ตอนที่ 19 อ้านจิ่วละทิ้งหน้าที่ (2)
ในอุทยานหลวงที่อยู่ไกลๆ ยามนี้สว่างไสวไปทั้งแถบด้วยแสงโคม อ้านจิ่วเว้นระยะห่างจากตรงนั้น่หนึ่งแล้ววางจิ้งเยี่ยลงอย่างมั่นคง จากนั้นคุกเข่าข้างเดียวบนพื้น “เมื่อครู่ผู้น้อยล่วงเกินแล้ว ท่านอ๋องโปรดลงโทษ”
จิ้งเยี่ยมองคนตรงหน้าที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเื ทั้งยังได้กลิ่นคาวโลหิตเข้มข้นบนตัวเขา พลันยื่นมือไปคว้าสาบเสื้ออ้านจิ่วดึงเขาขึ้นมา ก่อนก้มลงไปใกล้ใบหน้าที่มีผ้าคลุมโปร่งสีดำบดบัง พลางเอ่ยด้วยเสียงเฉียบขาด “เพราะเ้าละทิ้งหน้าที่ ทำให้ข้าเกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ ข้าค่อยคิดบัญชีกับเ้าภายหลัง” เขาผลักอ้านจิ่วออกแล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม
“สุดแท้แต่ท่านอ๋องจะลงโทษขอรับ” อ้านจิ่วค่อยๆ คุกเข่าลงอีกครั้ง สีหน้าภายใต้ผ้าคลุมยังคงไร้ความรู้สึก มีเพียงดวงตาดำขลับที่จับจ้องอย่างแน่วแน่ ราวกับมีความเคียดแค้นซึ่งไม่อาจบรรยาย
จิ้งเยี่ยไม่เข้าใจอ้านจิ่ว ถึงขั้นพบว่าตนมองอีกฝ่ายไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ เ้าตัวนั้นปกป้องตนด้วยความซื่อสัตย์ แต่กลับไม่ยอมมอบป้ายคำสั่งออกมา เขาสามารถปกป้องตนด้วยชีวิต ทว่ายังละทิ้งหน้าที่ได้ วันนี้ความรู้สึกที่ััได้หลังอ้านจิ่วกลับมายิ่งแปลกประหลาดขึ้น เขาดูเ็าและกระหายเื เหมือนอยากฆ่าคนทั้งหมด
ความลับนี้ของอ้านจิ่ว จิ้งเยี่ยจะต้องตรวจสอบจนกระจ่างชัดให้ได้
ด้วยเพราะจิ้งเยี่ยยังไม่มา เดิมทีงานเลี้ยงครอบครัวที่ควรรื่นเริง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดและน่าหวั่นกลัว ทุกคนไม่กล้าพูดอะไรมาก สีหน้าฮ่องเต้ยิ่งไม่น่ามองขึ้นทุกที กระทั่งฮองเฮายังต้องระวังยามเอ่ยปาก
อวี่เสียงวางจอกสุราลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยเสียงขรึม “ใครก็ได้! ไปที่จวนซู่ชิงอ๋อง รับตัวอ๋องเก้ามาหาเรา!”
แม้ตัวจิ้งเยี่ยยังมาไม่ถึง ทว่าเสียงกลับดังลอยมาก่อนแล้ว เขาเดินเข้างานมาพร้อมเสียงหัวเราะ “ลูกมาสาย เสด็จพ่อโปรดระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวไปข้างหน้าช้าๆ แล้วคุกเข่าคำนับ “ไม่ได้พบเสด็จพ่อมานาน ลูกขออวยพรให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาว วรกายแข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ”
พอเห็นจิ้งเยี่ย อวี่เสียงก็อารมณ์ดีขึ้นมาในพริบตา “รีบลุกขึ้นเถิด เดินมาใกล้ๆ ให้เราได้ดูหน้าโอรสที่ไม่ได้พบกันนานสักหน่อย”
จิ้งเยี่ยลุกขึ้นเดินไปข้างหน้า สายตากวาดผ่านรัชทายาทหย่งหยวน อีกฝ่ายกำลังมองเขาอยู่พอดี ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ทว่าในดวงตามีความตกตะลึงวาบผ่านอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงตรงหน้าอวี่เสียง จิ้งเยี่ยก็ถูกอีกฝ่ายกุมข้อมือไว้แล้วสั่งให้คนย้ายเก้าอี้มาวางด้านข้างตน ก่อนดึงโอรสให้นั่งลง “ทำไมมาสายขนาดนี้ หรือว่าไม่สบาย นี่เ้า...” อวี่เสียงเพ่งมองยังจุดหนึ่ง สายตาหยุดตรงคราบเืเป็ด่างดวงที่ปรากฏอยู่รางๆ บนชุดสีม่วงของจิ้งเยี่ย ทว่าเขากลับมองเห็นชัดเจน
“อ้อ เสด็จพ่อ พอดีระยะนี้ในเมืองมีคนว่างงานมากเกินไป โผล่ออกมาขวางทางลูกไว้ จึงมาถึงล่าช้า แต่มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นนับเป็เื่ดี ใช่หรือไม่ เสด็จพี่รัชทายาท” จิ้งเยี่ยพูดแล้วมองไปทางหย่งหยวน อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย
อวี่เสียงยังอยากพูดบางอย่าง สุดท้ายก็ออกแรงกุมมือซู่ชิงอ๋องไว้ จิ้งเยี่ยกลับยิ้มให้เขาแล้วเอ่ย “เสด็จพ่อ ตลอดทางที่มา ลูกรู้สึกกระหายอยู่บ้าง อยากขอสุราท่านดื่มสักจอกพ่ะย่ะค่ะ”
เวลานี้อวี่เสียงถึงปล่อยมือเขาด้วยรอยยิ้ม ก่อนชี้ไปทางที่นั่งของจิ้งเยี่ย “พ่อเตรียมไว้ให้เ้าแล้ว หมอหลวงได้เตรียมสุราบำรุงร่างกายให้เ้าเป็พิเศษ รีบชิมดูเถอะ แต่เ้าเก้าคงต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สกปรกบนตัวก่อน พ่อรู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเ้าชอบความสะอาด”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นคงต้องรบกวนเสด็จพ่อให้คนนำทางลูกแล้ว” จิ้งเยี่ยก้มมองชุดที่เปื้อนคราบเืบนตัว พลันนั้นก็นึกถึงคราบโลหิตเต็มตัวอ้านจิ่ว ป่านนี้อีกฝ่ายคงจัดการเองแล้วกระมัง คราบเืเต็มกายแบบนั้นคงไม่อาจคุ้มกันตนในที่ลับต่อได้
จิ้งเยี่ยไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าเพราะเหตุผลใดกันแน่ แม้อ้านจิ่วจะมีความลับมากมาย ละทิ้งหน้าที่ ทั้งยังไม่ยอมมอบป้ายคำสั่งออกมา คนผู้นั้นไม่มีค่าให้เชื่อใจด้วยซ้ำ เขากลับยังอยากเก็บอีกฝ่ายไว้ข้างกาย ยังคง้าให้อ้านจิ่วปกป้อง
ท่านอ๋องเดินตามขันทีออกจากอุทยานหลวง เข้าไปเปลี่ยนเป็ชุดสีเรียบสะอาดหมดจดแล้วกลับออกมา ก่อนไล่ขันทีที่รออยู่และค่อยๆ เดินกลับไปเพียงลำพัง
ด้านหลังมีคนผู้หนึ่งก้าวตามมาเงียบๆ ฝีเท้าแ่เบาไม่มั่นใจ คล้ายมีเจตนาติดตามแต่กลับขลาดกลัว จิ้งเยี่ยยังคงไม่สนใจและแสร้งทำเป็ไม่รู้ตัว
ผ่านไปอีกครู่ น้ำเสียงนุ่มนวลก็ดังขึ้นด้านหลัง “พี่เยี่ย...”
แม้ไม่รู้จักเสียงเรียกนั้น แต่วิธีเรียกเช่นนี้จิ้งเยี่ยกลับคุ้นเคยมาก จึงหมุนตัวไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองสตรีที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าโดยไม่แสดงท่าทีใดๆ “ลั่วเสวี่ยหรือ ไม่ถูกสิ ข้าเสียมารยาทแล้ว ต้องเรียกชายารัชทายาท”
อีลั่วเสวี่ยยิ้มเจื่อนเล็กน้อย ความใระคนยินดีพลันเลือนหายเพราะคำเรียกสุดท้ายนั้นของจิ้งเยี่ย “ไยพี่เยี่ยต้องห่างเหินเช่นนี้ ลั่วเสวี่ยเห็นท่านเป็พี่ชายมาตลอด ไม่พบกันนาน ร่างกายพี่เยี่ยดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“อืม ข้าหมดสติไปนาน นอกจากวรยุทธ์ที่ใช้การไม่ได้ ทุกอย่างล้วนดีมาก” จิ้งเยี่ยพูดหยอกล้อ ั์ตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มไม่ใส่ใจ กลับเห็นถึงความสงสารในแววตาอีกฝ่าย แต่เขาแสร้งทำเป็มองไม่เห็น “เหตุใดชายารัชทายาทไม่อยู่ในงานเลี้ยง กลับมาอยู่ที่นี่เล่า”
“หากลั่วเสวี่ยบอกว่าเดินตามพี่เยี่ยมา ท่านจะคิดว่าข้าไร้ยางอายหรือไม่ ข้าแค่อยากมาดูว่าร่างกายท่านดีขึ้นแล้วหรือยัง หาได้มีเจตนาอื่น” อีลั่วเสวี่ยพูดพลางก้มหน้าลง ใบหน้ามีริ้วชมพูระเรื่อพาดผ่าน