Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 14 โรคร้าย

            ถังเฟยหู่ท่องทะยานไปบนฟ้าด้วยทาสอสูรค้างคาวโลกันต์จนมาถึงบริเวณบ้านของตนในยามค่ำ เขาร่อนตัวลงไปยังลานหลังบ้านของตนอย่างเงียบงันและเก็บทาสอสูรของตนเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เขายืนอยู่อย่างโดดเดียวท่ามกลางลานกว้างหลังบ้านตนเอง เขาได้หลับตาเพื่อรวบรวมสมาธิ คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในวันนี้ ประสบการณ์การต่อสู้คือสิ่งมีค่าที่เขาได้รับมา
            สำนึกกระบี่        เขาพยายามที่จะสร้างสำนึกกระบี่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่คราครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งที่สู้กับหม่าหยางจง ราวกับเขายังขาดอะไรไป แม้แต่ห้วงความทรงจำของเขาจะจดจำรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นการยากอยู่ดีที่จะทำซ้ำอีกครั้งหากขาดความเข้าใจ ถังเฟยหู่เรียกจิตวิญญาณงูของตนเองออกมาและแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณขลุ่ยหยกอยู่ในมือของตน จากนั้นจึงร่ายรำกระบี่อสรพิษหมื่นแปรออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อขัดเกลาความสามารถของตัวเองไปพร้อมทั้งพยายามจับความรู้สึกของการสร้างสำนึกกระบี่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
            ในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถสร้างสำนึกกระบี่ได้เล็กน้อยในเช้าอีกวันหนึ่ง หากฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆสำนึกกระบี่ของเขาคงจะมั่นคงและแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นก่อนที่การแข่งขันที่เขาเฝ้าคอยจะมาถึง ความสามารถของเขาในตอนนี้ยังไม่อาจต่อกรกับหลิวจิวฮุ่ยได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว การที่ถังเฟยหู่จะชนะอันดับหนึ่งในงานประลองครั้งนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เขามุ่งมั่นเพิ่มพลังของตัวเองในทุกๆทางเพื่อชัยชนะ การแข่งขันนี้ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงหรือจะประกาศศักดาอันใดต่อผู้คนในเมือง แต่การต่อสู้นี้เพื่อชีวิตมารดาของตนเอง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเข้าใจดีว่าผู้ที่มีพลังกล้าแข็งเท่านั้นที่จะได้รับทุกอย่างตามที่ตนต้องการ โชคชะตานี้เขาต้องใช้พลังของตนเองเพื่อคว้ามา!
            ห่างออกไปในป่าอสูร ณ จุดที่ลึกที่สุดภายในป่า ต้นไม้สูงใหญ่อันดําทะมึนตั้งตระหง่านท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูรที่ร้ายกาจ ที่แห่งนั้นได้มีผู้คนลึกลับมากมายได้มาชุมนุมกันอยู่ตรงนั้น เปลวไฟสีดำทมิฬลุกโหมกระหน่ำล้อมบริเวณที่ผู้คนลึกลับในผ้าคลุมสีดำชุมนุมกันอยู่ ที่ตรงกลางนั้นคือชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งที่ดูชั่วร้ายยิ่งนัก ร่างกายกำยำที่ดูแข็งแกร่งและลายสักรูปมังกรบนแขนทั้งสองข้างยิ่งขับเน้นให้ชายชราดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่ด้ายข้างของชายชรานั้นคือหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งมีเรือนผมสีขาวราวกับหิมะและดวงตาสุกสกาวราวกับดวงดารานั้นช่างดูลึกลับยิ่งนัก นางนั้นสวมใส่ชุดผ้าแพรสีดำสนิทซึ่งตัดกับผิวพรรณสีขาวของนางยิ่งนัก แม้นางจะมีผ้าแพรสีดำปกปิดใบหน้าไว้ก็ตาม แต่ผู้คนก็สามารถคาดเดาได้ว่านางนั้นเป็นหญิงสาวที่ดูงดงามเกินกว่าสตรีใดที่พวกเขาเคยพบ
            “คาราวะผู้อาวุโส!” ชายในผ้าคลุมด้านหน้าของชายชราเอ่ยขึ้นมาเพื่อทำความเคารพชายชราผู้ที่เขาเรียกว่าผู้อาวุโสนี้
            “หึๆ แผนการเตรียมไปถึงไหนแล้วจิ่นสือ” ชายชราเอ่ยถามกลับไป
            “ตอนนี้ศิษย์ได้รับทาสอสูรพิษจากภาคกลางเป็นที่เรียบร้อย ศิษย์ได้ว่าจ้างพวกเศษเดนในยุทธภพให้ทำงานสกปรกให้ พวกมันได้ซื้อขายกับเซียนพิษแห่งจงหยวนและส่งต่อมาเป็นทอดๆโดยศิษย์ได้มีคำสั่งให้พวกมันฆ่าคนที่ทำงานก่อนหน้ามันเสียให้หมด พวกชาวซื่อหลิงต่างก็โลภมากและฆ่าพวกพ้องตนเองไปมากมาย จนถึงพวกเศษเดนคนสุดท้ายที่ได้เดินทางสู่เมืองฟูเจี้ยนก็ได้ถูกศิษย์ฆ่าตายตามพวกก่อนหน้านี้ไป และในที่สุดพรรคอสูรของพวกเราจึงได้ครอบครองทาสอสูรที่มีพลังพิษอันร้ายแรงขอรับ แผนการขั้นต่อไปอีกเพียงแค่เอื้อมเท่านั้น เจ้าหญิงยังคงอยู่ในเมืองขอรับ และอีกไม่นานแคว้นนี้จะอยู่ในกำมือของพวกเราพรรคอสูร!” ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นยิ้มอย่างชั่วร้ายเมื่อกล่าวแผนการณ์ทั้งหมดออกมา
            “ดีมากจิ่นสือ เจ้าเป็นรุ่นเยาว์ที่มากความสามารถในพรรค แม้พลังฝีมือของเจ้าจะอ่อนด้อยไปบ้าง แต่หากแผนการของเจ้าสำเร็จอย่างที่หวัง ข้าจะสนับสนุนเจ้าต่อท่านประมุขเอง!” ชายชราเอ่ยด้วยเสียอันทรงพลังของเขาก่อนที่จะปรากฎแสงเปล่งออกมาจากร่างกายของเขาและตรงที่นั้นกลับปรากฎมังกรมารตนหนึ่งขึ้นแทนที่ ซึ่งมันมีปีกยาวราวกับค้างคาวยักษ์ ขาหลังทั้งสองข้างซึ่งทรงพลังนั้นใช้ทรงตัวยืนอยู่บนพื้น ปีกทั้งสองข้างถูกพับไว้จนกลายเป็นขาหน้าของมังกรมาร ส่วนหัวของมันเป็นมังกรที่ดูหน้าตาดุร้ายน่าหวาดกลัว ผิวกายของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีม่วงดำตลอดทั่วทั้งตัว
            มังกรมารนั้นกางปีกของตนขึ้นออกบินพร้อมทั้งมีสตรีผมสีขาวขึ้นยืนอยู่บนหลังของมัน เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นการชุมนุมของพรรคอสูรได้สลายหายไปในชั่วพริบตา เหลือก็เพียงแต่ชายหนุ่มในผ้าคลุมคนหนึ่งซึ่งเขาถูกผู้อาวุโสนั้นเรียกว่าจิ่นสือ
            จิ่นสือเอื้อมมือไปด้านหน้าของตนเองจากนั้นจึงค่อยปลดปล่อยปราณสีน้ำตาลเข้มของตนเองออกมา ในฝ่ามือของเขานั้นปรากฎแผ่นยันต์สีเขียวเข้มซึ่งเขียนไว้ด้วยอักษรสีแดงเลือดไว้มากมายบนนั้น จิ่นสือได้ใส่พลังปราณของตัวเองเข้าสู่แผ่นยันต์เพื่อเริ่มการทำงานของมัน ไม่นานนักแผ่นยันต์นั้นก็ได้เปล่งแสงสีเขียวอันเจิดจ้าออกมา มันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเงาขนาดใหญ่ของทาสอสูรอยู่เบื้องหน้าของเขาด้วยอาคมของแผ่นยันต์นี้ หน้าที่ของแผ่นยันต์อาคมนี้คือกักเก็บทาสอสูรและช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับทาสอสูรได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนกับการออกไปจับทาสอสูรและทำสัญญากับมันด้วยตัวเอง ในตอนนี้ที่เบื้องหน้าของจิ่นสือคือทาสอสูรขนาดใหญ่ตัวสีดำทะมึน และอาจจะเป็นเพราะสีผิวของทาสอสูรตัวนี้และเงามืดภายในป่าใหญ่นี้ซึ่งบดบังทัศนวิสัยไปเสียหมด จึงทำให้มองได้ยากยิ่งนักว่าทาสอสูรตนนี้เป็นประเภทไหน ลมปราณสีน้ำตาลของจิ่นสือได้เชื่อมต่อเข้ากับปราณสีดำเข้มของทาสอสูรนั้น ปราณของทั้งสองกลายเป็นเส้นสายเชื่อมต่อกันตรงกลางระหว่างทั้งคู่ ไม่นานนักเส้นสายปราณของทั้งสองก็เชื่อมกันจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิ่นสือทำการเก็บทาสอสูรตนนั้นกลับเข้ามาสู่ห้วงวิญญาณของตนเองจากนั้นเขาจึงค่อยเดินออกจากป่าอสูรแห่งนี้ ซึ่งทิศทางที่เขากำลังไปนั้นคือเมืองฟูเจี้ยน
            ฟิ้วววว        เสียงของขลุ่ยหยกแหวกอากาศดังขึ้นที่ลานกว้างด้านหลังบ้านของถังเฟยหู่ ผ่านไปกว่าสามวันแล้ว ในตอนนี้สำนึกกระบี่และเพลงกระบี่ของเขาก้าวหน้าขึ้นมากนัก ทุกกระบี่ของเขาถูกบรรจุไว้ด้วยอำนาจแห่งสำนึกดาบ ขลุ่ยหยกสั่นสะเทือนร้องออกมาด้วยเสียงแห่งกระบี่และพลังกดดันอันไร้รูปร่าง
            กระบี่อสรพิษหมื่นแปร เขี้ยวสวรรค์ตัดฟ้า        กระบวนท่าและพลังที่ออกมาจากเพลงกระบี่ทั้งแหลมคมอละดุดันราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถขวางกระบี่นี้ได้ กระบวนท่านี้นับได้ว่าเทียบเท่ากับวันแรกที่เข้าได้สร้างสำนึกกระบี่ขึ้นมาโดยบังเอิญในการประลอง ในตอนนี้ถังเฟยหู่มีความมั่นใจอย่างมากว่าหากได้ต่อสู้กับคนในระดับปราณขั้นสามระดับสุดยอดเช่นเดียวกันจะไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เขาได้เปลี่ยนให้ขลุ่ยหยกในมือกลับกลายเป็นอสรพิษมรกตอีกครั้งก่อนที่จะเก็บมันเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเอง
            “นี่ก็ใกล้จะได้เวลาที่ท่านแม่จำเป็นจะต้องใช้ยาอีกครั้งแล้ว...ทำยังไงดีนะถึงจะได้หาเงินมาพอซื้อหญ้ามังกรนะ” ถังเฟยหู่หยิบถุงเงินของตนเองออกมาเปิดดูซึ่งมันมีเงินอยู่เพียงสี่ตำลึงทองเท่านั้น เขาถึงกับถอนหายใจกับสถานะภาพในปัจจุบันของตัวเอง ครอบครัวของเขาทั้งสามคนนั้นอาศัยอยู่ในตระกูลถังก็จริง แต่ก็เหมือนจะไม่ได้รับความช่วยเหลือมากเสียเท่าไหร
            “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องไปเยือนป่าอสูรอีกสักครั้งสินะ” เมื่อคิดได้ดังนั้น ถังเฟยหู่จึงได้เดินออกจากบ้านสู่เขตตลาดภายในเมืองอีกครั้งหนึ่ง เขาได้เตรียมพร้อมเพื่อจะกลับเข้าสู่ป่าอสูรอีกครั้งหนึ่ง เขาได้เดินผ่านร้านค้าทั้งหลายโดยไม่แวะที่ใดและตรงไปยังร้านแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยควันไฟและความร้อนแรงจากถ่านสีแดงฉานตลอดเวลา ในตอนนี้ที่ด้านหน้าของถังเฟยหู่คือร้านตีเหล็กของลุงจาง
            “ท่านลุงจาง” ถังเฟยหู่เอ่ยทักนายช่างผู้กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ด้านในร้าน ชายแก่นั้นกำลังมีสีหน้าที่แปลกประหลาดยิ่งนัก ดูไปคล้ายมีความเศร้าหมองเก็บซ่อนไว้อยู่ภายในนั้น ซึ่งเมื่อชายชราได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียกตนนั้นเขาก็ได้หันกลับไปก็พบเห็นชายหนุ่มตาเดียวกำลังยืนอยู่ที่หน้าร้านของตน ชายชราเมื่อเห็นชายหนุ่มแล้วดูคล้ายกับบรรเทาความเศร้าหมองไปได้ส่วนหนึ่ง
            “หลานชาย เจ้ามาได้ยังไงกัน....พอดีเลย ข้าคิดอยู่ว่าจะไปเยี่ยมเยีอนเจ้ากับตาของเจ้าสักหน่อย ข้ามีเรื่องหนักใจอย่างมากที่จะรบกวนพวกเจ้า อ้ะ ว่าแต่ว่า เจ้ามีธุระอะไรหรือไม่ถึงได้มาหาข้าถึงนี่เลย” จางฟางจิ้งเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า
            “ท่านลุง ท่านได้โปรดบอกข้ามาเถอะว่าต้องการให้ข้าช่วยอะไรท่าน ในวันนี้ที่ข้ามาเพียงแต่ต้องการให้ท่านช่วยปรับปรุงปลอกแขนอสูรหมื่นเข็มก็เท่านั้นเอง” ถังเฟยหู่เอ่ยอย่างยิ้มแย้มให้กับลุงจาง แต่กลับกันเมื่อเอ่ยถึงเรื่องที่จางฟางจิ้งต้องการให้ช่วย ชายแก่ผู้ศักดิ์เป็นลุงกลับทำสีหน้าลำบากใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
            “พวกเจ้าตาหลานนั้นอยู่แต่ในจวนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ แต่พักหลังมานี้ภายในเมืองของเราได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงซึ่งไม่รู้ที่มา โรคร้ายนี้เริ่มระบาดเพียงไม่ถึงสัปดาห์กลับพรากชีวิตของผู้คนไปจำนวนมาก แม้แต่แพทย์ของทางการยังไม่อาจจะแก้ไขอะไรได้ ในเมืองนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เศร้าหมอง ผู้คนมีแต่สีหน้าที่อมทุกข์ ก็อย่างว่าละนะ ญาติพี่น้องต่างล้มหายตายจากไป ใครเล่าจะมีอารมณ์มายิ้มแย้มกัน แม้แต่อาฉวี่เด็กน้อยข้างบ้านของข้ายังเป็นโรคนี้ไปด้วย...หลานชาย นี่แหละคือสาเหตุที่ข้าอยากจะไปพบกับตาของเจ้า หากเป็นพี่หยางหลิวละก็ อาจจะรักษาอาฉวี่ได้...อาจจะช่วยเหลือเมืองนี้ไว้ได้” จางฟางจิ้งกล่าวอย่างมีความหวัง เขามั่นใจในฝีมือแพทย์แห่งปาฏิหาริย์ของถังหยางหลิวซึ่งเคยช่วยชีวิตของตนเองเอาไว้อย่างมาก
            “ท่านลุงจาง...ท่านช่วยเล่าเกี่ยวกับโรคระบาดนี้ให้ข้าฟังอีกสักหน่อยได้หรือไม่ ความจริงและข้าได้รับถ่ายทอดวิชาแพทย์จากท่านตามาไม่มากก็น้อย บางทีข้าอาจจะช่วยอาฉวี่ได้ ถึงแม้จะไม่หายแต่ก็อาจจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ อีกอย่าง ในตอนนี้แม่ของข้านั้นอาการทรุดหนักลง ท่านตาจำต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ห่าง คงไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ง่ายๆอย่างแน่นอน”
            “จริงเหรอหลานชาย ดี! หากเจ้าช่วยอาฉวี่ได้ ข้าเองก็ยินดีที่จะช่วยเจ้าปรับแต่งอาวุธจิตวิญญาณให้โดยไม่คิดเงินอีกรอบหนึ่ง หรืออาจจะสร้างให้เจ้าเพิ่มก็ย่อมได้” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วลุงจางจึงได้รีบปิดร้านของตนในทันทีและลากพาถังเฟยหู่ไปยังบ้านของอาฉวี่ในทันที ลุงจางพาชายหนุ่มไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ดูทรุดโทรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านตีเหล็กของชายแก่มากนัก
            บ้านของอาฉวี่นั้นเป็นบ้านซึ่งทำจากไม้ซอมซ่อ บ้านหลังนี้นั้นตั้งอยู่ในตรอกหนึ่งไม่ไกลจากร้านตีเหล็กนัก ที่ด้านหน้าลานบ้านนั้นมีหญิงสาววัยกลางคนๆหนึ่งกำลังซักผ้านวมและบิดผ้าอยู่ตรงนั้น นางก็คือมารดาของอาฉวี่นั่นเอง
            อาฉวี่และมารดานั้นใช้ชีวิตอย่างพออยู่พอกิน ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนักแต่พวกนางก็มีความสุขที่มีกันและกัน บิดาของอาฉวี่ได้สมัครไปเป็นทหารนานหลายปีแล้ว ข่าวคราวก็ไม่มีแม้แต่เงา คาดว่าอาจจะตายไปแล้วในสงครามที่ชายแดน อาฉวี่ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยเห็นหน้าพ่อของตนเองเลยด้วยซ้ำไป แต่อาฉวี่ก็ใช่ว่าไม่มีความสุขอะไร นางยังมีลุงจางซึ่งเอ็นดูและรักนางดุจดั่งลูกแท้ๆ
            มารดาของอาฉวี่นั้นเองก็มีสีหน้าอมทุกข์ไม่ต่างจากลุงจางเลยแม้แต่น้อย อาจจะมากกว่าหลายเท่าเสียด้วยซ้ำไป ใครเล่าจะสามารถทนเห็นลูกของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตาได้กัน ดวงตาของนางเจิ่งนองไปด้วยน้ำตาและบวมแดง นางคงผ่านการร้องไห้มาอย่างอย่างต่อเนื่องหลายวันตั้งแต่อาฉวี่ป่วย
            เมื่อลุงจางและถังเฟยหู่มาถึงแล้ว ลุงจางจึงได้เอ่ยเรียกมารดาของอาฉวี่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาได้เอ่ยอธิบายต่อนางว่าชายหนุ่มผู้นี้สือทอดวิชาแพทย์อันร้ายกาจมาจากผู้ที่เคยช่วยชีวิตเขา เมื่อนางได้ยินดังนั้นจึงรีบเชิญทั้งคู่เข้ามาภายในบ้านทันที นางมีสีหน้าที่ดูมีความสุขครั้งแรกในรอบหลายวันมานี้ พาทั้งคู่เดินข้ามผ่านประตูไม้ของบ้านเข้าไปด้านใน ด้านในนั้นไม่มีสิ่งใดมากมายนัก มีก็เพียงแต่โต๊ะ เก้าอี้ และของใช้ต่างๆ รวมถึงเครื่องทอผ้าขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของบ้าน
            อาฉวี่และมารดาใช้เครื่องทอผ้านั้นเพื่อทอผ้าและนำไปขายร้านผ้าในตลาด รายได้ของพวกนางนั้นช่างเล็กน้อยแต่ก็ไม่นับว่าลำบากอะไรมาก พวกนางใช้ชีวิตอยู่กันอย่างมีสุขจนกระทั่งโรคร้ายนี้เข้ามาทำลายทุกๆอย่างไปจนหมด ลุงจางและถังเฟยหู่ได้เข้ามาและนั่งลงตรงโต๊ะซึ่งอยู่กลางบ้านของอาฉวี่ มารดาของอาฉวี่นำน้ำชามาให้แก่ถังเฟยหู่และลุงจางได้ดื่มก่อนจะนั่งลงร่วมกับพวกเขา
            “ท่านป้า ผู้น้อยถังเฟยหู่ขอรับ ไม่ทราบว่า...”
            “ท่านหมอ อย่าได้มากมมารยาทเลย ท่านเป็นหลานของพี่จางก็เหมือนเป็นหลานของข้า ไม่ต้องสุภาพกับข้ามากก็ได้ เจ้าต้องการรู้อะไรละ” มารดาของอาฉวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลของนาง
            “ท่านป้า ข้าอยากจะทราบว่าอาการป่วยของอาฉวี่นั้นเกิดขึ้นได้ยังไงก่อนจะทำการรักษา หากข้ารู้ต้นตอของอาการป่วย ข้าก็อาจจะรักษาได้ตรงจุดมากกว่าการเดาสุ่ม”
            “ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้ อาฉวี่ก็วิ่งเล่นอยู่แค่ในละแวกบ้านเท่านั้น อาหารการกินก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ข้าไม่ทราบจริงๆว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับอาฉวี่ได้ยังไง” มารดาของอาฉวี่กล่าวด้วยสีหน้าสับสน นางนั้นไม่เข้าใจจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของนางหรือแม้แต่ผู้คนภายในเมืองนี้
            “งั้นข้าขอตรวจอาการของอาฉวี่ก่อนแล้วกัน ท่านป้าได้โปรดนำทางด้วย”
            ทั้งสามคนนั้นได้ลุกขึ้นและได้พากันไปยังห้องนอนขนาดเล็กซึ่งอยู่ติดกันกับห้องโถงเล็กกลางบ้านไม้อันซอมซ่อนี้ มารดาของอาฉวี่ได้เปิดประตูห้องออกจากนั้นลุงจางและถังเฟยหู่จึงค่อยเดินเข้าไปยังห้องนอนนั้น เมื่อเข้ามาแล้วห้องนี้นั้นมีบรรยากาศที่ออกจะอึมครึมไปเสียหน่อย อาจจะเป็นเพราะหน้าต่างนั้นถูกปิดทึบไว้ไม่ให้แสงใดส่องเข้ามาได้ ส่วนบนเตียงไม้ซึ่งติดกำแพงนั้นมีร่างของสาวน้อยอายุประมาณสิบปีนอนอยู่บนนั้น แต่ที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือผิวกายของสาวน้อยผู้นี้กลับเป็นสีม่วงอ่อนไปทั่วทั้งตัว ดวงตาของนางนั้นหลับสนิทโดยไม่รู้สึกตัว หากไม่นับอาการป่วยนี้แล้ว นางก็เป็นเพียงเด็กสาวผู้น่าเอ็นดูคนหนึ่งเท่านั้นเอง
            “ร่างกายของนาง....” ถังเฟยหู่รีบเข้าไปดูอาการของนางในทันที อาการป่วยนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เขาลูบคางคางตนไปพลางใช้ความคิดไปด้วยว่าจะหาหนทางรักษาเด็กน้อยผู้นี้ได้อย่างไร “แปลกยิ่งนัก โดยปกติแล้วธาตุทั้งห้า น้ำ ไฟ ไม้ ดิน และทองนั้นจะสมดุลและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ก่อเกิดพลังวิญญาณซึ่งเป็นแหล่งชีวิตของมนุษย์ แต่ร่างของอาฉวี่ไม่เป็นเช่นนั้น....” ในตอนนั้นเองที่สีหน้าของถังเฟยหู่แปรเปลี่ยนไปน่าหวาดกลัว เขาสามารถคาดเดาได้แล้วว่าอาการป่วยนี้คือสิ่งใด
            ‘มันคือพิษ! ใครบางคนกำลังแพร่พิษใส่คนทั้งเมืองฟูเจี้ยน’ ใบหน้าของชายหนุ่มยิ่งมายิ่งน่าหวาดกลัวมากขึ้น หากเป็นเรื่องราวการต่อสู้ในยุทธภพที่เกี่ยวพันธ์ถึงบุญคุณความแค้นมากมายเขายังพอเข้าใจได้ แต่ใครกันชั่วช้าถึงขั้นทำร้ายคนบริสุทธิ์มากมายได้
            ชายหนุ่มเร่งรีบเดินลมปราณเป็นเส้นสายเล็กๆเข้าไปสำรวจภายในร่างกายของอาฉวี่โดยละเอียด เขาค้นพบว่าพิษชนิดนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก มันไม่ได้ฆ่าคนให้ตายภายในทันที แต่มันจะค่อยๆแทรกซึมเข้าไปภายในอวัยวะภายในและทำลายอย่างช้าๆ ค่อยๆทำลายสมดุลของร่างกาย พลังวิญญาณไม่อาจก่อเกิดทำให้พลังชีวิตค่อยๆถดถอยลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็จะตายไป
            “ลุงจาง ท่านป้า ข้าพอจะทราบแล้วว่าอาฉวี่เป็นอะไร ข้าอาจจะพอสามารถรักษานางได้บ้าง ขอให้พวกท่านออกไปด้านนอกก่อนเพราะข้าต้องใช้สมาธิในการรักษานาง หากข้ายังไม่เรียกขอให้พวกท่านอย่าพึ่งเข้ามา เพื่อความปลอดภัยของอาฉวี่เองด้วย”
            “ได้เลยหลานชาย พวกข้าจะไปรอที่ด้านนอก ขอเพียงเจ้าช่วยอาฉวี่ได้ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้ของเจ้าเลย” ลุงจางและมารดาของอาฉวี่พากันออกไปด้านนอกพร้อมกับปิดประตูห้องนอนให้สนิท ในตอนนี้ห้องนอนนั้นก็เหลือเพียงชายหนุ่มสกุลถังและเด็กน้อยอาฉวี่เท่านั้น ถังเฟยหู่นั้นจับร่างของอาฉวี่ขึ้นมานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงจากนั้นเขาจึงค่อยไปนั่งท่าเดียวกันอยู่ที่ด้านหลังของเด็กน้อยผู้นี้
            ชายหนุ่มทาบฝ่ามือทั้งสองข้างของตนลงบนแผ่นหลังอันบอบบางของสาวน้อยอาฉวี่ เขาได้เดินพลังเคล็ดวิชาดูดพิษของปราณห้าพิษบนฝ่ามือทั้งสองข้าง แต่ครานี้นับว่ายุ่งยากกว่าครั้งก่อนหน้านี้ที่เคยช่วยจิ้งจอกหิมะเก้าหางมากนัก เพราะพิษนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วร่างของเด็กน้อยนี้แล้ว
            ปราณห้าพิษได้แทรกซึมเข้าไปภายในร่างกายของเด็กน้อยนี้โดยมันได้วิ่งเข้าไปภายในร่างของนางราวกับเป็นอสรพิษที่วิ่งผ่านโพรงยาวหลากหลายเส้นทางซึ่งก็คือเส้นเลือดและชีพจรของนางเอง ในที่สุดปราณห้าพิษของชายหนุ่มก็ได้มาถึงหัวใจของอาฉวี่ ตามศาสตร์การแพทย์ที่ชายหนุ่มร่ำเรียนมา หัวใจของมนุษย์คือธาตุไฟ หลักสำคัญของพลังธาตุไฟคือพลังที่กระจายออกไป
            เหตุผลที่ชายหนุ่มจัดการกับธาตุในห้าธาตุก่อนนั้นเนื่องมาจากลักษณะพลังที่กระจายออกไปของธาตุไฟ เมื่อพลังของธาตุถดถอยลง พลังวิญญาณไม่อาจกระจายไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นๆภายในร่างกายอีกทั้งมันยังก่อให้เกิดวงจรพิฆาตของห้าธาตุภายในร่างของมนุษย์ พลังธาตุไฟที่เสื่อมถอยจะส่งผลต่อเนื้องไปยังธาตุทองแทนที่จะก่อเกิดธาตุดิน
            ปราณห้าพิษนั้นใช้เวลาไม่นานนักก็ได้ดูดกลืนพิษสีดำข้นออกไปจากร่างกายของอาฉวี่ผ่านเส้นเลือดและชีพจร ออกไปทางผิวหนังบนแผ่นหลังและซึมเข้าสู่ฝ่ามือของชายหนุ่มจากนั้นจึงถูกดูดกลืนโดยชีพจรพิษของชายหนุ่ม
            เมื่อธาตุไฟฟื้นคืนขึ้นมา การทำลายธาตุทองภายในร่างกายนั้นจึงได้หยุดลง และไฟนั้นยังส่งเสริมธาตุดินภายในร่างกายด้วย แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนักเพราะธาตุที่ส่งเสริมธาตุไฟยังไม่ได้ถูกรักษาให้หายดี ต่อมาชายหนุ่มได้เดินปราณห้าพิษไปยังกระเพาะของอาฉวี่เพื่อฟื้นคืนธาตุดินให้แก่ร่างของนาง
            ถังเฟยหู่เลือกที่จะรักษาธาตุดินเป็นลำดับต่อมาก็เพราะในตอนนี้มีธาตุไฟช่วยหนุนเสริมไปด้วยจึงทำให้ง่ายแก่การขับพิษออกมาจากร่างของนางออกมา ในคราครั้งนี้กลับใช้เวลาน้อยกว่าการขับพิษจากหัวใจมากนัก เมื่อพิษทั้งหมดจากกระเพาะถูกขับออกมาหมด ธาตุดินที่ฟื้นคืนก็หยุดการทำลายธาตุน้ำลง อีกทั้งธาตุดินนั้นยังช่วยหนุนเสริมไปยังธาตุทองด้วยอีกแรง ต่อมาการขับพิษจากปอดซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุทองนั้นจึงยิ่งง่ายขึ้นไปอีก เมื่อธาตุทองฟื้นคืนขึ้นมา การทำลายธาตุไม้จึงได้หยุดลงเช่นกัน
            ในตอนนี้วงจรพิฆาตซึ่งทำให้พลังวิญญาณไม่อาจก่อเกิดได้จนแทบจะหยุดการทำลายกันและกันจนเกือบหมด สภาพของอาฉวี่นับว่าดูดีขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่านัก ผิวกายของนางซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสีม่วงนั้นกลับอ่อนจางลงมากแทบจะเป็นปกติแล้ว แต่นางก็ยังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา แม้การทำลายเกือบจะหยุดลงแต่การก่อเกิดพลังวิญญาณพลังในร่างยังติดขัดเพราะพิษทั้งหมดยังไม่ถูกขับออกไป
            ถังเฟยหู่เดินพลังปราณห้าพิษของตนต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะของเด็กน้อยผู้นี้ และเป็นเพราะได้การหนุนเสริมอย่างต่อเนื่องจากสามธาตุจึงทำให้พิษถูกขับออกไปจากอวัยะนี้ได้อย่างง่ายดาย โดยกระเพาะปัสสาวะนี้เป็นตัวแทนของธาตุน้ำภายในร่างกายของมนุษย์ เมื่อธาตุน้ำถูกฟื้นคืนแล้ว การทำลายธาตุไฟจึงหยุดลงและวงจรพิฆาตจึงได้หยุดลงโดยสมบูรณ์
            จากนั้นชายหนุ่มใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็สามารถขับพิษออกจากเส้นเลือดภายในร่างของนางซึ่งเป็นตัวแทนธาตุไม้ได้อย่างไม่ยากเย็นโดยการหนุนเสริมของธาตุอื่นๆภายในร่างกายของนาง ชายหนุ่มใช้เวลาอีกสักพักเพื่อตรวจสอบพิษภายในร่างของนางว่ายังเหลือตกค้างอยู่อีกหรือไม่ ซึ่งเมื่อเขามั่นใจว่าไม่หลงเหลือแล้วจึงนำพาร่างของอาฉวี่กลับไปนอนอีกครั้งหนึ่ง ในตอนนี้ร่างกายของอาฉวี่กลับมาเป็นเหมือนปกติแล้ว
            หากใช้วิชาการแพทย์ทั่วๆไปเพื่อรักษาพิษนี้แล้วก็คงไม่อาจทำได้ง่ายๆอย่างแน่นอน วิธีที่ง่ายที่สุดก็คงเป็นเช่นนี้ ให้ผู้ที่ฝึกปราณห้าพิษมาดูดกลืนพิษทั้งหมดออกไป ถังเฟยหู่ได้เดินออกไปอย่างช้าๆเพื่อไม่ต้องการรบกวนเด็กน้อยผู้นี้ เขาค่อยๆเปิดประตูและเดินออกไปด้านนอกและปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
            “หลานชาย เป็นอย่างไรบ้าง” ลุงจางถามทันทีเมื่อเห็นถังเฟยหู่เดินออกมาจากห้องนอนของอาฉวี่ ซึ่งมารดาของอาฉวี่ก็ถามสมทบด้วยอีกคนหนึ่ง ทั้งสองคนมีสีหน้าที่คาดหวังในตัวชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เด็กหนุ่มผู้นี้คือความหวังสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตน้อยๆของอาฉวี่ เด็กหญิงผู้สดใสและเป็นที่รักของทุกคน
            “พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป ในตอนนี้นางปลอดภัยแล้ว” ถังเฟยหู่เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสออกมา แม้จะใช้เวลาไม่นานมากนักแต่ก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปยิ่งนัก มันได้แลกกับความสุขของคนทั้งสองและชีวิตอันมีค่าของเด็กหญิงคนหนึ่ง