การสนทนาพาทีกินเวลาไปจนครึ่งค่อนวัน ทั้งคู่ยิ้มแย้มสนุกสนานราวกับทั้งตำหนักกลายเป็เมืองแห่งรัก ซิ่วอิงที่ยืนจับตามองคู่รัก จู่ ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
เขาทนฟังคำพูดหวานหยดย้อยต่อไปไม่ไหว ทั้งเห็นว่าศัตรูคงยังไม่ลงมืออย่างอุกอาจแน่ จึงขอตัวออกไปทำงานของตนต่อและปล่อยให้พระ-นางได้ผูกสัมพันธ์กันต่อไป
ขณะเดินออกมาจนถึงลานกว้าง ขาซ้ายที่กำลังจะก้าวก็พลันหยุดชะงัก เขาเหลียวหน้ากลับไปมองรอบตำหนัก พื้นที่ส่วนใหญ่ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนมากโข เห็นทีคงเป็ผลพวงมาจากสองคนนั้นแน่ หญิงชายที่เป็คู่กันมักจะทำให้โลกสดใสขึ้นทันตาอย่างเห็นได้ชัด อากาศร่มรื่นบ้านเมืองสงบ ดอดไม้ก็ออกเต็มต้นและบานสะพรั่ง สวยงามอย่างไม่มีที่ติทีเดียว
ซิ่วอิงเดินหน้าต่อพลางขบคิด ชีวิตของสิงเทียนนั้นขื่นขมมานานนัก ปล่อยให้เขาได้ลิ้มรสชาติหอมหวานเสียบ้าง กว่าจะได้มาเจอหญิงในดวงใจต้องอดทนมาตั้งเท่าไหร่ ซิ่วอิงกุมหน้าอกตนเองลอบปาดน้ำตาด้วยความปลื้มใจ นี่สินะความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูก ๆ เติบโต
อีกไม่นานสิงเทียนคงลืมเขาในฐานะผู้มีพระคุณ (รึเปล่า) เขาก็อยากให้พระเอกจดจำไว้สักนิด ว่าเขาเป็ผู้ที่คอยช่วยเหลืออยู่เื้ั ทุกความผิดพลาดที่พระเอกก้าวข้ามมาได้ ล้วนมีเขาเป็ผู้ชี้แนะทั้งสิ้น คิดแล้วก็อยากร้องไห้ ปลื้มใจเหลือเกินที่เห็นเด็กคนนั้นเติบโตมาอย่างมีคุณภาพและตอนนี้ก็กำลังจะเป็ฝั่งเป็ฝา
เหมยลี่ผู้เป็ศิษย์น้องของสิงเทียน และเป็คนรักกันั้แ่ยังเยาว์ การกลับมาของนางในครั้งนี้ก็เพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อสิบปีก่อน ขณะนี้เหมยลี่ฝึกบำเพ็ญจนตบะแก่กล้าบรรลุถึงขั้นเซียนไปเรียบร้อย และกำลังตั้งใจฝึกฝนตนเองเพื่อไต่เต้าให้ไปถึงขั้น์
สิงเทียนเองก็เช่นกัน พวกเขาทั้งคู่ต่าง้าดีดตัวเองให้สูงขึ้น การแต่งงานในไม่กี่วันข้างหน้านี้ จะเป็อีกหนึ่งกุญแจที่ช่วยให้ทั้งคู่ก้าวสู่ขั้นสววรค์ได้เร็วขึ้น ในตำราโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “หากใครที่เป็คู่ชะตากัน เมื่อ์บรรดาลให้มาพบ ผูกพันด้วยรักและมีใจบริสุทธิ์ เมื่อนั้นพรเสริมบารมีคู่จักนำพาให้รุ่งโรจน์”
ซิ่วอิงจำท่อนนี้ในตำราเล่มหนึ่งได้แม่น เพราะสิงเทียนเอาแต่เปิดอ่านมันอยู่ทุกวัน คงจะคาดหวังหญิงในพรหมลิขิตเอามาก คลั่งรักนางในฝันสุดหัวใจ บางทีอาจถึงขั้นเก็บไปพึมพำในตอนหลับก็มี
สิงเทียนจัดที่ทางให้นางมาอยู่ด้วยที่ตำหนักเพื่อรอคอยวันแห่งฤกษ์งามยามดี พานางเที่ยวเดินชมทั่ววังอยู่เสมอ คุยจีบกันโดยไม่รู้จักอาย ทั้งยังตัวติดหนึบไม่เคยห่างราวกับลูกสุนัขไม่หย่านม
ซิ่วอิงได้แต่แอบมองอยู่ในที่ลับ สิงเทียนที่เป็พวกคลั่งนางในฝันบูชาอย่างกับเทพเ้า ไม่ยักรู้ว่าเมื่อมีสาวงามมาอยู่ด้วยแล้วจะเป็หนักถึงเพียงนี้ ทุกครั้งที่เ้าตัวมาหา ขอร้องให้ฝึกท่องตำราและถ่ายลมปราณ มักจะถูกอีกฝ่ายไล่ตะเพิดกลับเรือนอยู่ร่ำไป ไม่สนใจความสำคัญในการฝึกสักนิด กลับมองว่าเขาคอยแต่จะกีดกันเวลาส่วนตัวของตนกับคนรัก
ซิ่วอิงลอบกำหมัดในใจ จะหลงผู้หญิงก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ เพราะแบบนี้ยังไงล่ะตอนที่เหมยลี่ถูกลักพาตัว นายถึงได้ขาดสติและถูกธาตุไฟเข้าแทรกเอาได้ คิดแล้วก็ปวดกบาล ทั้งที่ยามนี้ควรจะเป็เวลาถ่ายทอดลมปราณ ฝึกท่องตำราเสียอีก แต่สิงเทียนกลับผลัดวันไปเรื่อย ๆ เอาเวลาล้ำค่าเ่าั้มาเกี้ยวพาราสีกับเหมยลี่เสียได้!
ไม่กี่วันต่อมา เหมยลี่ก็ขอกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้านเกิด ซึ่งอยู่ในูเาลูกใกล้ ๆ นี้เอง และจะขอเดินทางไปเพียงลำพัง ทว่าคนทางนี้กลับเป็ห่วงนาง พยายามออดอ้อนขอไปด้วย สุดท้ายลูกไม้นี้ก็ใช้ไม่ได้ผล
หนวยเฉินที่อดีตเป็เทพวานรประจำตัวอีกฝ่าย จึงถูกส่งตัวให้ไปคอยคุ้มครองแทน เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้งและพูดคุยถึงเื่ในอดีต หนวยเฉินถึงค่อยเริ่มจดจำนางขึ้นมาได้
ก่อนที่เหมยลี่จะออกเดินทาง สิงเทียนก็ยังไม่วายเกาะแกะวิ่งวนอยู่รอบนางเหมือนแมลงตัวหนึ่ง “ได้โปรดจำเอาไว้ ดวงหทัยของพี่เป็ของเ้าเสมอมา ทั้งชีวิตของพี่มีแต่เ้าเท่านั้น”
“เ้าค่ะน้องทราบดี เช่นนั้นแล้วพบกันนะเ้าคะ”
“เดินทางปลอดภัยนะ”
ซิ่วอิงยืนมองอยู่ด้านหลัง เบะปากไปแล้วรอบที่ร้อย ไอ้พระเอกหน้ามึนคนนี้มันหลงสาวหนักมากจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ขึ้นชื่อว่าพระเอกจิตป่วย
ดูจากหลายวันที่ผ่านมาก็พอจะเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น จะกินข้าวก็ต้องให้สาวป้อน อาบน้ำก็ต้องให้สาวช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า กระทั่งหวีผมมัดผมก็ไม่เว้น ตกลงว่าเป็คนรักหรือลูกกับแม่กันแน่ ขี้อ้อนชอบให้ผู้อื่นเอาอกเอาใจเสียเหลือเกิน เห็นแล้วอึดอัดแทนแม่นางเหมยลี่จริง ๆ
สิงเทียนยืนมองจนนางและหนวยเฉินค่อย ๆ หายลับจากสายตาไป ท่าทางเขาดูเหงาหงอยลงมากก่อนจะพูดพร่ำเพ้อออกมา
“ไม่อยากให้นางไปเลยจริง ๆ ข้ายังอยากกอดนางให้นานขึ้นอีกหน่อย หากรู้ว่านางจะกลับไปเช่นนี้เมื่อคืนข้าคง..”
“อะแฮ่ม!” ซิ่วอิงไอขัดคำพูดลามกจกเปรตของเขา ก่อนที่เ้าตัวจะพล่ามต่อ “เอ่อคุณชาย ยามนี้เราควรไปฝึกท่องตำรานะขอรับ ลมปราณในกายข้ามีเหลือล้นเชียวล่ะ เชิญกลับห้องบรรทมเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”
สิงเทียนมีสีหน้าอึมครึมขึ้นมา กล่าวว่า “เ้านี่น่ารำคาญนัก! คนรักข้าไม่อยู่ข้างกายเช่นนี้ปล่อยให้ข้าเพ้อถึงนางบ้างจะเป็ไร เอาแต่มาก่อกวนทำตัวเป็หนอนแมลงไปได้ ไม่ได้ฝึกท่องตำราแค่ไม่กี่วันมันจะตายรึไง!”
พูดเสร็จก็เดินกลับเข้าไปในตัวตำหนัก สะบัดชายเสื้อด้วยความหงุดหงิดจนแทบเข้าเบ้าตาของอีกฝ่าย ซิ่วอิงเส้นเืข้างขมับเต้นตุบ ๆ ในแววตาขุ่นมัวนั่นคล้ายมีไอสังหารก่อกำเนิดขึ้น
“ไอ้บ้านี่ชักจะเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ อายุไม่เท่าไหร่เองกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ฉัน หา! อยากโดนพ่อตีใช่ไหม!”
ซิ่วอิงเดินตามเข้าไปถ่ายลมปราณให้ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย หากไม่ใช่เพราะสงสารพระเอกอย่างสิงเทียนล่ะก็ ป่านนี้เขาได้หนีไปที่อื่นแล้ว ไม่มามัวตามตอแยเช่นนี้แน่
สิงเทียนคล้ายกับยังหลงอยู่ในมนต์สะกด กล่าวว่า “นางงดงามจริง ๆ”
ซิ่วอิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนกล่าวเสริม “ขอรับ นางงดงามที่สุด อ่อนโยนที่สุด และใจดีที่สุด คุณชายคิดเช่นนี้อยู่ใช่หรือไม่ขอรับ”
“เ้ารู้ได้ยังไง”
“ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย แต่ว่า..คุณหนูท่านนั้นงดงามจริง ๆ ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน รอยยิ้มก็อุ่นนวลดั่งแสงอรุณยามเช้า มีผู้ใดบ้างจะไม่เห็นเช่นนี้”
“เ้าแอบมองนางรึ”
“ข้าน้อยไม่ได้แอบมองนะขอรับแต่มองตรง ๆ”
“นี่เ้า! นั่นคู่หมั้นของข้านะ เป็แค่คนเก็บขยะชั้นต่ำอย่าริอาจมายุ่งกับของสูง”
ซิ่วอิงเอียงคอ “หา? ข้าน้อยแค่พูดอวยเท่านั้นเอง มิได้คิดอะไรล่วงเกินสักนิด”
“ดี”
ผ่านไปได้สองวันเหมยลี่ก็กลับมาที่วัง ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือกิริยาและการแสดงออกของนาง ระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันคงไม่สามาถทำให้คนเรานิสัยเปลี่ยนได้มากขนาดนี้ จากเดิมที่เคยอ่อนหวาน กลับกลายเป็ปากร้ายอารมณ์ร้อน
ต่อหน้าสิงเทียนเหมยลี่ช่างดูน่ารักและขี้เอาใจ แต่ลับหลังกลับแสดงด้านที่ไม่ดีออกมา พ่นวาจาใส่ใครต่อใครแต่ละครั้งราวกับจะไล่ให้ไปตายก็มิปาน ทำตัวเหนือกว่าผู้อื่นจนเกินงาม แบ่งชนชั้นวรรณะอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเกิดอะไรขึ้นกับนางหรือไม่ หนวยเฉินที่ออกเดินทางไปพร้อมกันก็ไม่เห็นโผล่หน้ามาอีกเลย สิงเทียนเองก็ไม่นึกสงสัยสักนิด ดูยินดีเสียด้วยซ้ำที่อีกคนหายตัวไป
ซิ่วอิงแทบเป็โรคประสาท เพราะแค่แม่นางผู้นั้นพูดเอาใจนิดหน่อย โกหกด้วยน้ำเสียงหวานย้อยสิงเทียนก็ปักใจเชื่อนางในทันที เ้าตัวจะรู้หรือเปล่าว่าที่หนวยเฉินหายไปน่ะมันผิดปกติ ผิดปกติอย่างแรง!
จากการตามสืบอย่างลับ ๆ ซิ่วอิงก็ต้องพบแต่ความแปลกประหลาด เหมยลี่คนนี้ดูต่างจากคนก่อนหน้าจริง ๆ กระทั่งเขาพยายามจะเข้าไปทำความสะอาดในห้องเช่นเคยก็ยังมิได้ ถูกฝ่ายนั้นกลั่นแกล้งสารพัด คว่ำถังน้ำบ้างล่ะ ปาข้าวของใส่บ้างล่ะ การกระทำผิดจากกุลสตรีที่เคยเรียบร้อยทุกอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้นผู้ที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับชาวบ้านดันเป็สิงเทียนซะได้ เพียงลมปากของสาวงามก็สามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้หมด คนอะไรจะหูเบาและโง่เขลาได้เพียงนี้ ทุกสิ่งที่อุตส่าห์คาดหวังเอาไว้พังลงไม่เป็ท่าเพียงเพราะหลงคารมหญิงสาว
พระเอกของเื่ถูกสร้างบุคลิกขึ้นมาให้สง่างาม ทว่ากลับมีนิสัยที่บิดเบี้ยวผิดปกติ แต่ใครจะไปรู้ว่าไอ้การบิดเบี้ยวที่ว่าจะเกิดจากการหลงกลคำพูดคน บอกอะไรก็เชื่อหมดสั่งอะไรก็ทำตามทุกอย่างได้อย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ถึงจะรู้ว่าเป็เพราะฤทธิ์ของยาเสน่ห์ในอาหารฝีมือตัวปลอมนั่น แต่นี่มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ!