การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 63 ทักษะใหม่ของวิหคน้อย

    มิติแดนอสูร

           เมื่อยามเช้ามาถึงในขณะที่ฉิงเหม่ยรู้สึกตัวตื่นขึ้น นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังขยับเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมแขนของนาง
           “หืม? อะไรกำลังขยับอยู่กันนะ” ฉิงเหม่ยจ้องมองดูในอ้อมแขนของนางขณะพึมพำ ทำให้นางและเด็กสาวตัวน้อยสบประสานสายตากัน
           “นี่ !” ฉิงเหม่ยอุทาน
           “ม่าม๊าตื่นแล้ว” เสียงหวานใสของเด็กสาวได้ดังออกมาจากภายในอ้อมแขนของฉิงเหม่ย
           “เจ้าเป็นใคร !?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยความตื่นตระหนก นางได้รีบลุกขึ้นนั่งและจ้องมองไปทางเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังนอนขดตัวอยู่อย่างไม่วางตา
           เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กสาวตัวน้อยจึงได้คลานเข้าไปกอดฉิงเหม่ยเอาไว้อย่างแนบแน่นพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ม่าม๊านี่หนูเองวิหคน้อยของม่าม๊า”
           “เจ้าคือวิหคน้อย !”
           “ใช่แล้วม่าม๊า” เด็กสาวตัวน้อยได้ปลดปล่อยพลังปราณอสูรของนางออกมาเล็กน้อย เพื่อให้ฉิงเหม่ยรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังปราณอสูรของนาง
           “พลังปราณอสูรนี้! เป็นเจ้าจริงๆด้วยวิหคน้อย” ฉิงเหม่ยได้โอบกอดเด็กสาวตัวน้อยด้วยความตื่นเต้นดีใจ เมื่อได้รู้ว่าเด็กสาวน่ารักที่อยู่ตรงหน้าของนางคือวิหคน้อย
           “ม่าม๊า ป๊ะป๋าอยู่ที่ไหน หนูต้องการทำสัญญาสัตว์อสูรกับป๊ะป๋า ?” วิหคน้อยกล่าวถามฉิงเหม่ย
           “ป๊ะป๋า เจ้าหมายถึงนายท่านหรือวิหคน้อย ?”
           “ใช่แล้วม่าม๊า ม่าม๊าช่วยบอกให้ป๊ะป๋ามาหาได้พวกเราได้หรือไม่ ?” วิหคน้อยกล่าวกับฉิงเหม่ย
           “ม่าม๊าเข้าใจแล้ว ม่าม๊าจะบอกให้นายท่านมาพบเจ้า” หลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้ติดต่อกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต “นายท่านเจ้าค่ะ ข้าฉิงเหม่ยเองเจ้าค่ะ”
           หวังเหว่ยที่กำลังนั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลของพลังปราณอสูรได้กล่าวตอบฉิงเหม่ยผ่านการสื่อสารทางจิต “เจ้ามีเรื่องอะไรหรือฉิงเหม่ยถึงได้ติดต่อมาหาข้าแต่เช้า”
           “วิหคน้อยถือกำเนิดแล้วเจ้าค่ะนายท่าน นางบอกว่าอยากพบนายท่านเจ้าค่ะ”
           “อะไรนะ! วิหคน้อยถือกำเนิดแล้ว! ข้าจะรีบไปหาเจ้าเดี๋ยวนี้” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้กลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรและตรงไปยังที่พักของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว
           ในทันทีที่หวังเหว่ยเดินเข้าไปภายในที่พักของฉิงเหม่ย เขาได้พบเจอกับเด็กสาวตัวน้อยที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู นางมีผมสีขาวยาวสลวย นัยน์ตากลมโตสีฟ้าอ่อนของนางดูสดใสเปล่งประกายมีชีวิตชีวา
           เด็กสาวตัวน้อยได้เดินเข้าไปกอดหวังเหว่ยด้วยท่าทางที่น่ารักพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส “อุ้ม.. อุ้มหนู”
           เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเหว่ยจึงได้อุ้มนางขึ้นมาอย่างเบามือด้วยความอ่อนโยน “ฮ่าๆ วิหคน้อยเจ้าช่างดูน่ารักราวกับนางฟ้าตัวน้อยเสียจริง” หวังเหว่ยกับเด็กสาวตัวน้อยในอ้อมแขน
           วิหคน้อยเผยรอยยิ้มหวานออกมาหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย “ป๊ะป๋า หนูอยากทำสัญญาสัตว์อสูร”
           “ป๊ะป๋า !” หวังเหว่ยอุทาน
           "บางทีนางคงสัมผัสพลังปราณอสูรของข้าได้จากฉิงเหม่ย นางเลยเรียกข้าว่าป๊ะป๋า" หวังเหว่ยคิดในใจ
           “วิหคน้อยเจ้าอยากทำสัญญาสัตว์อสูรกับป๊ะป๋าหรือ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงขัดเขินเล็กน้อย
           ฉิงเหม่ยหน้าแดงขึ้นมาทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย "นายท่านคือ... ป๊ะป๋าของวิหคน้อย ส่วนข้าก็เป็นม่าม๊า เช่นนี้ข้ากับนายท่านก็... นี่ข้ากำลังคิดอะไรอยู่!" ฉิงเหม่ยส่ายหน้าของนางไปมาด้วยความเขินอายขณะคิดในใจ
           วิหคน้อยพยักหน้าหลังจากได้ยินคำถามของหวังเหว่ย “อือ หนูอยากทำสัญญาสัตว์อสูรกับป๊ะป๋า” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มการทำสัญญาสัตว์อสูรกับหวังเหว่ยด้วยตัวของนางเองทันที ขณะที่เริ่มทำสัญญาได้มีพลังปราณอสูรสีขาวแผ่ออกมาจากภายในร่างกายของนาง “ป๊าป๋าต้องการทำสัญญาสัตว์อสูรกับหนูหรือไม่ ?”
           หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะกล่าว “ป๊ะป๋าตกลง”
           ตูม!
           พลังปราณอสูรสีขาวที่อยู่รอบตัวของวิหกน้อยได้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายหมื่นเมตร ทำให้เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามสามารถมองเห็นลำแสงพลังปราณอสูรสีขาวที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
           “นี่คือการทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับสูง !” พยัคฆ์ขาวกล่าวออกมาเสียงดัง
           “ลำแสงมาจากอาคารที่พักของแม่นางฉิงเหม่ย เมื่อสักครู่นี้ข้าเห็นนายท่านเข้าไปที่นั่น หรือว่าวิหคน้อยถือกำเนิดแล้ว !” พยัคฆ์ครามกล่าวออกมาเสียงดังเช่นกัน ทำให้เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามได้ยินคำกล่าวของเขาอย่างชัดเจน
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่งลำแสงสีขาวก็ได้จางหายไป
           หวังเหว่ยได้ตรวจสอบวิหคน้อยในทันทีหลังจากทำสัญญาสัตว์อสูรกับนาง
           ซีน่า สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ ระดับเลเวล 30
           "นางพึ่งถือกำเนิดก็มีระดับเลเวลถึง30แล้ว บางทีเรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบการถือกำเนิดที่พิเศษของนาง" หวังเหว่ยคิดในใจ จากนั้นเขาได้หันไปกล่าวกับฉิงเหม่ย
           “ฉิงเหม่ยวิหคน้อยนางมีชื่อว่าซีน่า เจ้าอยากเรียกนางว่าวิหคน้อยหรือซีน่าก็แล้วแต่เจ้า ว่าแต่วิหคน้อยนางถือกำเนิดได้อย่างไรหรือ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามฉิงเหม่ยขณะใช้ทักษะตรวจสอบดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับนางหรือไม่
           “ข้าไม่ทราบเหมือนกันเจ้าค่ะนายท่าน พอข้าตื่นขึ้นมาก็ได้พบเจอกับวิหคน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของข้าเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “อืม... ดีแล้วที่ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเจ้าหลังจากที่เจ้าให้กำเนิดนาง ข้าลองตรวจสอบดูแล้วร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายส่วนเมื่อเทียบกับเมื่อวาน !”
           “จริงหรือเจ้าค่ะนายท่าน ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
           หวังเหว่ยพยักหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “จริงแท้แน่นอน และบางทีหลังจากนี้เมื่อเจ้านั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูรที่ถูกสะสมจนหนาแน่นอยู่ภายในร่างกายของเจ้าให้กลับมาเป็นปกติ ระดับเลเวลของเจ้าอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับเลเวล! ฉิงเหม่ยหลังจากนี้ให้เจ้าตั้งใจฝึกฝนให้ดี ในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นกำลังหลักสำคัญของข้าอย่างแน่นอน”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะตั้งใจฝึกฝนเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวกับหวังเหว่ย
           “ม่าม๊าหนูขอออกไปเที่ยวเล่นกับป๊ะป๋าได้หรือไม่ ?” วิหคน้อยกล่าวถามฉิงเหม่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
           ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้นจึงได้ยิ้มอย่างอบอุ่นขณะมองหวังเหว่ยและวิหคน้อย
           “ได้สิ แต่เจ้าต้องเรียกป๊ะป๋าว่านายท่าน เพราะเจ้าเป็นสัตว์อสูรของนายท่านแล้ว” ฉิงเหม่ยกล่าวกับวิหคน้อย
           “ก็... ก็ได้ หนูจะเรียกป๊ะป๋าว่านายท่านเหมือนกับม่าม๊า” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้หันไปมองหวังเหว่ย “นายท่านม่าม๊าอนุญาตแล้วพวกเราออกไปเดินเล่นกัน”
           “ฮ่าๆ ไปกัน ข้าจะพาเจ้าไปทำความรู้จักกับพี่สาวลู่เมิ่ง”
           “ข้าขอรบกวนนายท่านดูแลนางด้วยเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ข้าจะดูแลนางเอง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
           “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยได้หลับตานั่งสมาธิปรับสมดุลพลังปราณอสูรในทันทีหลังจากกล่าวจบ
           หลังจากได้รับคำอนุญาตจากฉิงเหม่ย หวังเหว่ยได้พาวิหคน้อยออกมาจากที่พัก จากนั้นเขาได้ใช้การสื่อสารทางจิตสื่อสารกับเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงาม
           “พวกเจ้าทุกคนฟังข้าให้ดี สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติได้ถือกำเนิดแล้ว นางมีลักษณะภายนอกเหมือนเด็กอายุราว2ปี ข้าได้ทำสัญญาสัตว์อสูรกับนางเป็นที่เรียบร้อย หากพวกเจ้าเจอนาง พวกเจ้าอยากเรียกนางว่าซีน่าหรือวิหคน้อยก็แล้วแต่พวกเจ้า”
           “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามกล่าวกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต
           หลังจากพูดคุยผ่านการสื่อสารทางจิตเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้หันมากล่าวกับวิหคน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา “วิหคน้อยในตอนนี้เจ้าสามารถใช้ทักษะอะไรได้แล้วบ้าง ?”
           “อืม... นอกจากทักษะบินผ่านมิติเพื่อย่นระยะทาง หนูยังได้ทักษะใหม่มาอีกหนึ่งทักษะในตอนที่ม่าม๊าฉิงเหม่ยเลื่อนระดับ ” วิหคน้อยกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “ทักษะใหม่! เจ้าลองแสดงให้ดูได้หรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
           “ได้อยู่แล้วนายท่าน แต่หนูสามารถใช้ทักษะใหม่นี้ได้กับนายท่านและม่าม๊าเท่านั้น เพราะพลังปราณอสูรของพวกเราทั้งสามคนหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ในตอนที่ม่าม๊าฉิงเหม่ยเลื่อนระดับเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์”
           หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางกลายเป็นแสงสีทอง และได้ผสานรวมเข้ากับร่างกายของหวังเหว่ย จากนั้นได้ปรากฎปีกสีทองขนาดหนึ่งเมตรที่งดงามคู่หนึ่งขึ้นที่กลางหลังของหวังเหว่ย
           “นายท่าน ท่านปลดผนึกระดับเลเวลของท่านให้กลับมาเท่าเดิมด้วย หนูจะใช้ความสามารถพิเศษของทักษะผสานร่างแล้ว” วิหคน้อยกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้ปลดผนึกระดับเลเวลของตนเองให้กลับมาอยู่ที่ระดับเลเวล34ในทันที หลังจากได้ยินคำกล่าวของวิหคน้อย จากนั้นแสงสีทองได้ส่องสว่างออกมาจากปีกทั้งสองที่อยู่บริเวณกลางหลังของหวังเหว่ยและระดับเลเวลของเขาก็ได้เพิ่มขึ้นจากระดับเลเวล34ไปเป็นระดับเลเวล50ในทันที!
           “ระดับเลเวลของข้า! ทักษะของใหม่ของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนักวิหคน้อย” หลังจากกล่าวจบ หวังเหว่ยที่รู้สึกได้ว่าปีกทั้งสองข้างที่อยู่บริเวณกลางหลังของเขาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา หวังเหว่ยจึงได้ลองขยับปีกและบินขึ้นไปบินท้องฟ้าดู ซึ่งเขาสามารถบินไปบนท้องฟ้าได้อย่างรวดเร็วราวกับเขากำลังใช้ทักษะวิชาตัวเบา!
           เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ได้พากันยืนตะลึงในทันทีเมื่อได้เห็นหวังเหว่ยบินอยู่บนท้องฟ้า
           “นะ นายท่านกำลังบิน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่เห็นหวังเหว่ยกำลังบินได้พากันกล่าวอย่างตะกุกตะกัก
           “ฮ่าๆ พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจไป นี่คือความสามารถของทักษะผสานร่างของวิหคน้อย ในอนาคตเมื่อพวกเจ้ามีระดับเลเวลถึง50 ข้าจะสอนทักษะบินให้กับพวกเจ้า !” หวังเหว่ยกล่าวกับเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่กำลังมองดูเขาบินบนท้องฟ้า
           “พวกเราจะตั้งใจฝึกฝน ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์กล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่ในอนาคตพวกเขาก็จะบินได้เช่นกัน จากนั้นพวกเขาได้แยกย้ายกันไปฝึกฝนเพื่อเพิ่มระดับเลเวลด้วยความกระตือรือร้นในทันที
           หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นจึงได้ยิ้มออกมาและเริ่มฝันถึงวันที่เขาจะได้มีสุดยอดกองกำลังนักรบบินที่สามารถกวาดผ่านทุกสมรภูมิได้อย่างไร้ผู้ต้านทาน!
           ในขณะที่หวังเหว่ยกำลังวาดฝันอันสวยงามของเขาอยู่ วิหคน้อยได้กล่าวกับเขาว่า “นายท่านตอนนี้หนูยังบินได้เร็วที่สุดแค่นี้ แต่ในอนาคตเมื่อระดับเลเวลของหนูสูงขึ้น หนูจะเร็วยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่า !”
           หวังเหว่ยเมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงได้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขพร้อมกับกล่าวถามวิหคน้อยว่า “ในตอนนี้เจ้าสามารถใช้ทักษะผสานร่างได้นานที่สุดกี่นาที ?”
           “ด้วยระดับเลเวลของหนูในตอนนี้นานที่สุดคงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงนายท่าน” วิหคน้อยกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ายกเลิกการใช้ทักษะผสานร่างได้แล้ว” หวังเหว่ยกล่าวขณะขยับปีกสีทองอันงดงามร่อนลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆ
           “รับทราบนายท่าน” วิหคน้อยได้ยกเลิกทักษะผสานร่างและได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางกลับมาเป็นเด็กสาววัยสองปีที่น่ารักเช่นเดิมหลังจากที่เท้าทั้งสองของหวังเหว่ยได้ลงสู่พื้นดินแล้ว
           จากนั้นหวังเหว่ยได้ผนึกระดับเลเวลของตนเองกลับมาอยู่ที่ระดับเลเวล21เท่าเดิมและได้อุ้มวิหคน้อยขึ้นมาอย่างเบามือพร้อมกับพาวิหคน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนเดินทักทายเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ไปตลอดทางจนถึงที่พักของอี้หลิว
           “นายท่าน” “พี่ชาย” อี้หลิว หวังลู่เมิ่ง กล่าวทักทายหวังเหว่ยขณะมองไปทางเด็กสาวตัวน้อยที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูในอ้อมแขนของหวังเหว่ย
           “วิหคน้อยพี่สาวคนนี้มีชื่อว่าอี้หลิว ส่วนพี่สาวอีกคนมีชื่อว่าลู่เมิ่ง”
           “สวัสดีพี่สาวอี้หลิว พี่สาวลู่เมิ่ง หนูชื่อว่าวิหคน้อยเป็นลูกสาวของม่าม๊าฉิงเหม่ย” วิหคน้อยหันมามองหวังเหว่ยเล็กน้อยหลังจากกล่าวทักทายอี้หลิวและหวังลู่เมิ่ง
           “ลูกสาวของพี่ฉิงเหม่ย! ในที่สุดข้าก็มีน้องสาวแล้ว” หวังลู่เมิ่งกล่าวขณะกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างร่าเริง
           “ฮ่าๆ ลู่เมิ่งหลังจากนี้หากเจ้ามีเวลาว่าง เจ้าก็แวะไปเล่นเป็นเพื่อนกับวิหคน้อยได้ วิหคน้อยเจ้าชอบพี่สาวลู่เมิ่งหรือไม่?” หวังเหว่ยกล่าวถามวิหกน้อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
           “หนูชอบพี่สาวลู่เมิ่ง นายท่านให้หนูลง หนูจะไปเล่นกับพี่สาว”
           หวังเหว่ยเมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงได้ยิ้มให้กับวิหคน้อยพร้อมกับหันไปมองหวังลู่เมิ่ง “น้องลู่เมิ่ง พี่มีธุระต้องไปทำต่อ พี่ฝากน้องดูแลวิหคน้อยด้วย เมื่อเริ่มใกล้มืดค่ำน้องค่อยพานางไปส่งที่อาคารที่พักของพี่สาวฉิงเหม่ย” หวังเหว่ยได้วางวิหคน้อยลงอย่างช้าๆด้วยความนุ่มนวล หลังจากที่เท้าทั้งสองของนางสัมผัสกับพื้นดินวิหคน้อยได้เดินเข้าไปหาหวังลู่เมิ่งในทันที
           “ข้าเข้าใจแล้วพี่ชาย” หวังลู่เมิ่งกล่าวกับหวังเหว่ยขณะจ้องมองวิหคน้อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
           “พี่สาวเราไปเดินเล่นกัน” 
           “ได้สิ พวกเราไปเดินเล่นกัน” หลังจากกล่าวจบหวังลู่เมิ่งได้จูงมือน้อยๆของวิหคน้อยออกไปเดินทักทายเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามโดยมีอี้หลิวเดินตามไปด้วย
           ส่วนหวังเหว่ยได้กลับไปหาฉิงเหม่ยภายในที่พักของนาง ซึ่งนางกำลังพูดคุยกับเหม่ยหลินและเหม่ยจูที่มาแสดงความยินดีกับนางหลังจากที่ทั้งสองคนได้รู้เรื่องของวิหคน้อย
           ฉิงเหม่ยได้หันไปมองทางหวังเหว่ยเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาภายในที่พักของนาง แต่เมื่อนางไม่เห็นวิหคน้อยนางจึงได้กล่าวถามหวังเหว่ย “นายท่าน วิหคน้อยอยู่ไหนหรือเจ้าค่ะ ?”
           “ข้าให้นางไปเดินเล่นกับน้องลู่เมิ่ง เจ้าสบายใจได้ อยู่ภายในมิติแดนอสูรแห่งนี้นางปลอดภัยแน่นอน อีกทั้งลูกสาวที่น่ารักของเจ้ายังมีระดับเลเวล30แล้ว ฮ่าๆ เจ้าคงยังไม่ลืมเรื่องนี้สินะฉิงเหม่ย” หวังเหว่ยกล่าวกับฉิงเหม่ยขณะยิ้มให้กับนาง
           “ระดับเลเวล30 !” เหม่ยหลิน เหม่ยจู กล่าวพร้อมกันเสียงดัง
           หวังเหว่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะพยักหน้าให้กับหญิงสาวทั้งสอง “ฮ่าๆ วิหคน้อยนางถือกำเนิดด้วยรูปแบบที่พิเศษ บางทีนี่คงเป็นสาเหตุที่นางมีระดับเลเวลที่สูงขนาดนี้ ข้าเชื่อว่านางยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้บอกกับพวกเรา ฉิงเหม่ยหลังจากนี้เจ้าลองค่อยๆ สอบถามเรื่องต่างๆจากนางดู และหากมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจให้เจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต” หวังเหว่ยกล่าว
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้จ้องมองฉิงเหม่ยด้วยสายตาลึกซึ้งสุดจะหยั่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาได้หันไปมองเหม่ยหลินและเหม่ยจู “เหม่ยหลิน เหม่ยจู เรื่องของหน่วยงานบัญชี ข้ามอบหมายให้พวกเจ้าทั้งสองรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานแทนฉิงเหม่ย เพราะหลังจากนี้ข้าจะให้ฉิงเหม่ยมาเป็นมือขวาคนสำคัญของข้า !”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ขอบคุณที่ไว้วางใจพวกข้าทั้งสองเจ้าค่ะ” เหม่ยหลินและเหม่ยจูกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับทั้งสองคน จากนั้นเขาได้หันมามองฉิงเหม่ย
           “ฉิงเหม่ยหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเจ้า ให้เจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิตในทันที อย่าได้ปล่อยเอาไว้อย่างในตอนที่อี้หลิวมาบอกกับข้าแทนเจ้าอีก เจ้าเข้าใจหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวกับฉิงเหม่ยพร้อมกับทำหน้าดุใส่นางเล็กน้อย
           ฉิงเหม่ยรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับข้าหรือวิหคน้อย ข้าจะรีบบอกนายท่านทันทีเจ้าค่ะ”
           หวังเหว่ยพยักหน้าของเขาเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ “ดีมาก เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนการพูดคุยที่กำลังสนุกสนานของพวกเจ้าทั้งสามคนแล้ว หากมีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ย เหม่ยหลิน เหม่ยจูกล่าวกับหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้เดินออกมาจากที่พักฉิงเหม่ย จากนั้นเขาได้กลับไปยังคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันที

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน