ตอนที่ 29 : อสูรบรรพกาลวิปลาสและเงาโลหิตที่ตื่นรู้
คลื่นเสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าถล่มแผ่พุ่งทะลวงผ่านไอหมอกสีโลหิตที่หนาทึบหินผาสีดำสนิทที่แตกระแหงสั่นสะเทือนจนเศษฝุ่นร่วงกราวอวิ๋นเซียวผู้มีสภาพไม่ต่างจากตะเกียงที่ใกล้ดับกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาอีกระลอกพิษสลายปราณที่แทรกซึมอยู่ในเส้นลมปราณกำลังกัดกินพลังชีวิตของเขาอย่างตะกละตะกลามผสานกับบาดแผลฉกรรจ์ที่ไหล่ซ้ายซึ่งถูกกรงเล็บมารเจาะทะลวงทุกการหายใจคือความทรมานประดุจสูดดมเศษแก้วเคลือบยาพิษ
ท่ามกลางม่านหมอกสีเลือดที่หมุนวนราวกับพายุเงาดำทะมึนขนาดมหึมากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพและคาวเลือดเก่าเก็บคละคลุ้งจนแสบจมูก
เมื่อเงาร้ายปรากฏตัวพ้นม่านหมอกนัยน์ตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวพลันหดเกร็ง
มันคือ 'อสูรโลหิตวิปลาส' สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดขึ้นจากการบิดเบี้ยวของกฎเกณฑ์ในแดนลับร่างกายของมันสูงกว่าสามจั้ง (ประมาณ 10 เมตร)คล้ายคลึงกับหมีควายทว่าไร้ซึ่งขนผิวหนังของมันคือตะกอนโลหิตที่จับตัวแข็งเป็นเกล็ดหนาดวงตาทั้งสามดวงบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวสาดแสงสีแดงฉานราวกับโคมไฟแห่งขุมนรกมันไม่ได้มีกลิ่นอายของสัตว์ป่าแต่แผ่รังสีความอาฆาตแค้นของศิษย์สำนักนับไม่ถ้วนที่ถูกสูบเลือดเนื้อมาหล่อเลี้ยงที่แห่งนี้นานนับร้อยปี!
ปะทะด้วยกำลังย่อมมีแต่ตายกับตาย!
อวิ๋นเซียวประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นแม้ร่างกายจะสั่นสะท้านเขาใช้วิชาเร้นเงาดีดตัวหลบกรงเล็บยักษ์ที่ตบกวาดลงมาหมายบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกคาพื้น
ตูมมม!!
พื้นศิลาดำระเบิดออกเป็นหลุมลึกอวิ๋นเซียวอาศัยแรงลมจากการปะทะพุ่งตัวลัดเลาะไปตามแนวโขดหินแหลมคมเขาสังเกตเห็นภูมิประเทศเบื้องหน้าเป็นช่องเขาแคบที่เต็มไปด้วยหินย้อยสีเลือดเขาล้วงเอาเศษหินวิญญาณระดับต่ำที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ก้อนสาดซัดออกไปตามจุดชีพจรของพื้นที่อย่างแม่นยำพร้อมกับตวัดเลือดของตนเองสร้างอักขระชักนำ
"เข้ามาสิไอ้เดรัจฉาน!" ชายหนุ่มตะโกนล่อ
อสูรโลหิตวิปลาสคำรามลั่นพุ่งทะยานตามกลิ่นเลือดบริสุทธิ์ของอวิ๋นเซียวเข้าไปในช่องเขาแคบทันทีที่ร่างมหึมาของมันล่วงล้ำเข้าสู่จุดศูนย์กลางอวิ๋นเซียวพลันประสานอินด้วยมือขวาที่ยังใช้งานได้
“ค่ายกลพสุธาถล่มวิญญาณ... แตก!”
เสียงระเบิดดังกึกก้องหินผาสองข้างทางพังทลายลงมาทับถมร่างของอสูรร้ายทว่าความหวังของอวิ๋นเซียวกลับพังทลายลงในเสี้ยววินาทีถัดมาเมื่อเศษหินนับพันชิ้นถูกระเบิดกระจุยด้วยปราณสีโลหิตที่เกรี้ยวกราดอสูรโลหิตวิปลาสพุ่งพรวดขึ้นมาจากกองซากหิน เกล็ดเลือดบนร่างของมันมีรอยร้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
มันอ้าปากกว้างพ่นลำแสงสีเลือดที่อัดแน่นไปด้วยความตายพุ่งตรงเข้าใส่อวิ๋นเซียว!
ชายหนุ่มไร้ทางหนี แผ่นหลังของเขาชนเข้ากับกำแพงผาตันหากหลบไม่ได้ก็มีแต่ต้องสวนกลับ!ทว่าปราณแท้ในร่างของเขาแห้งเหือดและเน่าเสียจากพิษสลายปราณไปกว่าครึ่ง
"ในเมื่อแดนลับแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยพลังงาน...ข้าก็จะขอหยิบยืมมันมาใช้เสียหน่อย!"
อวิ๋นเซียวตัดสินใจกระทำการที่บ้าบิ่นที่สุดเขาปลดการป้องกันทั้งหมด เปิดจุดชีพจรทั่วร่าง และเร่งเร้า 'ปราณหลอมภพ' ให้กลายเป็นวังวนดูดกลืนขนาดมหึมากระชากเอา 'ไอหมอกโลหิต' ที่เต็มไปด้วยความวิปริตในอากาศรอบตัวเข้าสู่ร่างกายโดยตรง!
ทันทีที่ไอหมอกโลหิตพุ่งทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณราคาที่ต้องจ่ายก็ปะทุขึ้นอย่างโหดเหี้ยม!
"อ๊ากกกก!!"
อวิ๋นเซียวกรีดร้องลั่นไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความทรมานทางจิตวิญญาณวิญญาณอาฆาตนับหมื่นดวงที่แฝงตัวอยู่ในหมอกโลหิตพุ่งทะลวงเข้ามากัดกินจิตสำนึกของเขาภาพหลอนแห่งความตายนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำหลากภาพของพันซานที่ถูกควักหัวใจ ภาพของตระกูลหลักที่เหยียบย่ำบิดามารดาของเขา
พร้อมกันนั้น 'ตราทัณฑ์สวรรค์'กลางอกพลันสาดแสงสีทองแดงปนดำ สวรรค์พิโรธต่อการดูดซับพลังวิปริตอสนีบาตจำลองฟาดฟันอยู่ภายในเส้นลมปราณขับเคี่ยวกับพิษร้ายและวิญญาณอาฆาตจนร่างกายของเขาปริแตกเลือดสีดำปนแดงพุ่งทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด!
ทว่าท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้นอวิ๋นเซียวฝืนรักษาสติเฮือกสุดท้าย บีบอัดพลังงานมหาศาลที่ตีกันยุ่งเหยิงในร่างส่งผ่านไปยังฝ่ามือขวา
“เพลิงบรรพกาล... หลอมสังหาร!”
เปลวเพลิงสีดำอมแดงที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังโลหิตวิปลาสพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือกลายเป็นมังกรเพลิงขนาดใหญ่ที่กลืนกินลำแสงสีเลือดของอสูรร้ายก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าใส่หน้าอกของอสูรโลหิตวิปลาสอย่างจัง!
ก๊าซซซซ!!
เพลิงฟ้าดินแผดเผาตะกอนโลหิตและวิญญาณอาฆาตจนมอดไหม้ร่างมหึมาของอสูรระเบิดออกเป็นละอองฝนสีเลือด ร่วงหล่นลงสู่พื้นศิลา
อวิ๋นเซียวทรุดเข่าลงกระแทกพื้นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาพร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเขาฝืนคลานฝ่าซากของอสูรเข้าไปยังด้านหลังกำแพงผาที่มันปกป้องไว้
เบื้องหลังซากปรักหักพังนั้นคือแอ่งถ้ำขนาดเล็กที่ซุกซ่อน 'สระบงกชโลหิต' น้ำในสระเป็นสีแดงใสประดุจทับทิมทว่าไร้ซึ่งกลิ่นคาวใจกลางสระมีดอกบัวสีเลือดที่เปล่งประกายพลังชีวิตอันมหาศาลเบ่งบานอยู่สมบัติวิญญาณระดับสูงที่อสูรตัวนี้เฝ้ารักษา!
ชายหนุ่มไม่รอช้าเด็ดกลีบบงกชโลหิตสองกลีบเข้าปากพลังชีวิตอันบริสุทธิ์และร้อนแรงพุ่งทะลวงเข้าชะล้างเส้นลมปราณขับไล่หมอกพิษสลายปราณให้สลายกลายเป็นเหงื่อสีดำไหลซึมออกตามรูขุมขนอาการบาดเจ็บเริ่มสมานตัวอย่างเชื่องช้า ทว่าเขากลับระงับความโลภที่จะกินมันทั้งดอกอวิ๋นเซียวตัด 'บงกชโลหิตแก่นแท้' ที่เป็นส่วนใจกลางซึ่งบริสุทธิ์ที่สุด บรรจุลงในกล่องหยกอย่างระมัดระวัง
สิ่งนี้... ต้องเอาไปยื้อชีวิตให้พันซาน
เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นฟูกำลังสายตาของเขาก็ตวัดมองลึกลงไปที่ก้นสระบงกชโลหิตที่ใสกระจ่างทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องล่างกลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
ก้นสระไม่ได้เต็มไปด้วยโคลนตมแต่ถูกปูลาดด้วยโครงกระดูกมนุษย์สีขาวโพลน!ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ตกตายในที่แห่งนี้ ถูกดูดกลืนพลังไปหล่อเลี้ยงดอกบัวและท่ามกลางกองกระดูกเหล่านั้น มีแสงริบหรี่จาก 'คัมภีร์หยกที่แตกหัก'ชิ้นหนึ่งส่องประกายอยู่
อวิ๋นเซียวใช้ปราณดึงคัมภีร์หยกนั้นขึ้นมาทันทีที่จิตสำนึกสัมผัสกับเนื้อหยกข้อความที่ถูกบันทึกไว้ด้วยความเคียดแค้นก่อนตายของอดีตผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ไหลบ่าเข้าสู่สมอง
"จอมปลอม... ธรรมะจอมปลอม!นิกายเงากลืนดาราหาได้ควบคุมสำนักเมฆาคล้อยไม่... แต่เป็นเจ้าสำนัก! เซี่ยคงหมิง!เดรัจฉานผู้นั้นบรรลุข้อตกลงกับพวกมัน มันแสร้งทำเป็นหุ่นเชิดเพื่อปกปิดความจริงที่ว่ามันกำลังฝึกฝน 'วิชามารกลืนนภา'!แดนลับแห่งนี้คือหม้อหลอมยาของมัน!ศิษย์ที่เป็นภาชนะและเครื่องสังเวย... ล้วนเป็น 'ยาอายุวัฒนะ'ที่มันเพาะเลี้ยงไว้เพื่อรอวันกลืนกิน สู่การเป็นอมตะ!"
คัมภีร์หยกแหลกสลายคามืออวิ๋นเซียวตัวเย็นเฉียบดุจจมอยู่ในธารน้ำแข็งความมืดมิดของสำนักแห่งนี้ลึกล้ำและโสมมยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่าเจ้าสำนักผู้เมตตาอารี ผู้นำแห่งวิถีธรรมะแท้จริงคือจอมมารที่สูบกินเลือดเนื้อศิษย์ตนเองเป็นอาหาร!
"ข้าต้องรีบนำบงกชโลหิตไปช่วยพันซาน แล้วหาทางหนีออกจากขุมนรกนี่..."
อวิ๋นเซียวพึมพำ เก็บกล่องหยกเข้าแหวนมิติ เตรียมจะหันหลังกลับ ทว่า...
ปุด... ปุด... ปุด...
เสียงน้ำในสระบงกชโลหิตที่เคยนิ่งสงบ พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน!ฟองอากาศสีเลือดผุดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่มวลน้ำสีแดงฉานจะค่อยๆ ยกตัวขึ้นก่อตัวประกอบกันเป็นรูปสัณฐานของมนุษย์
อวิ๋นเซียวชะงักฝีเท้ามือขวากระชับดาบปราณโดยสัญชาตญาณดวงตาเบิกกว้างเมื่อมวลโลหิตนั้นเริ่มมีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น
เรือนผมสีโลหิต... โครงหน้า... สัดส่วนร่างกาย...แม้กระทั่งรอยแผลเป็นและปอยผมสีดอกเลาที่จอนผมทุกรายละเอียดของร่างเงาที่ยืนอยู่ใจกลางสระเลือดนั้น ถอดแบบมาจาก 'ตัวเขาเอง' ทุกประการ!
เงาโลหิตที่มีใบหน้าเดียวกับอวิ๋นเซียวค่อยๆแสยะยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความวิปริตและเย้ยหยันมันไม่ได้ส่งเสียงพูด ทว่ารังสีปราณที่แผ่ซ่านออกมากลับเป็น 'ปราณก่อกำเนิดขั้นต้น' ที่ทรงพลังยิ่งกว่าตัวเขาในยามนี้เสียอีก
สิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงระดับวิญญาณไม่ใช่การปรากฏตัวของเงาสะท้อนแต่มันคือท่วงท่าที่ร่างเงานั้นกำลังยกมือขวาขึ้นประสานอิน...
มันเป็นท่วงท่ากระแสลมปราณที่เขาคุ้นเคยที่สุดเป็นวิชาที่ถือกำเนิดขึ้นจากความลับสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกจากเขาและอาจารย์เซวียนหยวนหมิงเยว่!
"ปราณหลอมภพ... เคล็ดสยบหมื่นวิถี!"
เงาโลหิตขยับริมฝีปากไร้เสียงก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาอวิ๋นเซียวด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากอากาศพร้อมกับกระบวนท่าทำลายล้างที่ถอดแบบมาจากก้นบึ้งของเจดีย์หมื่นวิถีอย่างสมบูรณ์แบบ!