เห็นหลินกั๋วเฉียงก้าวเข้ามาสีหน้าของหลี่กุ้ยฮวาก็ยิ่งย่ำแย่นางพยายามกลบเกลื่อนความผิดของตัวเองด้วยการพูดเสียงดังขึ้น “หัวหน้าหมู่บ้านลมอะไรหอบคุณมาที่นี่อีกล่ะ…”
หลินกั๋วเฉียงก้าวผ่านคนที่มุงดูเข้ามาช้าๆ เสื้อฝ้ายสีเทาที่ใส่มาทั้งวันมีฝุ่นจับอยู่ตรงปลายแขนกางเกงขายาวก็มีคราบดินติดั้แ่ปลายเท้าไปจนถึงเข่าเหมือนคนที่เพิ่งลงจากงานเหมือนกันแต่ถึงอย่างนั้น ท่วงท่าลักษณะของเขาก็ต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน แผ่นหลังตั้งตรงดูทั้งแข็งแกร่งและน่าเคารพมาก
อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาในบ้านซูเพราะเื่สองพี่น้องคู่นี้
และก็เพราะมีเขาอยู่นั่นเองหลี่กุ้ยฮวาจึงไม่เคยกล้าทำอะไรหนักหนาจนเกินไปตราบใดที่ญาติฝ่ายแม่อย่างหลินกั๋วเฉียงยังอยู่ในหมู่บ้านนี้ นางก็ยังต้องระวังภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่บ้าง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายเป็ถึงหัวหน้าหมู่บ้านด้วยแล้ว
ซูอันเดินตามอยู่ด้านหลังหลินกั๋วเฉียงดูหอบเล็กน้อยจากการวิ่งไปมาหลี่กุ้ยฮวาสังเกตเห็นเด็กหนุ่มแล้วรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นจึงจ้องมองเขาด้วยแววตาร้ายกาจ
ไม่ต้องเดา นางก็รู้ว่าคงจะเป็ความคิดของนังเด็กซูเยว่แน่ๆ
ซูเยว่เห็นแม่เลี้ยงมองมาแล้วก็ยิ้มกริ่มที่มุมปากในเมื่อมีไพ่เด็ดอยู่ในมือแล้วทำไมจะไม่ใช้ออกไปล่ะ เธอไม่ได้โง่นี่นา
อีกอย่างถ้าปล่อยให้หลี่กุ้ยฮวาเล่นละครอยู่คนเดียวต่อไปต่อให้เธอพูดอะไรอีก ก็คงถูกอีกฝ่ายหาเื่กลบหมดอยู่ดี
“หลี่กุ้ยฮวาใครให้สิทธิ์เธอมาตัดสินใจว่าจะให้ซูอันออกจากโรงเรียน” หลินกั๋วเฉียงถามย้ำ“พวกเราเคยตกลงเื่นี้กันแล้วไม่ใช่เหรอ? เธอจะกลับคำพูดได้ยังไง!”
คำพูดนั้นทำให้หลี่กุ้ยฮวาหน้าแข็งขึ้นมาอีกเล็กน้อยแต่ครั้งนี้นางไม่กล้าร้องโวยวายเหมือนเมื่อครู่ ได้แต่ทำเสียงอ่อนลง“หัวหน้าหมู่บ้าน บ้านซูตอนนี้เป็ยังไง คุณก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอ?” นางพูดด้วยสีหน้ากล้ำกลืน “ข้าวในบ้านเหลือน้อยลงทุกวันปีนี้แต้มงานก็หายาก ทุกคนต้องคิดหน้าคิดหลังกันหลายตลบก่อนจะทำอะไรแล้วจะให้บ้านเราให้เด็กคนหนึ่งไปเรียนหนังสือต่อทั้งที่ทุกคนยังแทบไม่พอกินอีกนี่มันสมเหตุสมผลแล้วเหรอ? ต่อให้เด็กสองคนนี้เป็หลานของคุณเองคุณก็คงจะบังคับคนอื่นให้ทำแบบนี้ไม่ได้ใช่ไหม?”
“เธอบอกว่าบ้านนี้ไม่มีเงินจะส่งซูอันเรียนอีกแล้วงั้นเหรอ?”หลินกั๋วเฉียงถามไปตรง ๆ “แต่ตอนที่พี่สาวฉันตาย เธอยังเหลือเงินสินสอดทิ้งไว้อีกมากกว่าห้าสิบหยวนกับจักรเย็บผ้าหนึ่งเครื่อง เงินและของพวกนั้นไปไหนหมดแล้ว?”
หลี่กุ้ยฮวาชะงัก
ห้าสิบหยวนไม่ใช่จำนวนที่น้อยสำหรับหมู่บ้านในชนบทนี้ต่อให้ช่วยกันเก็บเงินทั้งบ้านหลายปีบางบ้านยังไม่เคยเห็นเงินก้อนขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ ยิ่งมีจักรเย็บผ้าอีกหนึ่งเครื่องยิ่งถือว่าเป็ทรัพย์ชิ้นใหญ่
ส่วนเหตุผลที่หลินกั๋วเฉียงจำได้อย่างแม่นยำนั่นเป็เพราะเงินสินสอดของน้องสาวเป็เงินที่เขาเก็บรวบรวมไว้ให้เธอตอนที่ยังทำงานอยู่ในกองทัพทำให้แม่ของซูเยว่กลายเป็ผู้หญิงที่มีหน้ามีตามากในสมัยนั้น เพราะมีสินเดิมติดตัวไปมากมายแม้ต่อมาจะต้องใช้อุดหนุนที่บ้านเพื่อลูกและสามี แต่ก็น่าจะเหลืออยู่อีกไม่น้อย
“จักรเย็บผ้าเครื่องนั้นถูกเอาไปขายตอนต้าซานขาเจ็บเมื่อปีก่อนเื่นั้นฉันจะยังไม่พูดถึง แต่เงิน 50 หยวนก็น่าจะพอส่งเสียเด็ก2 คนจนเรียนจบมัธยมแล้ว”
“ก็แค่ห้าสิบหยวนแล้วมันยังไงล่ะ” หลี่กุ้ยฮวามองหลินกั๋วเฉียงอย่างไม่พอใจ “แล้วจะให้ซูเยว่ซูอันไปเรียน แล้วก็ปล่อยให้คนในบ้านต้องอดยากงั้นเหรอ? อยู่บ้านไม่ต้องใช้เงินหรือไง?เวลาแบบนี้ทำงานเก็บแต้มงานเท่าไหร่ก็ยังไม่พอเลี้ยงดูคนในบ้านแล้วจะเอาเงินไปส่งเด็กเรียนทั้งที่อาหารมื้อละกี่คำก็ต้องหามาอย่างยากลำบากมันสมเหตุสมผลไหม?”
“แล้วอีกอย่างต่อให้ไม่ต้องพูดถึงฉัน เสี่ยวชุนหรือต้าซาน แต่เป่าเอ๋อร์ล่ะ? นั่นก็น้องในไส้ของพวกเขาเหมือนกันนะ” หลี่กุ้ยฮวาพูดพลางเชิดหน้า“พวกเขาจะไม่สนใจน้องของตัวเองเลยหรือไง”
ใบหน้าของซูเยว่ยังคงเรียบเฉยถึงอย่างไรหลี่กุ้ยฮวาก็ไม่เคยสอนให้ซูเป่าเอ๋อร์เรียกเธอหรือซูอันว่าพี่อยู่แล้วฐานะลอยๆ แบบนั้นเธอยังจะยึดถือไปทำไม?
แต่หลี่กุ้ยฮวายิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผล“หัวหน้าหมู่บ้าน ต่อให้วันนี้จะเป็คุณมาเองก็ตามฉันก็จะบอกตรงนี้เลยว่าที่บ้านเราจะไม่ส่งซูอันเรียนอีกแล้วถ้าหากคุณรักหลานชายนัก ก็ส่งเสียเขาเองเลยแล้วกัน”
“คุณไม่ต้องจ่ายค่าเรียนให้เสี่ยวอันก็ได้แล้วไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูพวกเราด้วย” ในเวลานี้จู่ๆ ซูเยว่ก็พูดแทรกขึ้น“แค่แยกบ้านแล้วคืนเงินของแม่ฉันมา พวกเราก็จะไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป”
คำพูดของเธอนั้นน่าใมากเปรียบเสมือนการโยนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำนิ่งเลยทีเดียวไม่มีใครคิดว่าเด็กสาวอายุสิบหกคนหนึ่งจะพูดคำว่าแยกบ้านออกมาต่อหน้าผู้คนแบบนี้
ในหมู่บ้านเล็ก ๆแบบนี้ ต่อให้ครอบครัวทะเลาะกันหนักแค่ไหนส่วนมากก็ยังปิดประตูกัดฟันทนต่อไปเท่านั้น เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าแยกบ้านออกไปก็มีแต่จะยิ่งลำบากยิ่งกว่าเดิม เพราะพวกเขาจะต้องหาข้าว ฟืน กระทะ น้ำมันและทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง คงไม่มีใครโง่พอที่จะทำแบบนั้นยิ่งเป็่ใกล้เข้าฤดูหนาวแบบนี้แล้วด้วย
แต่ซูเยว่ราวกับตัดสินใจมานานแล้วและไม่มีแม้แต่แววของลังเลอยู่ในดวงตาเธอเลย
ซูอันที่ยืนอยู่ข้างหลังลุงของเขาเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวอีกครั้งใจของเขายิ่งเต้นแรงกว่าเดิมเด็กหนุ่มคิดเอาไว้แล้วว่าไม่ว่าพี่สาวของเขาจะอยู่ที่ไหนหรือต่อให้ต้องออกไปตกระกำลำบาก เขาก็จะไปกับเธอแน่นอน
ซูต้าซานได้สติเป็คนแรกเขาขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าคล้ำแดดเต็มไปด้วยความอึดอัดและความไม่พอใจ
“พูดจาไร้สาระอะไรของแก”เขาตวาดเสียงเข้ม “เื่แยกบ้านใช่เื่ที่เอามาพูดเล่นต่อหน้าคนอื่นหรือไง!”
“ฉันไม่ได้พูดเล่น”ซูเยว่หันไปมองผู้เป็บิดา “สามปีก่อนพ่อกับป้าหลี่รับปากฉันว่าจะส่งซูอันเรียนจนจบแต่ตอนนี้พวกเขากลับบอกว่าจะให้เขาหยุดเรียน แล้วพวกเราจะต้องอยู่ในบ้านนี้ไปทำไม?ตราบใดที่น้องฉันไม่ได้เรียนต่อพวกเราก็จะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
“ซูเยว่แกเป็พี่สาวคนโต ทำไมถึงได้ทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้!”ซูต้าซานเบิกตากว้างด้วยความโกรธ “ออกจากบ้านไปแล้วจะทำยังไงแกคิดว่าตัวแกคนเดียวจะหาเลี้ยงน้องและส่งเขาเรียนได้อย่างนั้นเหรอ? ไร้สาระ!”
“ฉันบอกแล้วว่าเด็กคนนี้มันปีกกล้าขาแข็งแม้แต่พ่อก็ยังพูดอะไรกับเธอไม่ได้ ควรจะให้เธอแต่งงานออกไปสักทีได้แล้ว!”หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างโกรธเคือง
หญิงคนหนึ่งรีบพูดขึ้น“ป้าหลี่ ใจเย็นๆ ก่อน เื่แต่งงานค่อยว่ากันทีหลังก็ได้ตอนนี้พวกคุณค่อยพูดค่อยจากันเถอะ”
“ใช่” ชายอีกคนเสริม“เสี่ยวเยว่พูดแรงไปก็จริง แต่เด็กกำลังโมโหอยู่ อย่ากดดันกันไปไกลกว่านี้เลย”
ชายแก่ที่ถือจอบอยู่ข้างรั้วถอนหายใจ“พูดกันดี ๆ เถอะ ่นี้ทุกบ้านก็ลำบากเหมือนกันนั่นแหละแต่แบบนี้พวกเรายิ่งต้องสามัคคีกันไม่ใช่เหรอ?”
พวกเขาดูเหมือนจะพูดให้ใจเย็นลงก็จริงแต่เอาจริงๆ แล้วทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของซูเยว่และซูอันไม่มีใครเชื่อว่าสองพี่น้องจะเอาตัวรอดได้หากพวกเขาออกไปจากบ้านหลังนี้
แม้แต่หลินกั๋วเฉียงก็ยังมองหลานสาวด้วยสายตาลังเล
“เยว่เอ๋อร์คิดให้ดีนะ การแยกบ้านใน่ที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแบบนี้ไม่ง่ายเลยลุงรู้ว่าเธอลำบากใจแค่ไหน แต่ถ้าออกไปตอนนี้ เธอกับเสี่ยวอันจะใช้ชีวิตยังไง?”
“ลุงคะหนูคิดเื่นี้มานานแล้ว” ซูเยว่สงบอารมณ์และพูดอย่างมีเหตุผล“เราสองคนจะเอาตัวรอดได้แน่นอน ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกค่ะ”
แม้ว่าหลินกั๋วเฉียงจะยังไม่แน่ใจในคำพูดนั้นมากนักแต่ความหนักเพิ่มในใจของเขาก็เบาลงมากเพราะการรับปากของเด็กสาว
“แต่…”
ทันใดนั้นซูเยว่ก็พูดขึ้นมาต่อ “ก่อนอื่นเลยเราควรจะมาพูดถึงทรัพย์สินที่แม่ฉันทิ้งไว้กันก่อนดีกว่า”