ครืน...”
พลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านผืนพสุธาสั่นไหวเลื่อนลั่น
รอยแตกดุจหุบเหวแผ่ขยายออกไปไกลสุดสายตา
ทว่าท่ามกลางความยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวนั้นพลังวิญญาณที่ผันผวนกลับถูกอวี๋จื่ออวี๋กดเอาไว้อย่างลึกล้ำ
คลื่นลมก่อตัวพัดหมอกให้ฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีหลายกิโลเมตร
นานทีเดียวกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ก็ห้อยลงมาอย่างอ่อนแรง คล้ายกับกำลังหอบหายใจ
การเสริมแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย
และการเสริมแกร่งรากแขนงทั้งเก้าในคราวเดียวยิ่งเป็นภาระอันใหญ่หลวงสำหรับอวี๋จื่ออวี๋
ทว่า ผลตอบแทนก็เป็นที่น่าพอใจเช่นกัน
เขาหลับตาลงเล็กน้อยสัมผัสถึงพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านในร่างกายอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ
“ค่าพลังวิญญาณสูงสุด น่าจะแปดหมื่นหรือประมาณเก้าหมื่น...”
แม้จะยังไม่แน่ใจแต่สิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋รู้คือ
ใกล้แล้ว
มันใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ
ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองซึ่งมนุษย์ขนานนามว่าเป็น 'ระดับภัยพิบัติ' เขาเหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุไปถึง!
......
ในขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังจมดิ่งอยู่กับการทะลวงขีดจำกัดห่างออกไปไกลในเทือกเขาแห่งหนึ่ง
“วิ้ว วิ้ว...”
สายลมคลั่งพัดโหมเมฆดำทะมึนเคลื่อนผ่านท้องฟ้า บดบังแสงดาวที่เหลืออยู่น้อยนิดจนดับแสงทำให้เทือกเขามืดมิดและลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก
“เกาหย่วน คุณมาเสียที”
เยี่ยนเกาหย่วนที่เพิ่งเดินทางมาจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณหมายเลขหนึ่งยังไม่ทันได้พัก เขาก็ถูกเรียกเข้าไปในกระโจมบัญชาการ
เยี่ยนเกาหย่วนพยักหน้าเล็กน้อยมองไปยังผู้อาวุโสผมขาวที่นั่งอยู่ไม่ไกล และรีบถามขึ้นทันที“ผู้บัญชาการครับ สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“เลวร้ายมาก”
ผู้อาวุโสผางฟังคำถามจากศิษย์น้องที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เขาก็เผยสีหน้าหมดหนทางออกมา
ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบโดยตรงของเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกที่ค้นพบในสหพันธรัฐผู้อาวุโสผางย่อมแบกรับความรู้สึกกดดันอันหนักหน่วง
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเปลวไฟของปืนใหญ่ที่สาดแสงจนย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นสีแดงก่ำจากนั้นหันกลับมามองชายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกล และอธิบายทันทีว่า“เนื่องจากนี่เป็นเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกที่เราค้นพบจึงไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดมากนักในการขุดค้นครั้งแรก ทำให้พลังวิญญาณรั่วไหลออกมาและดึงดูดอสูรกลายพันธุ์จำนวนมาก จนกระทั่งตอนนี้อสูรกลายพันธุ์หลายตัวยังคงคลุ้มคลั่งดาหน้าเข้ามาไม่หยุด”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
เยี่ยนเกาหย่วนขมวดคิ้วแน่นเขามองไปยังเปลวเพลิงแห่งสงครามที่ลุกโชนอยู่บนขอบฟ้าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
คาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้
......
ในขณะนั้นเองลึกเข้าไปในขุนเขาห่างจากศูนย์บัญชาการแห่งนี้หลายสิบกิโลเมตร
ภายใต้รัตติกาลอันมืดมิดเหล่าทหารมากมายต่างจ้องมองไปยังเงาทะมึนที่ดาหน้าเข้ามาหน้าเครียด
“ปัง ปัง ปัง...”
ปืนกลหนักหลายกระบอกบนเนินเขาพ่นเปลวไฟสาดกระสุนลงไปยังเขาเบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง
ห่ากระสุนนับพันนัดพุ่งถล่มลงไปเบื้องล่างดุจสายฝน
ทว่ากลับไม่มีใครแสดงท่าทีผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
เป็นเพราะว่า ภัยคุกคามที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าได้มาถึงแล้ว
“แกว๊ก... แกว๊ก...”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องไปทั่วท้องฟ้าฝูงนกนักล่ากลายพันธุ์นับไม่ถ้วนพุ่งทะยานตัดผ่านความมืดมิดยามค่ำคืน
“ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พร้อม! ยิง!”
เสียงคำรามสั่งดังสนั่นราวกับใช้โทรโข่งกองพันปืนใหญ่ที่ประจำการอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเปิดฉากระดมยิงในทันที
“ตูม ตูม ตูม...”
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับมีดอกไม้ไฟกำลังเบ่งบาน
พร้อมกันนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนของนกนักล่ากลายพันธุ์ที่ร่วงลงไปจำนวนมากก็ดังระงมไม่หยุด
แต่ในขณะนั้นเอง เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด...”
เสียงกรีดร้องแหลมคมบาดหูดังขึ้นที่ด้านหลังแนวป้องกันอย่างกะทันหัน
ยังไม่ทันได้หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งกองทัพแล้ว
“อ๊าก แขนของฉัน”
ทหารนายหนึ่งร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเขามองไปยังหนูตัวใหญ่สีดำตาแดงฉานที่กัดแขนของเขาขาดสะบั้น
“หลิงเกา...”
เสียงคำรามดังขึ้น ทหารอีกนายที่อยู่ไม่ไกลรีบคว้าปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นเล็งในทันที
แต่ยังไม่ทันได้ลั่นไกแผ่นดินพลันสั่นสะเทือน
ตามมาด้วยฝูงหนูสีดำนับไม่ถ้วนที่ผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดินท่ามกลางสายตาไม่อยากเชื่อของทหารนายคนนั้น
ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องทหารที่แขนถูกกัดขาดคนนั้นก็ถูกฝูงหนูสีดำกลืนหายไปแล้ว
เรื่องที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นคือฝูงหนูสีดำกำลังแพร่กระจายไปด้วยความเร็วที่น่ากลัว
เพียงชั่วพริบตาด้านหลังแนวป้องกันก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน
“หาที่ตาย!”
เสียงคำรามดังมาจากระยะไกลเยี่ยนเกาหย่วนรวบรวมพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างพลันแปรสภาพเป็นเงาดำพุ่งตรงไปยังด้านหลังแนวป้องกันในพริบตา
พร้อมกันนั้นเบื้องหลังของเขาปรากฏร่างเงามากมายพุ่งเข้ามาดุจเสือร้ายหิวกระหาย
หน่วยรบเหนือธรรมชาติ
หน่วยรบอันน่าเกรงขามมีเพียงนักรบผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบทุกด้านของศูนย์วิจัยพลังวิญญาณเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม
แม้จะเป็นหน่วยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่และมีกำลังพลเพียงแค่ยี่สิบกว่านายแต่พวกเขาก็ถือเป็นอาวุธสังหารที่สำคัญในการขุดค้นเหมืองหินวิญญาณครั้งนี้