ภายใต้แผ่นฟ้าที่ขุ่นมัวด้วยเมฆฝนระลอกใหม่ที่กำลังก่อตัว แสงแดดรำไรส่องลอดช่องว่างของก้อนเมฆลงมากระทบผืนดินชายแดนที่แห้งกร้าน แถบฝุ่นหนาทึบที่ตลบอบอวลอยู่ไกลออกไปสุดสายตาบนเส้นทางสายหลักไม่ได้เกิดจากลมพายุธรรมชาติ แต่มันคือสัญญาณการควบทะยานของขบวนม้าฝีเท้าดีนับสิบตัวที่มุ่งตรงมายังจุดหมายเดียว... โรงเตี๊ยมสนธยา
เสียงกีบม้าเคาะพื้นดินแห้งแกร่งดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงกลองรบที่ประกาศการมาถึงของกองทัพ ฝุ่นที่ปลิวไปตามลมไม่เพียงแต่บดบังทัศนวิสัยเท่านั้น แต่ยังพาเอากลิ่นอายของบุปผาบริสุทธิ์มาด้วย กลิ่นหอมหวานนั้นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ตัดกับกลิ่นอับชื้นของหมอกที่โอบล้อมโรงเตี๊ยมอย่างแปลกประหลาด
ขบวนม้าที่กำลังเข้ามานั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ แต่ไม่เร่งรีบ เป็นการเดินทางของผู้ที่มั่นใจในความสามารถของตนเอง และไม่คาดคิดว่าจะเจออันตรายใดๆ ในเส้นทางที่ดูเงียบสงบนี้ เสียงสนทนาเบาๆ ของหญิงสาวดังมาเป็นระยะ ผสมปนเปกับเสียงลมที่พัดผ่านใบไผ่
บนระเบียงไม้ชั้นบนที่ยื่นออกไปรับลมเขา อาหลาง ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเงามืดของชายคา เสื้อผ้าป่านสีซอมซ่อของเสี่ยวเอ้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม ทว่าสง่าราศีที่แผ่ออกมากลับดูสูงส่งและน่าเกรงขามประดุจพญามารที่กำลังทอดสายตามองดูอาณาจักรของตน ดวงตาสีทองอำพันของเขาหรี่ลงเล็กน้อย พลางจับจ้องไปยังขบวนนางเซียนในชุดสีฟ้าอ่อนที่ค่อยๆ ปรากฏกายออกมาจากม่านฝุ่น
จากตำแหน่งที่เขายืนอยู่ อาหลางสามารถมองเห็นรายละเอียดของขบวนได้อย่างชัดเจน แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายลี้ ศิลาเนตรมารที่หลอมรวมกับร่างกายของเขาไม่เพียงแต่เพิ่มพลังให้เขาเท่านั้น แต่ยังขยายความสามารถในการรับรู้ให้เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังปราณของแต่ละคนในขบวน รวมถึงความแข็งแกร่งและความบริสุทธิ์ของพลังเหล่านั้น
พวกนางคือศิษย์สาวจาก สำนักบุปผาโปรย ที่เลื่องชื่อเรื่องวิชาปราณหิมะบริสุทธิ์ อาภรณ์สีฟ้าอ่อนสลับขาวของพวกนางพริ้วไหวประดุจคลื่นน้ำยามต้องแสงจันทร์ คมกระบี่ที่ไขว้หลังสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวาววับข่มขวัญผู้คน ท่วงท่าการควบม้าที่สง่างามและเยือกเย็นบ่งบอกถึงการฝึกฝนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบและศีลธรรมอันดีงาม
ขบวนม้าเคลื่อนที่เป็นแถวเดียวที่เป็นระเบียบ หัวหน้าขบวนขี่ม้าขาวบริสุทธิ์นำหน้า ตามด้วยศิษย์สาวอีกสิบเอ็ดคนที่แต่งกายเหมือนกัน แต่ละคนล้วนมีใบหน้าที่สวยงามและสีผิวที่ขาวเนียนเหมือนหิมะ ดวงตาของพวกนางเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีแม้แต่เงาของความชั่วร้ายหรือความโลภโมหะ
อาหลางสังเกตเห็นว่าม้าของพวกนางล้วนเป็นม้าสายพันธุ์ดี ขนสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเหมือนมุกมรกต ฝีเท้าแข็งแรงและทนทาน สามารถเดินทางไกลได้โดยไม่เหนื่อยล้า อานม้าและบังเหียนล้วนทำจากหนังสัตว์คุณภาพดี ตกแต่งด้วยลวดลายประณีตที่แสดงถึงสถานะและความมั่งคั่งของสำนัก
แต่สิ่งที่ทำให้อาหลางสนใจมากที่สุดคือพลังปราณที่แผ่ออกมาจากขบวนนี้ มันบริสุทธิ์และเข้มข้นจนเขาสัมผัสได้แม้จากระยะไกล เหมือนกับแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเมฆบาง ให้ความรู้สึกเย็นสบายและสงบนิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยพลังที่น่าเกรงขาม
เสียงฝีเท้าแผ่เบาดังขึ้นข้างหลังอาหลาง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมันดาลาโบราณโชยมาปะทะจมูกก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกาย อู๋ซวง ในร่างหญิงรับใช้ที่ดูธรรมดา เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างเงียบเชียบประดุจเงาตามตัว
การเคลื่อนไหวของนางนั้นเบาเหมือนใบไม้ร่วง ไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเสียงเสื้อผ้าเสียดสี นางเดินเข้ามาใกล้ด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่เพราะกลัว หากแต่เป็นการแสดงความเคารพต่ออำนาจที่เหนือกว่า ดวงตาของนางจับจ้องไปยังขบวนม้าที่กำลังเข้ามาใกล้ แววตาเต็มไปด้วยความพอใจและความตื่นเต้นที่แฝงลึก
นางไม่ได้รักษาระยะห่างเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่น มือเรียวงามที่เคยใช้ปลิดชีพจอมยุทธมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับค่อยๆ เอื้อมมือมาลูบไล้แผ่นหลังกว้างของอาหลางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของนางสั่นระริกเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความรักใคร่ที่รุ่มร้อนและความยำเกรงต่อพลังอำนาจที่อยู่เหนือกว่า
การสัมผัสของอู๋ซวงนั้นอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความหมาย นางรู้ดีว่าอาหลางกำลังเตรียมตัวสำหรับการสังเวยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด และนางก็เป็นส่วนสำคัญในแผนการนี้ ความตื่นเต้นของนางไม่ได้มาจากความโหดร้าย แต่มาจากความปรารถนาที่จะได้เห็นพลังของอาหลางเติบโตขึ้นสู่ระดับที่ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้
"ท่านเจ้าของโรงเตี๊ยม..." นางกระซิบที่ข้างหูของเขา เสียงนั้นหวานหยดย้อยทว่าแฝงไปด้วยพิษร้าย "อาหารอันโอชะที่ข้าปรุงแต่งทิศทางให้มาหาท่าน... บัดนี้เดินทางมาถึงปากประตูแล้วเจ้าค่ะ กลิ่นปราณบุปผาของพวกนางช่างบริสุทธิ์และชวนให้กระหายยิ่งนัก"
เสียงของอู๋ซวงมีเสน่ห์พิเศษที่สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกหลงใหลได้ แม้แต่คำพูดธรรมดาๆ เมื่อออกมาจากริมฝีปากของนางก็กลายเป็นบทกวีที่ชวนฝัน แต่เบื้องหลังความหวานหอมนั้นกลับซ่อนความโหดร้ายที่น่าสะพรึงกลัว นางพูดถึงศิษย์สาวเหล่านั้นเหมือนกับพูดถึงอาหารที่กำลังจะเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร
นางโน้มตัวเข้าหาเขา สัมผัสถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของอาหลางซึ่งบัดนี้เข้มข้นไปด้วยพลังมารที่นางมอบให้ "ขบวนนี้มีศิษย์สาวถึงสิบสองคน นำโดยฉิวเสวี่ยผู้มีจิตใจแข็งแกร่งดุจน้ำแข็งพันปี... ข้าอยากรู้นักว่า เมื่อนางต้องเผชิญหน้ากับ 'ทุ่งแห่งราคะ' ของท่าน น้ำแข็งนั้นจะละลายกลายเป็นน้ำตาแห่งตัณหาได้เร็วเพียงใด"
อู๋ซวงหยุดพักเล็กน้อย แล้วเสริมด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย "ฉิวเสวี่ยนั้นเป็นที่รู้จักในแวดวงยุทธภพว่าเป็นหญิงที่ไม่เคยแพ้ให้กับตัณหาใดๆ นางฝึกฝนวิชาปราณหิมะจนถึงขั้นที่หัวใจเย็นเยียบดุจน้ำแข็งนิรันดร์ ไม่เคยมีชายใดสามารถทำให้นางหวั่นไหวได้ แต่ข้าเชื่อว่า... พลังของท่านจะทำให้นางรู้จักกับความรู้สึกที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน"
นางใช้ปลายนิ้วเขียนอักษรลึกลับบนแผ่นหลังของอาหลาง ทุกครั้งที่นิ้วของนางสัมผัสผิวหนัง พลังมารจะไหลซึมเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับเขา "ศิษย์สาวคนอื่นๆ ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน มีทั้งลูกสาวของตระกูลใหญ่ที่มีเลือดสายขุนนางไหลอยู่ในเส้นเลือด และมีทั้งเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก ทุกคนล้วนผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวดและฝึกฝนมาอย่างหนัก"
เสียงของนางเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบที่ชวนหลงใหล "พวกนางไม่เคยสัมผัสกับความรักระหว่างชายหญิง ไม่เคยรู้จักกับความปรารถนาทางกาย จิตใจของพวกนางบริสุทธิ์ดุจดอกบัวที่ไม่เคยถูกแมลงใดเกาะเกี่ยว... ข้าคิดว่าเมื่อพวกนางได้สัมผัสกับ 'สวรรค์แห่งราคะ' ที่ท่านเตรียมไว้ พวกนางจะไม่สามารถต่อต้านได้เลย"
อาหลางหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เป็นเสียงหัวใจที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยความลำพองใจในอำนาจ เขายกมือขวาขึ้นมาดูอุ้งมือที่บัดนี้เรียบเนียน ทว่าในส่วนลึกใต้ชั้นผิวหนัง ศิลาเนตรมาร กลับเริ่มสั่นระริกอย่างรุนแรง มันไม่ใช่การสั่นเตือนภัยเหมือนตอนเจออู๋ซวงครั้งแรก แต่มันคือการสั่นด้วยความ "กระหาย" ที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิตที่เขาเคยครอบครองมันมา
ศิลาเนตรมารเริ่มส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทของอาหลาง มันรับรู้ได้ถึงพลังปราณบริสุทธิ์ที่กำลังเข้ามาใกล้ และมันต้องการพลังเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง ทุกเส้นใยของศิลาสั่นระริกด้วยความปรารถนาที่จะดูดกลืนและครอบครองพลังเหล่านั้น มันเหมือนกับสัตว์ป่าที่หิวโหยมานานหลายเดือน แล้วได้กลิ่นเนื้อสดใหม่ลอยมาในลม
แสงสีทองอำพันเรืองรองออกมาจากเส้นเลือดรอบอุ้งมือของเขา สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของขบวนม้าที่ใกล้เข้ามาทุกที อาหลางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังวิญญาณของนางเซียนเหล่านั้นที่เริ่มถูก "เส้นใยวิญญาณ" ของเขากระตุกเรียกจากระยะไกล
เส้นใยเหล่านี้เป็นผลผลิตใหม่ของศิลาเนตรมารที่ได้รับการอัปเกรด มันสามารถแผ่ออกไปในระยะไกลและสร้างการเชื่อมต่อกับเป้าหมายได้โดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัว เหมือนกับใยแมงมุมที่มองไม่เห็น แต่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า เมื่อเหยื่อติดเส้นใยแล้ว การหลุดพ้นจะเป็นไปไม่ได้
อาหลางสัมผัสได้ว่าเส้นใยเหล่านี้เริ่มเชื่อมต่อกับศิษย์สาวในขบวนทีละคน เริ่มจากคนที่มีจิตใจอ่อนแอที่สุด แล้วค่อยๆ ขยายไปยังคนอื่นๆ การเชื่อมต่อนี้ไม่ได้ทำให้พวกนางรู้สึกเจ็บปวดหรือแปลกใจ กลับกันพวกนางจะรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจมากขึ้น เหมือนกับได้พบกับสิ่งที่ตัวเองแสวงหามานาน
"ดูเหมือนมันจะอดใจรอไม่ไหวแล้วล่ะอู๋ซวง..." อาหลางเอ่ยพลางกำมือแน่น พลังมหาศาลบีบอัดอยู่ในอุ้งมือจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว "สิบสองคน... สิบสองดวงวิญญาณที่บริสุทธิ์ ข้าจะใช้พวกนางเป็นเสาหลักในการเปลี่ยนโรงเตี๊ยมสนธยาให้กลายเป็นวิมานที่ไม่มีวันดับสูญ ใครก็ตามที่ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ จะต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการของข้าตลอดกาล"
เขาหันไปมองอู๋ซวงด้วยดวงตาที่เปล่งแสงสีทองอำพัน "แผนการของข้าไม่ใช่แค่การดูดกลืนพลังของพวกนางเท่านั้น แต่ข้าจะใช้วิญญาณของพวกนางเป็นรากฐานในการสร้างอาณาจักรมารที่แท้จริง โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะกลายเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกมาร ที่ซึ่งข้าจะเป็นจักรพรรดิเพียงผู้เดียว"
อู๋ซวงฟังด้วยความตื่นเต้นที่แฝงลึก นางเข้าใจดีว่าแผนการนี้ยิ่งใหญ่และอันตรายเพียงใด หากสำเร็จ อาหลางจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือกว่ามนุษย์และมารทั่วไป เขาจะสามารถควบคุมชะตากรรมของใครก็ตามที่เข้ามาในอาณาเขตของเขา
"นายท่าน..." นางกระซิบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพและความหลงใหล "ข้าจะช่วยท่านให้แผนการนี้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะต้องเสียสละอะไรก็ตาม"
ขบวนนางเซียนเริ่มชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นป้ายไม้เก่าๆ ของโรงเตี๊ยมสนธยาที่แกว่งไกวตามลม ป้ายไม้นั้นเขียนด้วยตัวอักษรจีนโบราณที่ดูซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงอ่านได้ชัดเจน "โรงเตี๊ยมสนธยา - ต้อนรับนักเดินทางทุกสำนัก"
ฉิวเสวี่ยผู้เป็นหัวหน้าขบวนยกมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดม้า นางเป็นหญิงสาวที่ดูอายุประมาณยี่สิบห้า มีใบหน้าที่สวยงามแต่เย็นชา ดวงตาคมกริบเหมือนใบมีดที่ขัดเงา ผมยาวสีดำเก็บเป็นมวยสูงด้วยกิ๊บทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้า
นางกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจอาคารไม้ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหมอกหนา โรงเตี๊ยมสนธยาดูเก่าแก่และทรุดโทรม แต่ยังคงมีความมั่นคงและแข็งแรง หน้าต่างไม้เปิดออกมาเผยให้เห็นแสงไฟอบอุ่นข้างใน และมีกลิ่นอาหารหอมๆ ลอยออกมา
แววตาของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ทว่านางไม่อาจสัมผัสได้เลยว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ของโรงเตี๊ยมชายแดนที่ดูเงียบเหงานี้ กลับมีตาราข่ายที่ถักทอด้วยตัณหาและความตายรอรับพวกนางอยู่
ฉิวเสวี่ยใช้ประสาทสัมผัสที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีสำรวจบริเวณรอบๆ นางไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ที่เป็นอันตราย กลิ่นอายมารที่นางติดตามมาดูเหมือนจะจางหายไปแล้ว อาจเป็นเพราะมารตัวนั้นได้หลบหนีไปที่อื่นแล้ว หรือซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกที่ไกลออกไป
"พวกเราจะพักที่นี่หนึ่งคืน..." เสียงของฉิวเสวี่ยดังกังวานและเย็นชา "จงเตรียมพร้อมกระบี่ไว้ให้ดี ที่นี่มีกลิ่นอายประหลาดที่ข้าสัมผัสได้ไม่ชัดเจนนัก"
ศิษย์สาวคนอื่นๆ พยักหน้ารับคำสั่ง พวกนางล้วนเป็นนักสู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี รู้จักการระแวดระวังและเตรียมพร้อมสำหรับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แต่พวกนางก็เหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน และต้องการที่พักผ่อนอย่างยิ่ง
หญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อ เหมยซู่ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เหนื่อยอ่อน "หัวหน้าคะ ข้าเห็นแสงไฟและได้กลิ่นอาหารหอมๆ ดูเหมือนโรงเตี๊ยมนี้จะยังเปิดให้บริการอยู่"
"ดีแล้ว เราจะได้พักผ่อนสักคืน" หญิงสาวอีกคนที่ชื่อ ลิงเอ๋อร์ ตอบด้วยความโล่งใจ "การเดินทางวันนี้ยาวนานเกินไป และเส้นทางก็แปลกประหลาด เหมือนกับมีใครคอยนำทางให้เราหลงทางอยู่เรื่อยๆ"
ฉิวเสวี่ยหันไปมองลิงเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เฉียบคม "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน หัวหน้า" ลิงเอ๋อร์ตอบด้วยความลังเล "แต่ข้ารู้สึกว่าเส้นทางที่เราเดินมานั้นไม่ใช่เส้นทางที่เราวางแผนไว้ตั้งแต่แรก เหมือนกับมีพลังลึกลับคอยชักนำให้เราเปลี่ยนทิศทาง"
ฉิวเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่นางไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าทำให้การตัดสินใจผิดพลาด หรืออาจเป็นเพราะกลิ่นอายมารที่พวกนางติดตามมาทำให้เกิดความสับสน
"ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็มาถึงที่นี่แล้ว" นางตัดสินใจ "จงระมัดระวังตัวให้ดี และอย่าแยกกันไปไหน"
อาหลางที่ยืนอยู่บนระเบียงจ้องมองลงไปยังร่างของฉิวเสวี่ยที่ดูสูงสง่าบนหลังม้า เขาศึกษารายละเอียดของนางอย่างละเอียด จากท่วงท่าการนั่งม้าที่มั่นคงและสง่างาม ไปจนถึงแววตาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
นางเป็นหญิงที่สวยงามในแบบที่เย็นชาและห่างเหิน ใบหน้าขาวเนียนเหมือนหิมะ คิ้วเรียวเหมือนใบหลิว ดวงตาดำขลับเหมือนดาวในคืนที่ไร้เมฆ จมูกโด่งสูงและริมฝีปากบางที่มักจะกำแน่นเป็นเส้นตรง แสดงถึงความมุ่งมั่นและความเข้มแข็ง
แต่สิ่งที่ทำให้อาหลางสนใจมากที่สุดคือพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง มันเข้มข้นและบริสุทธิ์จนเขาสัมผัสได้แม้จากระยะไกล เหมือนกับน้ำแข็งที่เก็บสะสมความเย็นไว้มานานหลายปี พร้อมที่จะระเบิดออกมาด้วยพลังมหาศาลเมื่อถูกกระตุ้น
เขาเลียริมฝีปากเบาๆ พลางหันไปพยักหน้าให้ความเงียบกับอู๋ซวง การเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้เป็นสัญญาณที่นางเข้าใจดี ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นการแสดงครั้งยิ่งใหญ่
"ลงไปต้อนรับแขกเถอะ... อย่าให้พวกนางรอนาน"
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในความมืดของโถงชั้นบน เตรียมตัวสวมหน้ากากเสี่ยวเอ้อผู้แสนดีอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นการ "เก็บเกี่ยว" ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของสำนักบุปผาโปรยไปชั่วนิรันดร์
อู๋ซวงมองตามร่างของอาหลางจนหายไปในเงามืด แล้วค่อยๆ เดินลงไปยังโถงล่าง นางปรับใบหน้าให้กลับเป็นหญิงรับใช้ที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสาอีกครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าดูอบอุ่นและเป็นมิตร ไม่มีใครจะเดาได้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นซ่อนความโหดร้ายและแผนการที่น่าสะพรึงกลัว
เสียงฝีเท้าม้านับสิบเริ่มดังกึกก้องใกล้เข้ามา กลิ่นอายของบุปผาบริสุทธิ์เริ่มโชยมาปะทะกลิ่นมารที่ซ่อนเร้น ความตื่นเต้นในอากาศหนาแน่นจนแทบจับต้องได้
การสังเวยครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และไม่มีใครในขบวนนางเซียนรู้ว่าพวกนางกำลังก้าวเข้าสู่กับดักที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกนางไปตลอดกาล