ตอนที่ 60:หลางเวิ่นซิงอยากซื้อลิขสิทธิ์
เป็นตัวละครหลัก ?
เดร็ก เจ้าชายในเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’แล้วก็เจ้าชายขี่ม้าขาวในเรื่อง ‘สโนไวท์’ อีก? ให้คนเอเชียมาแสดงเป็นตัวหลักจะน่าดูได้ยังไงเล่า !
หลิวจือเซียครุ่นคิดอย่างละเอียด ในโลกก่อนหน้านั้นดูเหมือนว่าจะมีแค่เรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ ที่ถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ทั่วโลก ส่วนเรื่อง‘สโนไวท์’ มีแค่การ์ตูนเท่านั้น ?
อีกอย่าง ต่อให้ ‘ซินเดอเรลล่า’ จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงจริงๆ ก็มีแต่ของดิสนีย์ที่ผลิตออกมาเคยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้คนทั่วทุกมุมโลก ‘ซินเดอเรลล่า’ในเวอร์ชั่นอื่น ๆ ก็เป็นแค่ตัวทำลายต้นฉบับเดิมเท่านั้น
หลิวจือเซียครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่ได้ ! ”
“จือเซีย นายคิดจะต่อกรกับพี่ชายอย่างฉันหรือ ? ”
เดิมทีหลางเวิ่นซิงคิดว่านี่คือเรื่องที่มั่นใจที่สุดคาดไม่ถึงว่าจะถูกเจ้าเด็กคนนี้ปฏิเสธ “เรื่อง ‘หนูน้อยหมวกแดง’ไม่ให้ฉันก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ กับ ‘สโนไวท์’นายควรให้ฉันสักเรื่องสิ ? นายกลับทำเก่ง ไม่ให้สักเรื่องฉันขอคำอธิบายที่มีเหตุผลด้วย ! ”
“พี่ซิง พี่เปลี่ยนนิสัยได้แล้วนะ ผมยังพูดไม่จบ พี่ก็โกรธแล้ว!”
หลิวจือเซียพูดอย่างช้า ๆ “ที่ผมบอกว่าไม่ได้ นั้นเพราะเรื่อง ‘สโนไวท์’ไม่เหมาะสมกับการทำภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงกันจริง ๆ อีกทั้ง...”
“นายเองก็ไม่เคยถ่ายทำ นายรู้ได้ยังไงว่ามันไม่ได้ ? อีกอย่างตอนนี้นิทานของนายกำลังเป็นที่นิยม เราควรอาศัยความนิยมนี้ มาสร้างภาพยนตร์เรื่อง‘ซินเดอเรลล่า’ กับ ‘สโนไวท์’ ที่ถ่ายกับคน นักแสดงจริง ๆ ดีกว่าจะได้ดังเป็นพลุแตกมากขึ้น ! ”
หลางเวิ่นซิงร้อนใจมาก“อีกอย่างตอนนี้นายก็ยืนอยู่ในวงการบันเทิงอย่างมั่นคงแล้วถ้าได้เข้ามาในแวดวงภาพยนตร์ด้วย มันจะเป็นผลดีต่อความก้าวหน้าในอนาคตไม่มีผลเสียแน่นอน ! ”
“พอแล้ว ผมไม่อยากเหนื่อยแบบนั้น ! ” หลิวจือเซียโบกมือไปมา“เรื่องที่จะก้าวเข้ามาในแวดวงภาพยนตร์ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ผมต้องดูแลเยว่เยว่ไม่อยากเสียเวลามากขนาดนั้น”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ไม่แสวงหาความก้าวหน้าเอาซะเลย ! ”หลางเวิ่นซิงพูดขึ้นด้วยท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เอาล่ะ นายบอกว่า ‘สโนไวท์’ ไม่เหมาะสมจะสร้างเป็นภาพยนตร์ที่แสดงโดยนักแสดงตัวจริงแล้วเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ ล่ะ ได้ไหม ? ”
หลิวจือเซียส่ายหน้า แล้วพูดต่อว่า “ผมคิดว่านิทานสองเรื่องนี้เดิมทีมีกลิ่นอายของตะวันตกค่อนข้างเข้มข้นถ้าเอาชาวเอเชียมาแสดง ไม่ต้องเอ่ยถึงการทำลายต้นฉบับแต่จะหาความสนุกได้จากที่ไหนกัน ? ”
หลางเวิ่นซิงไม่พอใจ “เราก็เชิญนักแสดงฝั่งยุโรปมาแสดงสิ !อีกอย่าง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้เอฟเฟคเข้ามาเสริมเราต้องถ่ายทำภาพยนตร์ภายในประเทศ นี่คือแผนที่ฉันคิดไว้”
“ไม่ได้ ผมกลัวจะถูกพ่อแม่ของเด็กด่าเอา ! ”หลิวจือเซียส่ายหน้า “พี่ซิง พี่เปลี่ยนความคิดได้ไหม ?ทำไมจะต้องสร้างภาพยนต์โดยการใช้คนแสดงจริงด้วยล่ะ ? ”
“งั้นจะถ่ายทำยังไงกันล่ะ ? ”
หลางเวิ่นซิงเริ่มฉุนเฉียวเจ้าของลิขสิทธิ์ของนิทานเด็กไม่เต็มใจเขาเองก็บีบบังคับหลิวจือเซียให้ยินยอมไม่ได้
“ก็สร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชันสิ ! ” หลิวจือเซียพูดออกไปตรง ๆ‘ซินเดอเรลล่า’ กับ ‘สโนไวท์’ ต่างก็มีภาพประกอบอยู่แล้ว สิ่งที่บริษัทต้องทำคือการอิงจากภาพประกอบเหล่านี้เพิ่มเติม จัดระเบียบ จะได้ประหยัดเวลาในการออกแบบด้วย”
“อนิเมชัน ? ”
ดวงตาของหลางเวิ่นซิงเบิกกว้างอย่างฉับพลันเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะถ่ายเป็นภาพยนตร์อนิเมชันได้จริง ๆ
เพราะในโลกปัจจุบันนี้ ยังไม่เคยมีโรงภาพยนตร์ที่ไหนเอาอนิเมชันมาฉายเลยสักแห่ง
ประการแรก เพราะการดำเนินเรื่องของอนิเมชันค่อนข้างสั้นไม่เพียงพอที่จะถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาว 90 -120 ถึงนาที อีกประการหนึ่งคนที่ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่
อายุประมาณ 20 ปีไปจนกระทั่งถึงผู้อาวุโส พวกลุง ๆ ป้า ๆ ในวัย50-60 ปี ใครจะมาดูอนิเมชันในโรงภาพยนตร์กัน ? ถอยก้าวหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะพาเด็ก ๆไปดูด้วย แต่มันจะได้เท่าไหร่กันเชียว ?
ตอนนี้หลางเวิ่นซิงยังจำได้ดีเมื่อสองสามวันก่อนเขาพาฮันฮันไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ เด็กตัวน้อยดูหนังไปได้ไม่ถึง20 นาทีก็หลับคาอกแล้ว อีก 100 กว่านาทีที่เหลือ ก็เสียสละให้แก่ผู้ใหญ่
แม้แต่ฮันฮันยังเป็นแบบนี้เด็กคนอื่นก็คงจะไม่ต่างกันอย่างแน่นอน
“เป็นยังไง ? ”
หลิวจือเซียเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของหลางเวิ่นซิง แล้วพูดต่อว่า“พี่ต้องเชื่อผม ภาพยนตร์อนิเมชันกับใช้คนแสดงจริงมันมีมุมมองที่ต่างกันมันช่วยเพิ่มจินตนการให้ผู้คนได้มากยิ่งขึ้น ส่วนพวกเวทมนต์เหล่านั้นการใช้ในอนิเมชันจะทำให้ภาพดูไหลรื่นยิ่งกว่า”
ความจริงแล้วสาเหตุที่หลิวจือเซียพยายามโน้มน้าวหลางเวิ่นซิงให้นำนิทานสองเรื่องนี้มาสร้างเป็นอนิเมชันนั้นเพราะว่าเขาจำได้อย่างชัดเจนภาพยนตร์อนิเมชันที่ดัดแปลงจากนิทานของดิสนีย์ในชีวิตก่อนหน้านั้นมันกลายเป็นที่นิยมมากขนาดไหน
ก่อนที่หลิวจือเซียจะมาโลกนี้ ภาพยนตร์อนิเมชันที่สร้างขึ้นจากนิทานโดยฝีมือกำกับของดีสนีย์มากมายเหล่านั้นยังคงเป็นที่นิยมในโรงภาพยนตร์และกลายเป็นที่ชื่นชมและน่าติดตามของเหล่าผองเพื่อนตัวน้อยทั่วโลก
และสิ่งที่สำคัญที่สุด การจัดพล็อตเรื่องในภาพยนตร์ลักษณะภายนอกของตัวละครรวมทั้งลายเส้นการวาดอย่างละเอียดหลิวจือเซียล้วนจำได้อย่างแม่นยำ เมื่อมีการแนะนำของเขาไปด้วยยังเป็นกังวลว่าหลังจากผลิตเป็นภาพยนตร์อนิเมชันแล้วจะไม่ดังเป็นพลุแตกอีกงั้นหรือ?
“บางที... แบบนี้ก็ได้ ! ”
หลางเวิ่นซิงพยักหน้า “เอาอย่างนี้กลับไปฉันจะไปถามแผนกวาดการ์ตูนก่อนก็แล้วกัน ถ้าได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากพวกเขาฉันจะกลายเป็นคนกินปูคนแรก1 ในวงการบันเทิง ! ”
“เชื่อผม พี่ซิง พี่จะไม่มีวันผิดหวังแน่นอน”หลิวจือเซียกระพริบตา “จริงสิ ผมได้ย้ายไปอยู่ในชุมชนซานสุ่ยแล้วนะพี่จะย้ายไปเมื่อไหร่ ? ”
“ฉันรู้แล้ว”
หลางเวิ่นซิงกลอกตาไปมา “ถ้าเยว่เยว่ไม่บอกฉันตอนนี้นายก็ยังจะปิดบังฉันใช่ไหม อีกไม่นาน เหวินเหวินก็ต้องขึ้นมัธยมต้นแล้วกลับมาฉันก็ต้องวางแผนเรื่องการเรียนต่อมัธยมต้นของเหวินเหวินถึงตอนนั้นก็คงจะย้ายตามไป”
เหวินเหวินเป็นลูกสาวคนโตของหลางเวิ่นซิง มีชื่อเต็มว่าหลางเมิ่งเหวิน ปีนี้เธออายุ 12 ปีแล้วเพราะตอนที่หลางเวิ่นซิงและภรรยาของเขาหย่าร้างกันเหวินเหวินต้องอยู่ในความดูแลของผู้เป็นแม่ดังนั้นหลิวจือเซียจึงไม่มีโอกาสได้เจอเหวินเหวินมาโดยตลอด
“เอ่อ เหวินเหวินอยากมาอยู่กับพี่หรือ ? ”หลิวจือเซียพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ
หลางเวิ่นซิงแสดงสีหน้าครุ่นคิด“ฉันเองก็ไม่ได้เจอกับเหวินเหวินมาหลายเดือนแล้วช่วงนี้แม่ของเธอต้องไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ ไม่กลับบ้านเป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้วไม่มีเวลาดูแลเหวินเหวิน ดังนั้นจึงส่งมาให้ฉันดูแล”
“พี่เองก็ไม่มีเวลาเหมือนกันนี่ ? ” หลิวจือเซียเบะปาก “แต่ถึงอย่างไรพี่ก็โยนงานทุกอย่างให้จางเจี๋ยพี่ไม่กลัวว่าเด็กคนนั้นจะเหนื่อยตายบ้างรึไง ? ”
“ทำไม ปวดใจหรือ ? ” หลางเวิ่นซิงเลิกคิ้วสูงจากนั้นก็พูดจาเยาะเย้ย “ถึงอย่างไรตอนนี้นายก็ยังไม่แต่งงานเลี้ยงเยว่เยว่คนเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย สู้ลองพิจารณาจางเจี๋ยสักคนแบบนี้เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันไง ! ”
จางเจี๋ยเป็นคนสวย ประวัติการศึกษาดี มีคุณสมบัติที่ดีอีกอย่างในช่วงสองสามวันนี้เธอก็คอยดูแลเยว่เยว่ตลอด ความจริงแล้วถ้าไม่ใช่เพราะความคิดของหลิวจือเซียที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกรงว่าเขาก็คงจะตามจีบจางเจี๋ยด้วยตัวเองแล้ว
“อย่าล้อเล่นสิ ! ” หลิวจือเซียโบกมือไปมา “ผมมีภาระอยู่แล้วจะกล้าไปดึงตัวหลานสาวผู้บริสุทธิ์ของพี่มาเป็นภาระอีกคนทำไม ? อีกอย่างเยว่เยว่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแม่ ไม่แน่ว่า...”
“ไม่แน่อะไร ? ” หลางเวิ่นซิงไถ่ถาม“ไม่แน่ว่าพวกนายอาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันใช่ไหม ? ”
“พอเลย ผมไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระกับพี่หรอกนะ”หลิวจือเซียขี้เกียจจะสนใจเขา “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว ! ”
“ไสหัวไปเลย พูดเรื่องนี้ทีไรหลบเลี่ยงตลอด ! ”
สองสามวันนี้หลางเวิ่นซิงพยายามตะล่อมถามว่าแม่ของเยว่เยว่เป็นใครอยู่บ่อยครั้งแต่ทุกครั้งหลินจือเซียก็จะตอบแบบขอไปที ไม่ก็หลบเลี่ยงพาลให้หลางเวิ่นซิงโกรธฉุนเฉียวอยู่เสมอ
หลิวจือเซียโบกมือไปมา พร้อมกับเดินออกไป
…………………
หลิวจือเซียเชื่อวิสัยทัศน์ของหลางเวิ่นซิงว่าจะไม่ยอมปล่อยลิขสิทธิ์ในการทำภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ กับ‘สโนไวท์’ ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน
ดังนั้นหลังจากที่กลับมาถึงห้องทำงานของตัวเองหลิวจือเซียก็เริ่มประพันธ์ภาพยนตร์อนิเมชันโดยอิงจากนิทานทั้งสองเรื่องรวมทั้งออกแบบฉากในรูปแบบของการ์ตูนด้วย
ตอนนี้หลิวจือเซียไม่ใช่ผู้บริหารไส้แห้งแต่อย่างใดดังนั้นสิ่งของในห้องทำงานของเขาจึงมีพร้อม อุปกรณ์วาดภาพแบบเชื่อมต่อเต็มชุดคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับวาดภาพโดยเฉพาะ ไปจนถึงเครื่องดนตรีแบบง่าย ๆ บางส่วนอย่างเช่นกีตาร์ เปียโน... ต่างก็พบเห็นได้ภายในห้องทำงานขนาดเล็กแห่งนี้ของเขา
เมื่อนั่งอยู่ตรงหน้าคอมพิวเตอร์หลิวจือเซียใช้ความคิดครู่หนึ่ง กระทั่งเริ่มประพันธ์บทภาพยนตร์อนิเมชันจากเรื่อง‘ซินเดอเรลล่า’ ซึ่งบทประพันธ์นี้ ความจริงแล้วเป็นบทประพันธ์ที่อิงตาม‘ซินเดอเรลล่า’ ที่เปิดตัวในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปี 1950
ภาพยนตร์เรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ นี้ดัดแปลงมาจาก ‘ซิลเดอเรลล่า’ต้นฉบับ เนื้อหาเริ่มต้นขึ้นที่เด็กผู้หญิงที่มีชื่อว่า ซินเดอเรลล่า คนหนึ่งแม่และพ่อของเธอเสียชีวิต แม่เลี้ยงและลูกสาวต่างทรมานเธอสารพัดอย่างแต่ด้วยการช่วยเหลือจากนางฟ้าแม่ทูนหัวจึงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงดูตัวที่จัดขึ้นโดยกษัตริย์สำเร็จและกลายเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่หลงรักเจ้าชาย
หลังจากครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว เสียงแป้นพิมพ์ “ก๊อก แก๊ก”ก็ดังขึ้น
ในตอนที่หลิวจือเซียกำลังพิมพ์อย่างเพลิดเพลินนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“กริ๊ง กริ๊ง ! ”
“ฮัลโหล พี่ไป่ ไม่เจอพี่ตั้งนานเลยนะวันนี้ทำไมถึงว่างโทรหาฉันได้ล่ะ ? ” หลิวจือเซียมองดูโทรศัพท์แวบหนึ่งจากนั้นก็เปิดลำโพงแล้วฟัง
“ทุกวันนี้นายเหมือนคนบ้างานเข้าไปทุกที ยังมีหน้ามาพูดอีกนะ ?”
เสียงของไป่เหลียนเฉิงดังขึ้นปลายสาย “ฉันได้ยินมาจากพี่สะใภ้ ว่ายอดขายหนังสือ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ ถล่มทลายในช่วงหลายวันที่ผ่านมายอดขายในเว็บไซต์จิงตงก็สูงถึง 5 ล้านเล่ม ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าทำไมฉันรู้สึกว่าในคำพูดของพี่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาเลยล่ะ ? ”หลิวจือเซียหัวเราะ
“ก็นายเล่นกอบโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ใครบ้างจะไม่อิจฉาล่ะ ? ”ไป่เหลียนเฉิงแสดงท่าทีอิจฉาออกมาเช่นกัน “เอาละ ว่างแล้วค่อยคุยที่ฉันโทรหานายครั้งนี้ ก็เพราะมีเรื่องอยากจะขอความคิดเห็นจากนาย”
“เรื่องอะไรงั้นหรือ ? ” หลิวจือเซียปล่อยมือจากเมาส์แล้วมาถือโทรศัพท์
“พี่กังอยากนัดนายกินข้าวสักมื้อ นายดูสิว่านายจะว่างเมื่อไหร่บ้าง? ” ไป่เหลียนเฉิงตอบกลับ
หลิวจือเซียตะลึงงัน แล้วพูดว่า “พี่กัง ? พี่กังไหน ? ”
“แล้วนายคิดว่าพี่กังไหนล่ะ ? ” ไป่เหลียนเฉิงพูดอย่างจนปัญญา
“รุ่นพี่หลี่อ้ายกังหรือ ? พี่ก็เห็นว่าตอนนี้ฉันยุ่งมากไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอะไรพวกนั้นหรอก” ก่อนที่หลิวจือเซียจะตบศีรษะตัวเองเบาๆ แล้วพูดต่อว่า “ได้ดิฉันมีเวลาตลอดอยู่แล้ว”
“งั้นก็ดี เที่ยงวันนี้เป็นไง ? ” ไป่เหลียนเฉิงรีบพูดทันที“พี่กังว่างพอดี”
“ได้ พี่บอกสถานที่มาเลย เดี๋ยวฉันไปเอง” หลิวจือเซียตอบรับ
1คนกินปูคือกล้าทำเรื่องบางอย่าง