เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจในอำเภอหนึ่งรอบ จิงโจวไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเลย แม้เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ แต่คึกคักกว่าเมืองเฉียนโจวมาก บนท้องถนนมีคนพลุกพล่าน นางรู้สึกว่า นี่ต่างหากที่เป็นการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
สตรีสองภพเดินวนในตลาดมารอบหนึ่งแล้ว ซื้อปลามาหลายตัว และไก่อีกสองตัว ตลอดการลี้ภัยทุกคนกินอย่างประหยัด ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องบำรุงร่างกายแล้ว
นอกจากนี้ยังมีผักใบเขียวอีกหลายอย่าง ใบใหญ่สีสวยดูสดกรอบ น่ากินยิ่งนัก!
“เจ้ารู้ข่าวหรือยัง สำนักศึกษาซงเฮ่อเปิดรับนักเรียนใหม่แล้วนะ คนแห่กันไปเยอะเลย พวกเราไปดูกันเถอะ!”
“จริงหรือ? คังซิ่วไฉ[1]ป่วยไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังรับนักเรียนอีกล่ะ?”
[1] ซิ่วไฉ (秀才) หมายถึง "นักเรียนที่มีความสามารถ" หรือ "ผู้ที่สอบได้ดี" ใช้กับผู้ที่สอบเซียงซื่อผ่าน
“เพราะเหตุนี้คนก็เลยแห่กันไปดูอย่างไรเล่า! เจ้าจะไปหรือไม่ หากไม่ไปข้าไปเองก็ได้!”
“ไป ๆ ๆ อยากรู้นักว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
สตรีสองคนเดินพูดคุยกันด้านหน้าเหอจิ่วเหนียง คำพูดของพวกนางคนด้านหลังได้ยินทุกประโยค
สำนักศึกษาซงเฮ่ออย่างนั้นหรือ?
นางกำลังคิดจะส่งเด็ก ๆ ที่บ้านให้เรียนหนังสือพอดี เช่นนั้นไปดูด้วยดีกว่า
ในฐานะที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ เหอจิ่วเหนียงยังไม่รู้สถานการณ์ของสำนักศึกษาซงเฮ่อ ดังนั้นก่อนไปนางจึงเข้าไปสอบถามแม่ค้าขายไก่และขายปลาที่นางเพิ่งอุดหนุน
“สำนักศึกษาซงเฮ่อน่ะหรือ เป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในอำเภอของเราเลยละ…”
ทันทีที่เอ่ยปาก หญิงสาวทั้งสองก็เล่าเรื่องราวออกมายาวเหยียด
เหอจิ่วเหนียงได้รับข้อมูลว่า สำนักศึกษาซงเฮ่อเป็นสำนักศึกษาที่ซิ่วไฉแซ่คังเป็นเจ้าของ เขามีโอกาสเข้าศึกษาสำนักศึกษาในเมือง และสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย วิชาความรู้ที่เขาสั่งสมมานั้นยอดเยี่ยมทีเดียว เดิมทีจะไปสอบขุนนาง แต่มีอุปสรรคด้านปัญหาสุขภาพ
เงินทองของครอบครัวถูกนำมารักษาอาการป่วยของเขาจนไม่มีความสามารถส่งเขาเรียนแล้ว เขาจึงจำต้องลาออกจากสำนักศึกษาในเมือง และด้วยความรู้ความสามารถที่มีเขาจึงเปิดสำนักศึกษาขึ้นในอำเภอ วัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นกับเด็ก ๆ และหาเงินมาเป็นค่ารักษาตัวเอง
แต่ในปีก่อน อาการป่วยของคังซิ่วไฉกลับมาทรุดหนักอีกครั้งจนแทบไม่ไหว เขาจึงปิดสำนักศึกษาไปอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงรู้สึกเสียใจและเสียดาย
หลังจากได้รู้เรื่องราวคร่าว ๆ เหอจิ่วเหนียงก็ถามอีก “ในอำเภอยังมีสำนักศึกษาอื่นอีกไม่ใช่หรือ เหตุใดสำนักศึกษาซงเฮ่อถึงมีชื่อเสียงที่สุดล่ะ?”
แม่ค้าอธิบายอย่างใจเย็น “เหตุผลแรกก็เพราะคังซิ่วไฉมีวิชาความรู้อย่างลึกซึ้งหลายแขนง เขาเป็นคนที่ได้คะแนนดีที่สุดของสำนักศึกษาในเมืองเชียวนะ! เหตุผลที่สอง คังซิ่วไฉไม่เพียงมีรูปลักษณ์ดูดีเท่านั้น เขายังปฏิบัติกับทุกคนอย่างอ่อนโยน ไม่เหมือนอาจารย์ของสำนักศึกษาอื่น ดุยิ่งกว่าอะไรดี! และเหตุผลสุดท้าย ทุกคนเห็นว่าคังซิ่วไฉป่วยหนักน่าสงสาร จึงส่งลูก ๆ หลาน ๆ ไปเรียนกับเขา ให้เขามีเงินรักษาอาการป่วย”
ขณะบอกกล่าวแม่ค้าก็ถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยต่อ “หลายปีมานี้ กว่าจะมีคนที่ศึกษาวิชาจนเก่งกาจเพียงนี้หาได้ยากนัก คังซิ่วไฉคือความภาคภูมิใจของทุกคนในอำเภอเรา”
อ๋า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงทะลุมิติมานางประจักษ์ได้ถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง คนส่วนมากในยุคนี้เป็นคนจิตใจดี ดูท่าในโลกนี้คนดีจะมีมากกว่าคนเลว
“ขอบคุณพี่สาวมาก เช่นนั้นข้าจะไปดูสักหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงมัดเท้าและปีกไก่ โยนลงไปในตะกร้าสะพายหลัง จากนั้นเดินจูงม้าไปดูเหตุการณ์ที่สำนักศึกษาซงเฮ่อ
.
เมื่อมาถึง เหอจิ่วเหนียงพบว่าหน้าประตูสำนักศึกษาซงเฮ่อห้อมล้อมไปด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง มีทั้งคนที่พาบุตรหลานมาสมัครเรียน และคนที่มาดูสถานการณ์
หน้าประตูมีบัณฑิตสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าคราม ดูแล้วอายุประมาณยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ สีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย สภาพบอบบางราวกับหากถูกลมพัดก็ปลิวได้
“อาจารย์คัง ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ท่านป่วยหนัก ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
มีคนไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง คังซิ่วไฉกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่เกิดอาการสำลักจึงกำมือยกขึ้นป้องปากไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะพยายามฝืนยิ้มพลางตอบกลับ “ดีขึ้นมากแล้วละ”
ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังเห็นไปในทางเดียวกันว่า เขาจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นานแล้ว เมื่อคิดดังนั้นในใจก็รู้สึกโศกสลด สวรรค์ช่างใจร้ายกับคนดี ๆ เหลือเกิน
“อาจารย์ต้องรักษาสุขภาพให้มากนะเจ้าคะ ตั้งแต่ปีก่อนที่ท่าานปิดสำนักศึกษาไป เสี่ยวหนิวลูกข้าก็ไม่ได้ไปเรียนที่สำนักอื่นเลย ได้แต่รอให้อาจารย์คังกลับมาเปิดสำนักศึกษาอีกครั้ง”
คังซิ่วไฉมีวิชาความรู้อย่างลึกซึ้งหลายแขนง ให้ความรู้ทุกอย่างกับนักเรียน เขาทำการสอนมาหกปี มีนักเรียนหลายคนสอบเข้าสำนักศึกษาในเมืองได้ ทุกคนล้วนประจักษ์ถึงความดีและความสามารถของเขา
“ได้รับความรักความเมตตาจากทุกคน ข้าน้อยดีขึ้นมากทีเดียว อีกอย่าง ข้าอยากสอนเด็ก ๆ ให้มากกว่านี้ ให้พวกเขาได้มีวิชาความรู้ วันข้างหน้าจะได้มีอนาคตที่ดี เช่นนี้จะได้ไม่รู้สึกผิดต่อทุกท่านที่เมตตาข้าน้อย”
ซิ่วไฉแซ่คังรู้ดีว่าที่ทุกคนยอมส่งบุตรหลานมาเรียนที่สำนักศึกษาของเขาก็เพราะอยากช่วยเขา อย่างไรเสียสำนักศึกษาอื่นก็มีอาจารย์ที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า ส่วนเขาเป็นแค่คนขี้โรคคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลใดเลยที่คนอายุน้อยอย่างตนจะได้รับการยอมรับมากกว่าอาจารย์ที่มีประสบการณ์
คนกลุ่มนี้รู้สึกชื่นชมชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะมีคนถามขึ้น “อาจารย์คัง ปีนี้สำนักศึกษาอื่นขึ้นค่าสอนเป็นสามตำลึงต่อปีกันหมดแล้ว ไม่ทราบว่าสำนักศึกษาของท่านขึ้นค่าสอนด้วยหรือไม่?”
เรื่องนี้คังซิ่วไฉเพิ่งได้รู้ในตอนนี้นี่เอง เพราะตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาเขาป่วยนอนติดเตียง คล้ายกับว่าไม่ได้รับรู้โลกภายนอกเลย
เจ้าของสำนักศึกษาซงเฮ่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “สำนักศึกษาซงเฮ่อยังคงเก็บค่าสอนสองตำลึงตามเดิม สำนักศึกษาอื่นมีอาจารย์หลายคน ความรู้ที่สอนก็มีมากกว่า ที่นี่มีแค่ข้าคนเดียว ความรู้ก็ไม่ค่อยมาก ขึ้นค่าสอนไม่ได้หรอก”
อันที่จริงการเก็บค่าเล่าเรียนคนละสองตำลึงต่อปีก็นับว่าแพงมากแล้ว เงินสองตำลึงเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งได้ทั้งปี แต่ค่าเล่าเรียนสองตำลึงนี้ก็เป็นเพียงแค่ค่าครู อุปกรณ์การเรียนอาทิกระดาษ พู่กัน นักเรียนต้องซื้อเอง ของเหล่านั้นก็แพงใช่ย่อย หากคำนวณแล้วปีหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณสามตำลึงเลยทีเดียว
ความจริงแล้วทุกคนคิดว่า ขอเพียงคังซิ่วไฉเปิดสอนต่อ ต่อให้เก็บปีละสามตำลึงพวกเขาก็ยินดี ถึงอย่างไรครอบครัวที่สามารถส่งบุตรหลานเรียนได้ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว
กระนั้นเมื่อได้ยินว่าสำนักศึกษาซงเฮ่อไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน ทุกคนก็พลอยเบาใจ สำหรับเรื่องความรู้ที่สอนมากน้อยเท่าไรพวกเขาไม่ถือสา ไม่ใช่ทุกคนที่หวังให้บุตรหลานไปสอบขุนนาง อย่างมากแค่ให้พวกเขารู้ตัวหนังสือ คิดคำนวณง่าย ๆ ได้ และสามารถใช้ความรู้หาเลี้ยงชีพในวันหน้าก็เพียงพอแล้ว
มีคนทยอยเข้ามาสมัครเรียนและจ่ายค่าบำรุงการศึกษา ระยะเวลาในการเปิดรับสมัครมีเพียงเจ็ดวัน แต่วันนี้รับสมัครได้ไม่นานก็ต้องปิดรับแล้ว เพราะสุขภาพของคังซิ่วไฉไม่ค่อยดี เขาคนเดียวไม่อาจดูแลการเรียนการสอนได้ครอบคลุม
แม้คังซิ่วไฉไม่ขึ้นค่าสอน แต่เขาก็ต้องใช้เงินรักษาอาการป่วย ทุกคนจึงนำผักผลไม้ ไข่ไก่มามอบให้ ถือเป็นของขวัญอวยพรให้เขาแข็งแรงในเร็ววัน
เหอจิ่วเหนียงยืนมองบุรุษชุดสีครามอยู่ท่ามกลางฝูงชน คิดว่าคังซิ่วไฉผู้นี้ไม่เลวเลย เป็นคนสุภาพเรียบร้อย มีมารยาท พูดจานอบน้อม นักเรียนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์เช่นนี้ต้องเป็นคนดีของสังคมแน่นอน
“อาจารย์คัง” หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไปในบัดดล “เด็กอายุสี่ถึงห้าปีสามารถส่งมาเรียนที่สำนักศึกษาได้หรือไม่เจ้าคะ?”
โก่วเอ๋อร์อายุยังไม่ถึงสามปี เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ตอนนี้จึงยังไม่เหมาะที่จะเข้าเรียนสำนักศึกษา แต่เจี๋ยจื่อ บุตรของพี่รองอายุห้าปี และหู่จื่อบุตรชายของลู่กุ้ยหลานก็สี่ปีแล้ว น่าจะถึงวัยที่เข้าเรียนได้
คังซิ่วไฉไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นสตรี เขายังคงความสุภาพอ่อนโยน ยิ้มพลางเอ่ยตอบ “ย่อมได้ ข้าน้อยแยกเป็นสองชั้นเรียน นักเรียนช่วงอายุสี่ถึงแปดปีห้องเรียนขั้นต้น ส่วนนักเรียนเก้าปีขึ้นไปจะศึกษาลึกขึ้น วันข้างหน้าสามารถเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อ[2]ได้”
[2] การสอบเซียงซื่อ (乡试) เป็นส่วนหนึ่งของระบบการสอบขุนนาง มักจัดขึ้นในระดับจังหวัด เน้นการทดสอบความรู้ในด้านวรรณกรรม ข้อคิด และระบบการปกครอง โดยมุ่งเน้นไปที่การเขียนบทกวีและการประพันธ์
เหอจิ่วเหนียงถามต่อ “ครอบครัวข้ามีเด็กคนหนึ่ง ปีนี้สิบเอ็ดปีแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยเรียนขั้นต้นมาก่อน เช่นนี้ต้องเริ่มศึกษาขั้นต้นก่อนหรือไม่เจ้าคะ?”
คังซิ่วไฉพยักหน้า “จำเป็นต้องศึกษาขั้นต้นก่อน เด็กทุกคนต้องผ่านการศึกษาขั้นต้นจึงจะสามารถเรียนความรู้ต่อจากนั้นได้ หากเด็กไม่ผ่านการศึกษาขั้นนี้ ไปเรียนห้องเรียนขั้นสูงก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี”
.
.
.