Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 ความแปรปรวนของเหมืองหินวิญญาณ

            อวี๋จื่ออวี๋ดึงสติกลับสู่แผงสถานะอีกครั้งเขาไม่ได้รีบร้อนตรวจสอบแต้มวิวัฒนาการ แต่กลับเหลือบมองไปยังความสามารถพิเศษ

             [รากไม้กลายพันธุ์ (เลเวล 2)- รากไม้ฝังลึกพันเมตรราวกับมังกรซุ่มใต้ผืนดินไม่ว่าจะด้านพละกำลังหรือความเร็วล้วนบรรลุถึงขีดสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นคือ รากเหล่านี้สามารถใช้รากฝอยห่อหุ้มศัตรูก่อนจะย่อยศัตรูให้กลายเป็นสารอาหารอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าเพื่อการดูดซับของตนเอง]

            “รากไม้ที่ได้รับการเสริมแกร่งอีกครั้งความสามารถที่ตื่นรู้คือการกลืนกินงั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปเขาเพิ่งสังเกตเห็นรากแขนงจำนวนมากที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนดินได้ห่อหุ้มสิ่งมีชีวิตจนเหมือนดักแด้นับสิบชิ้น

            บางชิ้นได้สลายกลายเป็นกองเลือดและจางหายไปโดยสิ้นเชิงในขณะที่บางชิ้นกำลังหดเล็กลงอย่างช้าๆ

            “ไม่สิ จะเรียกว่ากลืนกินก็คงไม่ถูกการเปลี่ยนซากพืชซากสัตว์ให้เป็นสารอาหาร เป็นความสามารถที่พืชทุกชนิดมีอยู่แล้วและตอนนี้ฉันแค่ดึงความสามารถนั้นออกมา จากนั้นก็เสริมแกร่งมัน”

            ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็ปฏิเสธคำว่า 'กลืนกิน' ที่คิดไว้ก่อนหน้า

            'กลืนกิน' ยังคงเป็นคำที่ไม่แม่นยำนัก

            หรือจะกล่าวได้ว่า การดูดซับในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถเรียกว่า 'กลืนกิน' ได้อย่างเต็มปาก

            ...

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่เขามองไปยังจำนวนแต้มวิวัฒนาการในปัจจุบันอีกครั้ง

            นับว่าไม่เลวเพียงพอที่จะเสริมแกร่งรากแขนงอื่นๆ ได้ทั้งหมด

            เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงใช้แต้มวิวัฒนาการที่เพิ่งได้รับจากการเก็บเกี่ยวและแต้มวิวัฒนาการที่มีอยู่ร่วม 500 แต้มเพื่อทำการเสริมแกร่งอีกครั้ง

            “ครืน... ครืน...”

            พลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านผืนพสุธาสั่นไหวเลื่อนลั่น

            รอยแตกดุจหุบเหวแผ่ขยายออกไปไกลสุดสายตา

            ทว่าท่ามกลางความยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวนั้นพลังวิญญาณที่ผันผวนกลับถูกอวี๋จื่ออวี๋กดเอาไว้อย่างลึกล้ำ

            คลื่นลมก่อตัวพัดหมอกให้ฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีหลายกิโลเมตร

            นานทีเดียวกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ก็ห้อยลงมาอย่างอ่อนแรง คล้ายกับกำลังหอบหายใจ

            การเสริมแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย

            และการเสริมแกร่งรากแขนงทั้งเก้าในคราวเดียวยิ่งเป็นภาระอันใหญ่หลวงสำหรับอวี๋จื่ออวี๋

            ทว่า ผลตอบแทนก็เป็นที่น่าพอใจเช่นกัน

            เขาหลับตาลงเล็กน้อยสัมผัสถึงพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านในร่างกายอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ

            “ค่าพลังวิญญาณสูงสุด น่าจะแปดหมื่นหรือประมาณเก้าหมื่น...”

            แม้จะยังไม่แน่ใจแต่สิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋รู้คือ

            ใกล้แล้ว

            มันใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ

            ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองซึ่งมนุษย์ขนานนามว่าเป็น 'ระดับภัยพิบัติ' เขาเหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุไปถึง!

            ......

            ในขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังจมดิ่งอยู่กับการทะลวงขีดจำกัดห่างออกไปไกลในเทือกเขาแห่งหนึ่ง

            “วิ้ว วิ้ว...”

            สายลมคลั่งพัดโหมเมฆดำทะมึนเคลื่อนผ่านท้องฟ้า บดบังแสงดาวที่เหลืออยู่น้อยนิดจนดับแสงทำให้เทือกเขามืดมิดและลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก

            “เกาหย่วน คุณมาเสียที”

            เยี่ยนเกาหย่วนที่เพิ่งเดินทางมาจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณหมายเลขหนึ่งยังไม่ทันได้พัก เขาก็ถูกเรียกเข้าไปในกระโจมบัญชาการ

            เยี่ยนเกาหย่วนพยักหน้าเล็กน้อยมองไปยังผู้อาวุโสผมขาวที่นั่งอยู่ไม่ไกล และรีบถามขึ้นทันที“ผู้บัญชาการครับ สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?”

            “เลวร้ายมาก”

            ผู้อาวุโสผางฟังคำถามจากศิษย์น้องที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์เขาก็เผยสีหน้าหมดหนทางออกมา

            ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบโดยตรงของเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกที่ค้นพบในสหพันธรัฐผู้อาวุโสผางย่อมแบกรับความรู้สึกกดดันอันหนักหน่วง

            เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเปลวไฟของปืนใหญ่ที่สาดแสงจนย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นสีแดงก่ำจากนั้นหันกลับมามองชายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกล และอธิบายทันทีว่า“เนื่องจากนี่เป็นเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกที่เราค้นพบจึงไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดมากนักในการขุดค้นครั้งแรก ทำให้พลังวิญญาณรั่วไหลออกมาและดึงดูดอสูรกลายพันธุ์จำนวนมาก จนกระทั่งตอนนี้อสูรกลายพันธุ์หลายตัวยังคงคลุ้มคลั่งดาหน้าเข้ามาไม่หยุด”

            “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

            เยี่ยนเกาหย่วนขมวดคิ้วแน่นเขามองไปยังเปลวเพลิงแห่งสงครามที่ลุกโชนอยู่บนขอบฟ้าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

            คาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้

            ......

            ในขณะนั้นเองลึกเข้าไปในขุนเขาห่างจากศูนย์บัญชาการแห่งนี้หลายสิบกิโลเมตร

            ภายใต้รัตติกาลอันมืดมิดเหล่าทหารมากมายต่างจ้องมองไปยังเงาทะมึนที่ดาหน้าเข้ามาหน้าเครียด

            “ปัง ปัง ปัง...”

            ปืนกลหนักหลายกระบอกบนเนินเขาพ่นเปลวไฟสาดกระสุนลงไปยังเขาเบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง

            ห่ากระสุนนับพันนัดพุ่งถล่มลงไปเบื้องล่างดุจสายฝน

            ทว่ากลับไม่มีใครแสดงท่าทีผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

            เป็นเพราะว่า ภัยคุกคามที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าได้มาถึงแล้ว

            “แกว๊ก... แกว๊ก...”

            เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องไปทั่วท้องฟ้าฝูงนกนักล่ากลายพันธุ์นับไม่ถ้วนพุ่งทะยานตัดผ่านความมืดมิดยามค่ำคืน

            “ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน พร้อม! ยิง!”

            เสียงคำรามสั่งดังสนั่นราวกับใช้โทรโข่งกองพันปืนใหญ่ที่ประจำการอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเปิดฉากระดมยิงในทันที

            “ตูม ตูม ตูม...”

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับมีดอกไม้ไฟกำลังเบ่งบาน

            พร้อมกันนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนของนกนักล่ากลายพันธุ์ที่ร่วงลงไปจำนวนมากก็ดังระงมไม่หยุด

            แต่ในขณะนั้นเอง เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

            “จี๊ด จี๊ด จี๊ด...”

            เสียงกรีดร้องแหลมคมบาดหูดังขึ้นที่ด้านหลังแนวป้องกันอย่างกะทันหัน

            ยังไม่ทันได้หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งกองทัพแล้ว

            “อ๊าก แขนของฉัน”

            ทหารนายหนึ่งร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเขามองไปยังหนูตัวใหญ่สีดำตาแดงฉานที่กัดแขนของเขาขาดสะบั้น

            “หลิงเกา...”

            เสียงคำรามดังขึ้น ทหารอีกนายที่อยู่ไม่ไกลรีบคว้าปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นเล็งในทันที

            แต่ยังไม่ทันได้ลั่นไกแผ่นดินพลันสั่นสะเทือน

            ตามมาด้วยฝูงหนูสีดำนับไม่ถ้วนที่ผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดินท่ามกลางสายตาไม่อยากเชื่อของทหารนายคนนั้น

            ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องทหารที่แขนถูกกัดขาดคนนั้นก็ถูกฝูงหนูสีดำกลืนหายไปแล้ว

            เรื่องที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นคือฝูงหนูสีดำกำลังแพร่กระจายไปด้วยความเร็วที่น่ากลัว

            เพียงชั่วพริบตาด้านหลังแนวป้องกันก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน

            “หาที่ตาย!”

            เสียงคำรามดังมาจากระยะไกลเยี่ยนเกาหย่วนรวบรวมพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างพลันแปรสภาพเป็นเงาดำพุ่งตรงไปยังด้านหลังแนวป้องกันในพริบตา

            พร้อมกันนั้นเบื้องหลังของเขาปรากฏร่างเงามากมายพุ่งเข้ามาดุจเสือร้ายหิวกระหาย

            หน่วยรบเหนือธรรมชาติ

            หน่วยรบอันน่าเกรงขามมีเพียงนักรบผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบทุกด้านของศูนย์วิจัยพลังวิญญาณเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม

            แม้จะเป็นหน่วยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่และมีกำลังพลเพียงแค่ยี่สิบกว่านายแต่พวกเขาก็ถือเป็นอาวุธสังหารที่สำคัญในการขุดค้นเหมืองหินวิญญาณครั้งนี้

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน