เมื่อออกมาจากหอโอสถวิญญาณเย่เฉินวิ่งไปยังสวนสมุนไพรวิญญาณ
ครั้งนี้ไม่เหมือนกับสองสามครั้งก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ยินเสียงเริงรักของศิษย์ที่ชื่อหลี่ซานกับศิษย์สตรีบางทีหลี่ซานอาจถูกทุบตีไปไม่เบาในการประลองของสำนักนอกจนอาจจะต้องนอนรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ก็เป็นได้?
เย่เฉินไม่สนใจเรื่องนี้อีกต่อไปจากนั้นก็เดินตรงเข้าประตูของสวนสมุนไพรวิญญาณไป มุ่งตรงไปยังสมุนไพรวิญญาณ
เขารู้ดีว่าอีกสามวันข้างหน้าจะต้องเข้าสู่สำนักในโอกาสที่จะได้เข้ามาเลือกเด็ดสมุนไพรวิญญาณในสวนสมุนไพรวิญญาณแห่งนี้ก็จะน้อยลงดังนั้นจึงต้องยืมป้ายคำสั่งของสวีฝูเพื่อจะเข้ามาตักตวงสิ่งที่ต้องการไปอีกสักครั้งก่อนที่จะเข้าสู่สำนักใน
อันที่จริงตอนนี้เขาก็กำลังทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว
เขาถือป้ายคำสั่งของสวีฝูเขามีความมั่นใจอยู่เต็มที่ ทำตัวเหมือนโจรไปตลอดทางถุงเก็บของที่ถูกเตรียมไว้ถูกยัดไปจนเต็มทุกใบ ดังนั้นทุกที่ที่เขาเดินผ่านล้วนกลายเป็นที่โล่งแจ้งไปทั้งสิ้น
“การปรุงยามีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเรื่องนี้จะมาโทษข้าไม่ได้นะ” เย่เฉินยัดสมุนไพรวิญญาณใส่ถุงเก็บของพลางพูดหาเหตุผลในการกระทำของตนเอง
จนกระทั่งกลางดึกเขาก็ยังคงยุ่งอยู่ในสวนสมุนไพรวิญญาณถุงเก็บของที่เตรียมเอาไว้แต่ละใบล้วนถูกยัดเข้าไปจนเต็ม
“เท่านี้ก็พอที่ข้าจะใช้ได้ไปอีกนานเลยทีเดียว”เย่เฉินตบถุงเก็บของที่เต็มจนป่องออกมาในที่สุดเขาก็ยอมตัดใจทิ้งสมุนไพรวิญญาณที่มีพลังวิญญาณก่อตัวอยู่เหล่านี้ไป
“ไปดีกว่า”เย่เฉินหายใจเข้าลึกๆ แต่ในขณะที่กำลังจะออกไป
ทันทีที่เขาหันหลังไปก็ต้องลูบคางอีกครั้ง และเดินเข้าไปในส่วนลึกของสวนสมุนไพรวิญญาณ
เขาจำได้ชัดเจนว่ามีหน้าผาอยู่ที่มุมส่วนลึกของสวนสมุนไพรวิญญาณและใต้หน้าผาก็เหมือนจะมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่ทำให้อัคคีเที่ยงแท้ของเขาต้องตกใจกลัวเขาจึงทนความอยากรู้ไม่ได้จนต้องเดินกลับไปดูอีกครั้ง
ในครั้งที่สองที่มาถึงมุมส่วนลึกของสวนสมุนไพรวิญญาณเขายืนอยู่ตรงขอบหน้าผาและมองลงไปด้านล่าง
หน้าผายังคงสูงตระหง่านและเมื่อมองลงไปด้านล่าง เขายังคงเห็นกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่และทุกครั้งที่เขามองลงไปดูเหมือนว่ากำลังมองไปยังเหวลึกและนั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะถูกดูดกลืนลงไปตลอดเวลา
เวิง!
ในตอนนี้อัคคีเที่ยงแท้ในทะเลลมปราณของเขาก็เริ่มแปรปรวนขึ้นอีกครั้งด้วยความหวาดกลัวที่มีมันจึงหดตัวลงกลับไปอยู่ในทะเลลมปราณของเย่เฉิน แม้ว่าเปลวไฟจะเต้นแรงแต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงอัคคีเที่ยงแท้ที่กำลังสั่นเทา
“ด้านล่างมีอะไรกันแน่จึงทำให้เจ้ากลัวได้ขนาดนี้” เมื่อมองไปยังอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลลมปราณเย่เฉินก็ต้องเกาศีรษะทันที
ทันใดนั้นสายลมก็พัดผ่านมา แต่กลับทำให้เขาสั่นสะท้านอย่างแรง
เมื่อมองไปโดยรอบเย่เฉินก็กระแอมขึ้นมา ที่นี่มันแปลกเกินไปโดยเฉพาะอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลลมปราณที่สั่นเทานั้น ทำให้เขายิ่งรู้สึกเย็นเยือก
“คงไม่ดีที่จะอยู่ที่นี่นานๆ”เมื่อคิดเช่นนี้ เย่เฉินจึงหันกลับโดยไม่ลังเล
ในขณะที่หันหลังกลับมานั้นตอนที่ขาข้างหนึ่งกำลังยกก้าวขึ้นมาแรงดึงดูดที่ทรงพลังซึ่งไม่อาจต้านทานได้ก็พุ่งขึ้นมาทางด้านหลังและเขาก็ถูกดูดเข้าไป โดยที่เท้าของเขายังไม่ทันจะสัมผัสพื้นดิน
“นี่มันอะไรกัน”เย่เฉินเริ่มเป็นกังวลในใจ เมื่อเขาคิดจะขยับตัวแต่กลับถูกพลังที่แปลกประหลาดนั้นพันธนาการเอาไว้รู้แต่เพียงว่ากำลังภายในร่างกายของตนเองกำลังลดลงอย่างรวดเร็วสายลมหวีดหวิวอยู่รอบกายเขาเป็นเหมือนมีดที่แหลมคมที่เสียดแทงเขาไปทั้งร่าง
ไม่เพียงแค่นี้พลังปราณทั่วทั้งร่างของเขาและแรงในการพูดของเขาก็ถูกเพิกถอนเอาไปจึงได้แต่ยอมให้พลังที่ทรงอานุภาพนั้นลากลงไปยังเบื้องล่างของหน้าผา
ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าเบื้องหน้าของเขานั้นมืดสนิทร่างกายที่ตกลงมาดูเหมือนว่าจะเข้ามาอยู่ยังเบื้องล่างของเหวลึกแล้วสิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้คือความมืดสนิท และนั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังตกนรก
บรรยากาศทั้งหมดเข้าสู่ความเงียบสงัด
ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดด้านล่างของหน้าผาอันมืดมิดเย่เฉินรู้สึกเพียงว่าเท้าทั้งสองของเขาสัมผัสกับพื้นแล้วอีกทั้งการถูกผนึกกำลังทั่วทั้งร่างก็ได้หายไป
เช้ง!
หลังจากพละกำลังของตนเองฟื้นฟูกลับมาเขาก็หยิบกระบี่เมฆแดงออกมา จากนั้นก็หยิบไข่มุกวิญญาณที่ส่องสว่างออกมาดวงตาจ้องมองไปรอบๆ ด้านล่างของหน้าผาอันมืดมิดนี้ ทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างยิ่ง
ด้วยแสงสว่างของไข่มุกวิญญาณเขาจึงมองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ชัดเจน
ที่นี่เป็นสถานที่เงียบสงัดไม่มีต้นไม้ใบหญ้าหรือดอกไม้ใดๆ ไร้ชีวิตชีวา มีหมอกจางๆ ปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่แม้ว่าจะเหยียบย่างได้อย่างนุ่มนวล แต่เขาก็มองเห็นกองกระดูกบนพื้นอย่างเลือนราง
นอกจากนี้เขาก็ยังสามารถมองเห็นแท่นบูชาที่แตกหักแท่นหนึ่งได้แท่นบูชานั้นดูมีอายุยาวนานมากบนแท่นนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยการเปลี่ยนผันของวันเวลาด้านบนก็ยังมีคราบเลือดติดอยู่นอกจากนี้ยังมีอักขระยันต์จำนวนมากที่เขาไม่เข้าใจสลักเอาไว้
เอ๊ะ?
หลังจากกวาดสายตาไปยังแท่นบูชาเย่เฉินก็หรี่ตาลงเมื่อพบกับรูปแกะสลักหินที่แกะเป็นรูปมนุษย์ชิ้นหนึ่งอยู่บนแท่นที่แตกหักนั้นมันอยู่ในท่าทางนั่งขัดสมาธิ เมื่อมองโดยละเอียดเขาจึงมองออกว่านั่นเป็นชายชราผู้หนึ่ง
“ข้าถูกพามาที่นี่ได้อย่างไร”ประกายในดวงตานั้นเริ่มสลัวและมืดลงไม่แน่นอน
“หน้าผาแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่”
“อีกอย่าง...”เมื่อพูดถึงตรงนี้ เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลลมปราณเขาจึงพบว่าอัคคีเที่ยงแท้ของตนเอง ในตอนนี้มีเปลวไฟที่แรงขึ้นและสั่นสะท้านแรงขึ้นด้วยความกลัว
“สหายน้อย”ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงของชายชราที่ดูเลื่อนลอยดังขึ้นมา
“ใคร?” เขากำกระบี่เมฆแดงเอาไว้แน่น เย่เฉินมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวงเหงื่อไหลซึมออกมาจนเต็มหน้าผาก หัวใจของเขาเต้นระรัวไม่หยุด ที่นี่มันแปลกเกินไปคำพูดที่ได้ยินเมื่อสักครู่นี้ เขาถึงกับไม่สามารถบอกได้ว่าดังมาจากทิศทางใด
“สหายน้อย”เสียงของชายชราที่ดูเลื่อนลอยดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ใคร?” เย่เฉินก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว มือที่จับกระบี่เมฆแดงเอาไว้ก็ไม่สามารถจะเพิ่มกำลังเข้าไปได้อีกแล้ว
“ด้านหลังของเจ้า”เสียงของชายชรานั้นยังคงเลื่อนลอยและยังเต็มไปด้วยความรู้สึกของการเปลี่ยนผันของวันเวลา
เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็หันกลับไป แม้ว่าน้ำเสียงนั้นจะดูเลื่อนลอย แต่เขาก็ยังได้รับรู้ได้ถึงต้นตอของเสียงนั้นได้ผู้ที่พูดขึ้นคือรูปแกะสลักหินที่มีรูปร่างราวกับมนุษย์นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นบูชาด้านหลังของเขา
“เจ้า...”เมื่อมองไปยังรูปแกะสลักหินมนุษย์บนแท่นบูชาเย่เฉินก็ก้าวถอยกลับมาด้านหลังอีกครั้ง
แต่ในไม่ช้าเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าชายที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นบูชานั้นไม่ใช่รูปแกะสลักหินแต่เป็นคนผู้หนึ่งที่มีฝุ่นหนาปกคลุมร่างกายอยู่เท่านั้นและนั่นทำให้เมื่อเขามองไปครั้งแรกจึงคิดว่าเป็นรูปแกะสลักหิน
ขณะที่เย่เฉินเข้าไปชายชราผู้นั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นเย่เฉินก็ถอยออกมาโดยไม่ทันรู้ตัวอีกครั้งเพราะดวงตาของชายผู้นั้นกลวงเปล่าไม่มีลูกตาไม่มีรูม่านตาเป็นเพียงหลุมดำหลุมหนึ่ง ส่วนดวงตาอีกข้างหนึ่งก็แปลกมากเช่นกันมันเป็นเช่นเดียวกับเหวลึก ที่มองเพียงวาบเดียวก็มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
“เจ้าเป็นใคร”เย่เฉินหรี่ตาลง ทั้งดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีคนเช่นนี้อยู่ใต้หน้าผา
“เจียงไท่ซวี”ชายชราผู้นั้นพูดอย่างอ่อนแรง เสียงของเขาแผ่วเบามากจนแทบไม่ได้ยิน
“เจียงไท่ซวี?” เย่เฉินกลอกตาของเขาไปมาและค่อนข้างแน่ใจว่าเขาไม่เคยได้ยินเรื่องของบุคคลผู้นี้มาก่อนอย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้ในต้าฉู่
เมื่อคิดเช่นนี้ขึ้นมาเย่เฉินก็มองสำรวจไปทั่วทั้งร่างของเจียงไท่ซวี แม้ว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่กลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ เลย ทั่วทั้งร่างยังคงเต็มไปด้วยฝุ่นหนาและยังมีพลังแห่งความตายปกคลุมร่างของเขาอยู่ทั้งร่างและแก่ชราเหลือเกินเขาดูราวกับว่าได้ปีนออกมาจากโลงศพอย่างไรอย่างนั้น
“ทำไมเจ้าจึงมาซ่อนตัวอยู่ใต้หน้าผาของสำนักเหิงเยว่ของข้า”ในขณะที่มองไปยังเจียงไท่ซวี เย่เฉินก็จ้องเขม็งโดยหวังว่าจะเห็นเบาะแสบางอย่างจากคำพูดและการกระทำของเจียงไท่ซวี
เมื่อได้ยินเช่นนี้เจียงไท่ซวีก็ยิ้มขึ้นทันที “ก่อนที่จะก่อตั้งสำนักเหิงเยว่ ข้าก็อยู่ที่นี่แล้ว ข้านั่งอยู่อย่างนี้มาห้าพันปีแล้ว”
“ห้า...ห้าพันปี?” ด้วยความแน่วแน่ของสมาธิของเย่เฉินเช่นนี้เมื่อได้ยินคำว่าห้าพันปีแค่สามคำ เขาก็เบิกตากว้างโดยทันที
ห้าพันปีนี่มันคืออะไรกัน เขาไม่อาจจินตนาการได้เลย
แม้ว่าอายุขัยของผู้ฝึกตนจะยืนยาวกว่าคนปุถุชนแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต ผู้ฝึกตนในขั้นฝึกวิญญาณจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงสามร้อยปีผู้ฝึกตนขั้นสมานญาณจะสามารถมีชีวิตได้ถึงห้าร้อยปีและผู้ฝึกตนในขั้นผสานฟ้าในตำนาน ก็ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้เกินพันปีแต่เวลาห้าพันปีนั้นก็จำเป็นจะต้องมีการฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าฟ้าดินจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้
“ห้าพันปีชายชราผู้นี้ปีนออกมาจากโลงศพสินะ!”เมื่อกวาดสายตามองไปทั่วร่างของเจียงไท่ซวีที่อยู่บนแท่นบูชาเย่เฉินก็กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ อายุห้าพันปี ตะพาบน้ำก็คงกลายเป็นเต่าไปแล้ว
การแสดงออกของเย่เฉินกลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมไปแล้วสามารถอยู่ได้ถึงห้าพันปี นี่เป็นการฝืนกฎธรรมชาติแล้ว แต่การนั่งมาถึงห้าพันปีถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่สุดแต่ต้องรู้ไว้ก่อนว่าประสบการณ์ของเจียงไท่ซวีนั้นไม่ได้มีเพียงความเปลี่ยนผันของวันเวลาแต่ยังต้องเผชิญกับความเปล่าเปลี่ยวของวันเวลาที่ไม่มีสิ้นสุด
ความตกใจที่มีอยู่ภายในทำให้เย่เฉินลืมที่จะระวังตัว เขามองหยั่งเชิงเจียงไท่ซวี “ผู้อาวุโสท่านมีชีวิตอยู่ได้ถึงห้าพันปีจริงหรือ?”
เจียงไท่ซวีไม่ตอบอะไรได้แต่พยักหน้าเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นท่านมีฐานการฝึกตนอยู่ในระดับใด”แม้ว่าการบอกระดับการฝึกตนให้กับผู้อื่นฟังจะเป็นข้อห้ามแต่เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามออกไป