"แน่ใจนะว่าคลังสมบัติที่ลื้อบอก มันอยู่ที่นี้?" คุณฟู่หันไปมองวินเทอร์ด้วยความสงสัย
"ครับเตี่ย ที่นี่แหละ พวกเรามาถูกแล้ว" วินเทอร์กวาดสายตามองดูรอบๆ ตามความทรงจำชาติที่แล้วเขามั่นใจว่าเป็ที่นี่แน่นอน
สถานที่พวกเขาอยู่คือพื้นที่โล่งกว้าง มองไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นดิน ไม่มีสถานที่ที่จะเป็ห้องลับหรือโกดังเก็บสมบัติเลยสักนิด
"แล้วคลังสมบัติที่หลานวินบอก มันอยู่ที่ไหนกันละ?" เดชามองไปรอบๆ สายตาของเขาเห็นเพียงแค่พื้นดินที่รกร้างเท่านั้น
"ห้องลับมันอยู่ใต้ดินครับ พวกเราต้องขุดดินลงเพื่อลงไปยังโบราณสถานที่ถูกฝังอยู่ด้านล่างนี้" วินเทอร์ชี้ไปที่พื้นใต้เท้าของเขา
"เมื่อกี้ลื้อพูดว่าอะไรนะ!?" คุณฟู่เผลอร้องเสียงหลงออกมา
"พวกเราต้องขุดดินลงไปครับ"
"ไม่ๆ อั๊วหมายถึงประโยคหลัง!"
"โบราณสถานที่ถูกฝังอยู่ด้านล่าง?" วินเทอร์ยักคิ้วขวาขึ้นมาด้วยความงุนงง
"ลื้อจะบอกว่า มีโบราณสถานอยู่ใต้พื้นที่พวกเรากำลังยืนอยู่?"
"ใช่ครับ"
เวลานี้ ทุกคนต่างพากันมองไปยังวินเทอร์ด้วยความโง่งม พวกเขาแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน โบราณสถานใต้ดิน? นี่พวกเขาที่เป็แก๊งมาเฟีย กลายเป็กลุ่มนักสำรวจ นักโบราณคดีกันไปแล้วหรือเนี่ย!?
เมื่อคุณฟู่ได้ยินว่าสมบัติอยู่ใต้ดิน จึงหันไปสั่งกับลูกน้องว่า "พวกแก ไปเตรียมรถขุดมา!!"
"ไม่จำเป็ครับเตี่ย พวกเราจะะเิพื้นที่ตรงนี้ไปเลย" วินเทอร์พูดขึ้นมาด้วยท่าทีสบายๆ
"..."
ทุกคนต่างก็พูดไม่ออก ะเิ? ถามจริงเหอะ!!! ถึงพวกเขาจะพอคาดเดาได้ว่าสมบัติในห้องลับจะไม่เป็อะไร แต่นี่เขาไม่กลัวว่าโบราณสถานใต้ดินจะเกิดความเสียหายบ้างเลยเหรอ?
แน่นอนว่าวินเทอร์ไม่สนใจเื่โบราณสถานที่ว่าเลยแม้แต่น้อย เขาเป็มาเฟีย ไม่ใช่นักโบราณคดี เป้าหมายของเขาคือสมบัติภายในห้องลับ ไม่ใช่การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเขา โดยไม่สนว่าจะเกิดผลกระทบอะไร จะบอกว่าเขาเป็คนเห็นแก่ตัวก็ไม่ผิด
แต่ถ้าเกิดเขาเป็คนโลกสวย เป็คนดีมีคุณธรรม มีมโนธรรม และมีสามัญสำนึกเหมือนคนทั่วไป เขาก็คงไม่ต้องมาเป็มาเฟียหรอก จริงไหม? เขาคงไปทำประโยชน์เพื่อสังคมแล้ว นี่มันองค์กรมาเฟีย ไม่ใช่องค์กรการกุศล หรือองค์การสหประชาชาติ ที่้านำสันติภาพและสันติสุขมาสู่โลก แต่น่าเสียดาย...
"โลกนี้ไม่เคยมีพระเ้าที่ช่วยโลก โลกนี้ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีมารร้าย มีเพียงจิตใจของมนุษย์ มีเพียงตัวของพวกเขาเอง"
ใครจะรู้บ้างว่าภายในองค์กรพวกนั้นมันเน่าเฟะขนาดไหน? ใครจะรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมาเป็เื่จริง หรือเป็เพียงแค่ฉากหน้า? แน่นอนว่าไม่มีใครรู้...ยกเว้นก็แต่เพียงวินเทอร์ที่กลับมาจากอนาคต เขาคือผู้ที่รู้เื่ทุกอย่าง...
...
บรรดาลูกน้องในแก๊งหงเหมินพากันลำเลียง ขนะเิที่ใช้สำหรับงานนี้มาเป็จำนวนมากเต็มสิบรถบรรทุก พวกเขา้าจะะเิพื้นที่บริเวณนี้ให้ทะลุลงไปยังใต้ดิน เวลานี้พวกเขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว หลังจากจบงานนี้ไป โบราณสถานก็โบราณสถานเถอะ คงได้เหลือแค่ซากปรักหักพัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่อยมาฟื้นฟูเอาทีหลังละกันนะ
แต่ขณะที่พวกเขากำลังติดตั้งะเิอยู่กันอยู่นั่นเอง ก็ปรากฏขบวนรถกระบะจำนวนมากหลายสิบคัน กำลังขี่ตรงมายังกลุ่มของวินเทอร์
"อ้าวๆ นี่มันแก๊งหงเหมินไม่ใช่เหรอ?" ชายที่นั่งอยู่บนหลังคารถกระบะได้พูดภาษาประเทศกูปรีขึ้นมาผ่านโทรโข่ง
ชายคนนี้มีรูปร่างผอมแห้ง บนร่างกายของเขามีรอยสัก ที่เป็ยันต์อักขระั้แ่หัวจรดเท้า และบนรถกระบะหลายสิบคันมีคนที่ถือปืนอยู่ครบครัน แต่ถ้าเทียบกับยุทโธปกรณ์ของแก๊งหงเหมินแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะปืนที่กลุ่มคนบนรถกระบะเป็ปืนเถื่อน ที่ถูกสร้างและถูกดัดแปลงอย่างลวกๆ ดูไม่ได้มาตรฐาน ถ้ายิงขึ้นมาและลำกล้องติดขัด หรือะเิคามือไปก็ไม่ใช่เื่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
"ฮังซ็อมนางโงร์ เ้าพ่อใหญ่แห่งพระตะบอง" เมื่อหวงหลงเห็นชายที่นั่งบนหลังคารถกระบะ ก็พูดชื่อของเขาออกมา
ฮังซ็อมนางโงร์มองไปที่คุณฟู่แล้วพูดขึ้นมาว่า "คุณฟู่? ไม่ใช่ว่าพวกเราตกลงกันแล้วหรือว่าพวกเราจะไม่ล้ำเส้นกัน ผมให้คุณได้ตั้งหลักปักฐานที่ปอยเปตก็ถือว่าผมไว้หน้าคุณมากแล้ว แต่สถานที่คุณอยู่ตอนนี้มันเกินเส้นแบ่งของพวกเราแล้ว และกองทัพตรงหน้านี้มันอะไรกันอีก คุณฟู่?"
สถานที่พวกของวินเทอร์อยู่ตอนนี้เลยออกจากปอยเปตมาเล็กน้อย เรียกได้ว่าอยู่ระหว่างกลางปอยเปตกับเสียมราฐ อิทธิพลอาณาเขตของแก๊งหงเหมินที่ได้ตกลงไว้คือ ครึ่งหนึ่งของปอยเปตที่เป็ชายแดนระหว่างประเทศช้างกับประเทศกูปรี
ซึ่งตอนนี้พวกของวินเทอร์ได้ล้ำเส้นอาณาเขตที่ได้ตกลงกันไว้ และกลุ่มของวินเทอร์ก็ไม่ใช่กลุ่มเล็กๆ แต่เขายังพากองทัพที่มียุทโธปกรณ์าพร้อมรบ และยังได้ลำเส้นข้ามเขตแดนอีกด้วย การกระทำแบบนี้แน่นอนว่ามันเป็การกระตุกหนวดเสือเ้าถิ่น จนทำให้ฮังซ็อมนางโงร์เ้าพ่อใหญ่ที่คุมพระตะบองต้องออกหน้าด้วยตัวเอง เพราะแก๊งที่อยู่ในแถบนี้ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะต่อต้านแก๊งหงเหมิน
วินเทอร์มองหน้าฮังซ็อมนางโงร์ที่อยู่ห่างออกไปแสยะยิ้มออกมาทีหนึ่ง และเดินตรงไปยังรถบรรทุกทางทหาร พร้อมหยิบปืนยิงจรวด FGM-148 Javelin ที่วางอยู่หลังขึ้นมาถือเอาไว้ด้วยความคล่องแคล่วชำนาญช่ำชอง จากนั้นวินเทอร์ก็เล็งไปทางรถกระบะที่ฮังซ็อมนางโงร์กำลังนั่งอยู่ และกดลงไปที่ปุ่มยิงจรวด
ฟิ้วววววววว เสียงของลูกจรวดดังลั่นขึ้นมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียง บึ้ม!!!!!! พร้อมปรากฏควันลอยขึ้นมาเป็รูปเห็ดขนาดเล็ก หลังจากผ่านไปได้สักครู่ ควันก็ค่อยๆ จางหายไป ส่วนรถกระบะที่ฮังซ็อมนางโงร์นั่งอยู่ก็หลงเหลือเพียงแต่ซากรถเท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับคนที่นั่งอยู่บนรถก็ได้ร่างแหลกสลายไปกับการะเิเมื่อสักครู่แล้ว
วินเทอร์ไม่สนใจเ้าพ่อใหญ่แห่งพระตะบองคนนี้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็เ้าพ่อที่คุมทั้งพระตะบองแล้วยังไง? เกิดแล้วเดี๋ยวก็ตาย จะแน่แค่ไหน? หรือจะใหญ่มากจากไหน? สุดท้ายก็เล็กกว่าโลง
"ดูเหมือนว่ายันต์คงกระพันบนตัวของเขาจะไม่เท่าไหร่? นึกว่าจะทนได้สักสิบลูกสักอีก เสียดายจัง..." วินเทอร์มองไปยังผลลัพธ์ตรงหน้า พร้อมเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเสียดายออกมา
"..."
เวลานี้ทุกคนได้แต่ยืนตะลึงหูตาแหก ปากอ้าค้างพูดอะไรไม่ออก เป็บ้าใบ้ไปกันหมดแล้ว เหตุการณ์ตรงหน้ามันเกิดขึ้นไวมาก! ั้แ่ต้นจนจบที่พวกเขาเดินทางมาถึง มันยังผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ เ้าพ่อใหญ่แห่งพระตะบองก็พึ่งได้พูดแค่สองประโยค เขาก็เดินทางไปพบท่านยมแล้ว
ส่วนพวกลูกน้องที่เหลือที่เขาได้พามาด้วย ต่างยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความโง่งม เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง พวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไงต่อไปดี สิ่งที่เกิดขึ้นมัน...เกินกว่าความเข้าใจทุกคนไปแล้ว ที่พวกเขาคิดไว้มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ! วินเทอร์เล่นผิดบทแล้ว!!! พี่ท่านจะไม่พูดคุยเพื่อสร้างสตอรี่อะไรหน่อยเลยหรือ? จู่ๆ พี่ท่านก็ตัดจบไปโต้งๆ แบบนี้เลยหรือ?
แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนพูดไม่ออกคือ อาวุธพิฆาตที่วินเทอร์ใช้ มันคือจรวดพิฆาตรถถังเลยนะเฮ้ย! แต่พี่ท่านนำมายิงรถกระบะบุโรทั่งโง่ๆ คันนี้เนี่ยนะ! จะฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโคด้วยเล่า?
เดชาที่เป็เ้าของปืนยิงจรวดกระบอกนี้และยังเป็คนที่ซื้อมาจากประเทศอินทรีด้วยตัวเองอีก เขารู้มูลค่าของเ้า FGM-148 Javelin กระบอกนี้เป็อย่างดี แต่เดชาก็ทำได้แค่เพียงปาดน้ำตาในใจเงียบๆ ะุลูกหนึ่งก็ราคา 80,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้วนะ หรือราวๆ 2.6 ล้านบาท
แต่วินเทอร์ดันเอามายิงรถกระบะบุโรทั่งที่มีมูลค่าแค่ห้าหลักเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะสามารถดับลมหายใจเ้าพ่อใหญ่แห่งพระตะบองไปด้วยก็เถอะ แต่มันจะคุ้มจริงๆ เหรอ? แค่เอาปืนพกสั้นธรรมดายิงก็ตายแล้วมั้ง ไม่เห็นจำเป็ต้องใช้จรวดพิฆาตรถถังเลย...
"อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย พวกเรายังมีสิ่งที่ต้องอยู่นะ อย่าลืมไปสิ!" วินเทอร์ยิ้มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
หลังจากสิ้นเสียงของวินเทอร์ ปังๆ! ปังๆ! ปังๆ! เสียงห่าะุก็ได้ดังลั่นขึ้นมา ซึ่งเป้าหมายก็คือผู้คนที่กำลังยืนโง่งมอยู่บนรถกระบะ พวกเขาไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว ก็ตกตายกันไปหมดแล้ว จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายหมดไป พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า 'สรุปแล้ว นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่วะ?' พวกเขาได้แต่ตายไปพร้อมกับความอึดอัดที่อยู่ภายในใจ
"เอาละๆ พวกแกดำเนินแผนการต่อเลย" วินเทอร์หันไปสั่งกับพวกลูกน้อง ส่วนตัวเขาก็ไปนั่งตากแอร์เย็นๆ บนรถรอแล้ว
อย่าว่าแต่คนของแก๊งในพระตะบองเลย แม้แต่พวกเขาก็รู้สึกงงกันไม่น้อยเหมือนกัน แต่หลังจากตั้งสติกันได้แล้ว พวกเขาก็เริ่มแผนการที่จะะเิพื้นดินบริเวณนี้ต่อทันที พวกเขาติดตั้งะเิตามมุมต่างๆ ที่วางไว้ เพื่อให้การะเิมีประสิทธิภาพมากที่สุด จะได้ไม่ต้องเปลืองทรัพยากรและต้องมาะเิซ้ำหลายๆ รอบ
บึ้ม! บั้ม! บึ้ม! บึ้ม! เสียงะเิได้ดังกึกก้องะเืจนได้ยิงไปทั่วทั้งปอยเปต จนทำให้ผู้คนรู้สึกสงสัยกันไม่น้อยว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้น
พื้นดินที่ถูกะเิ ได้กลายเป็หลุมกว้างขนาดใหญ่ และภายในหลุมก็เหมือนจะเป็ถ้ำเป็อุโมงค์ สถาปัตยกรรมจำนวนมากที่อยู่ในถ้ำใต้ดินก็ถูกแรงะเิบดขยี้จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
กลุ่มคนจากแก๊งหงเหมินก็ได้หย่อนเชือก ต่อบันได และขุดดินเพื่อเป็ทางเชื่อมลงไปยังถ้ำใต้ดิน พอหลังจากที่ทาง้ากับถ้ำใต้ดินสามารถเชื่อมถึงกันและเดินทางไปมาได้สะดวกแล้ว วินเทอร์ก็ลงไปถ้ำใต้ดินข้างล่างทันที เขาได้เดินนำพวกลูกน้องไปยังวิหารโบราณแห่งหนึ่งในถ้ำใต้ดิน และเดินเข้าในวิหารทันที เขาไม่จำเป็ต้องกลัวว่าจะมีกับดักเลยแม้แต่น้อย นั้นก็เพราะในความทรงจำจากชาติที่แล้วของเขา
วินเทอร์ค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในวิหาร บนผนังวิหารก็มีศิลปะเื่ราวต่างๆ ถูกวาดและถูกแกะสลักเอาไว้ แต่เขาไม่สนใจพวกมันเลยแม้แต่น้อย เื่ราวพวกนี้ไม่มีส่วนสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย เป็แค่เื่ที่คนสมัยนั้นเขียนเอาไว้เฉยๆ ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็คำใบ้ของอะไรบางอย่าง แต่วินเทอร์ที่กุญแจและความทรงจำจากชีวิตที่แล้ว ไม่จำเป็ต้องไปแยแสหรือถอดรหัสลับอะไรพวกนั้นให้ปวดหัวเลย
จนกระทั่งวินเทอร์ได้มาหยุดที่ประตูโบราณขนาดมหึมา และมีรูปสลักของั์สองตนที่ดูเหมือนจะเป็ทวารบาล กำลังยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู วินเทอร์ที่มองดูรูปสลักของั์ก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเ็า พร้อมยื่นมือไปหยิบปืน HK416 ของลูกน้องข้างกาย และยิงถล่มไปที่หัวของรูปแกะสลักจนแตกกระจุยกระจาย
นี่ไม่ใช่การท้าทายแต่อย่างใด วินเทอร์แค่รู้สึกหมั่นไส้รูปสลักเฉยๆ เพราะดูเหมือนว่าลูกน้องของเขาจะดูหวาดกลัวรูปสลักั์ทั้งสองตัวนี้ไม่น้อย เขาเลยยิงโชว์ไปให้ดูเลย เพราะถึงยังรูปสลักมันคงไม่ขยับขึ้นมา หรือมีชีวิตจริงๆ ได้หรอก ถึงแม้ว่านี่จะเป็นิยายหมวดหมู่แฟนตาซีก็ตาม แต่สิ่งลี้ลับ พวกเื่เหนือธรรมชาติมันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ สิ่งที่ดูเป็แฟนตาซีของเื่นี้ ก็มีแค่การย้อนเวลาของวินเทอร์เท่านั้นแหละ
หลังจากที่วินเทอร์ทำลายส่วนหัวของรูปแกะสลักแล้ว เขาก็เดินไปที่ประตูโบราณขนาดั์ ที่ไม่มีแม้แต่ที่จับประตู มีแค่ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนประตูฝั่งขวาเท่านั้น ซึ่งเ้าช่องสี่เหลี่ยมนี้ก็ไว้สำหรับวางลูกบาศก์สีดำที่เป็กุญแจนั่นเอง วินเทอร์จึงหยิบลูกบาศก์สีดำออกมาแล้ววางลงไปในช่อง
ครืดดดดด~ เสียงประตูค่อยๆ เลื่อนออกจากกัน ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบออกมาจากภายในห้อง จนทำให้กลุ่มคณะของวินเทอร์ถึงกับต้องหรี่ตาลง เพราะความเจิดจ้าที่ออกมาจากภายในห้องลับนี้ มันทำให้ตาของพวกเขาแทบบอด
พวกเขาได้มองเข้าไปในห้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่ยากจะเชื่อ เพราะสิ่งที่พวกเขาได้เห็นตรงหน้า มันเกินกว่าที่สมองพวกเขาจะประมวลผลได้แล้ว...