Pioneer Era

    ตอนที่ 145 ปะทะอสูรสงคราม

    ***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]

    "ข้าคือ [ควีน] ผู้รับใช้ราชินี [แฟต] ผู้ซื่อสัตย์ ผู้นำแห่งเผ่าอาร์โทโพดาร์เพียงหนึ่งเดียวของพวกเรายังไงละ! "

    พริบตาที่สิ่งนั้นปรากฏตัว ทั่วทั้งร่างก็ถึงด้านชาและสั่นเทาไปด้วยความขลาดเขลา

    [น่ากลัว]

    นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังคิด

    มันมีรูปร่างคลายกับอสูรแมลง แต่มีความปัจเจกไม่เหมือนใครตรงที่มีความสูงมากถึงสี่เมตร

    ทั่วทั้งร่างหุ้มไปด้วยเปลือกแข็งสีแดงเลือดมันวาว ประหนึ่งเป็นนักรบที่สวมเกราะเหล็กทั่วทั้งตัว

    แขนทั้งสี่ข้างของมัน มีความคมกริบราวกับจะตัดแยกอากาศให้ขาดออกเป็นสองส่วนได้

    เพียงแค่รูปลักษณ์ ก็ทำให้สัญชาตญาณของผมกรีดร้องลั่นอย่างบ้าคลั่งไปแล้ว



    แต่จะมาขี้ขลาดเพียงเพราะรูปลักษณ์ของศัตรูไม่ได้

    เพราะว่านี่คือศึกต่อสู้ที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของพวกเรา!

    “แกคือผู้ปกครองของเผ่าอสูรกายสินะ! ”

    “ก็บอกว่าอยู่หลัก ๆ ว่าเป็นผู้รับใช้... แต่ถ้าเจ้าอยากชนะสงครามครั้งนี้ อย่างน้อยก็ต้องล้มดิฉัน [ควีน] ผู้นี้ให้ได้ก่อนค่ะ! ”

    เจ้าอสูรกายโยนก้อนคริสตัลทั้งหมดห้าลูกขึ้นท้องฟ้า

    ก้อนคริสตั้ลพวกนั้นเปล่งแสงสว่างสีฟ้าเจิดจ้า พร้อมกับดูดสิ่งแวดล้อมรอบตัวไปรวมเข้าด้วยกัน

    เศษหิน ดิน หญ้า ทุกอย่างกำลังหมุนวนรายรอบก้อนคริสตัลเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

    “รวมร่าง! ”



    พริบตานั้นเองที่เกิดแสงสว่างทิ่มแทงเข้ามาในนัยตาทั้งสองข้าง

    ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงแค่ชั่วเสี้ยวหนึ่งลมหายใจเท่านั้น

    หลังสิ้นแสงสว่าง ทั่วทั้งร่างกายของอสูรก็ถูกหลอมเข้ากับมวลสีดำขนาดใหญ่

    มวลสารจำนวนมากที่ดูดกลืนจากแผ่นดิน กำลังถูกอัดจนแน่น แล้วเปลี่ยนเป็นเกราะที่ทรงพลังให้กับมัน

    หุ้มทุกส่วนของร่างกายเจ้าอสูร จนมีร่างกายที่ใหญ่โตขึ้นอีกเท่าตัว และบดบังท้องฟ้ากับวิสัยทัศน์ตรงหน้าจนสิ้น

    ตามแขนทั้งสี่ที่มีปลายแหลมคม ถูกเสริมด้วยปากกระบอกปืนขนาดยักษ์ที่มีรูกว้างถึงครึ่งเมตร

    แม้แต่ส่วนหัวที่เคยคิดว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนที่เปราะบาง ยังถูกหุ้มด้วยเกราะหนาที่เต็มไปด้วยหนามแหลม

    ดูเป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่าเมื่อกี้นี้อีก!

    นี่มันตัวเชี่ยอะไรเนี่ย!?



    “นายท่านไพไรต์ ทุกคน! รบกวนช่วยถ่วงเวลาให้สักสามนาที ฉันจะเจาะบาเรียเพื่อดึงกำลังเสริมเข้ามาค่ะ”

    “รับทราบ”

    กับสัตว์ประหลาดที่ดูน่ากลัวเยี่ยง ให้ตายก็ไม่ขอดวลเดี่ยวกับมันเป็นอันขาด!

    “ทุกคน ลุย! ”

    ผมวิ่งไปตามพื้น โดยเล็งบุกเข้าจากทางขาซ้ายของศัตรู

    ส่วนซุนไกท์ บุรุษกอลิล่าผู้ผอมเพรียวกำลังวิ่งบุกเข้าไปจากทางขวา

    พวกเราทั้งสองคนวิ่งคู่ขนานกันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทิ้งรอยเท้าและร่างเงาเอาไว้เบื้องหลัง



    อาวุธไร้ลักษณ์ในมือเริ่มเปลี่ยนรูป เป็นไม้พลองตามอย่างที่ซุนไกท์ใช้

    ในอีกทางหนึ่ง ฝั่งอสูรกายเองก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน

    มันยกแขนทั้งสี่ข้างขึ้นสูง

    ปลายปากกระบอกปืนสองกระบอกกำลังตั้งลำกล้องเล็งมาที่ผมกับซุนไกท์ และมีอีกสองกระบอกเล็งไปทางหุ่นแมงกะพรุนที่โนอาร์กับโทแพซขี่บังคับอยู่



    คิดที่จะยิงขัดจังหวะพวกโนอาร์อย่างงั้นเรอะ?

    ผมไม่ยอมให้ทำได้หรอก!

    ผมกับซุนไกท์ระเบิดแรงถีบ แล้วทะยานเข้าใส่แขนทั้งสองที่กำลังเล็งไปทางพวกสองสาว

    ยื่นปลายพลองสีขาวตรงออกไป ประหนึ่งเป็นหัวกระสุนปืนใหญ่ที่ทรงพลัง

    ตอนนั้นเองที่ร่างกายของมันเคลื่อนตัวหลบออกข้างอย่างรวดเร็ว

    มันขยับตัวหลบด้วยการลื่นไถลไปกับพื้นดิน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สองขาของมันแม้แต่น้อย

    มันทำได้ยังไงกันเนี่ย!?!



    แขนทั้งสี่ข้างของมันเริ่มส่องแสงในระหว่างที่กำลังไถลไปกับพื้น

    ผมได้ยินเสียงเสียดสีของหินศิลาดังลั่นออกมา จากภายในปากกระบอกปืนใหญ่ที่หันตรงมาทางพวกเรา

    “แย่แล้ว! ”

    ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวกลางอากาศได้

    ต่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของชุดเกราะแค่ไหน แต่โดนยิงระยะประชิดแบบนี้ คงไม่แคล้วเจอกระดูกหักซักสองสามท่อนแน่นอน



    ผมรีบเปลี่ยนอาวุธไร้ลักษณ์ในมือ ให้กลายเป็นโล่สีขาวขนาดใหญ่

    ในช่วงจังหวะที่ตะบองกำลังเริ่มส่องแสงเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ ก็มีเงาหนึ่งพุ่งเข้ามาที่มุมของสายตา

    เขาคือบุรุษเผ่าหมีผู้มีผมสีแดง [วานาดิไนต์]

    อาวุธในมือของเขา คือขวานสงครามขนาดใหญ่ที่น่าเกรงขาม



    เขาวิ่งลอบเข้ามาจากทางด้านหลัง จากในมุมอับของศัตรู

    ง้างขวานสงครามเล่มโตด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วกระโดดหมุนตัวประหนึ่งเป็นพายุ พุ่งเข้าใส่ส่วนเอวของเจ้าอสูรกายยักษ์

    ระยะระหว่างปลายคมขวานของเขา กับผิวเกราะศิลาของศัตรู เหลืออีกเพียงแค่หนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น

    เยี่ยม! โดนเต็ม---

    “เฮ้ย! หลบได้!? ”

    เป็นอีกครั้งที่ร่างกายของเจ้าอสูรกายเคลื่อนตัวไถลไปตามพื้นอย่างผิดธรรมชาติ



    *บรึ๊ม! *

    เสียงระเบิดคำรามดังลั่น

    กระสุนศิลาสีดำหัวมนขนาดครึ่งเมตรที่หมุนเป็นเกลียวสว่าน กำลังวิ่งออกมาจากรังเพลิงพร้อมกับเสียงระเบิดลมของพายุ



    “อั๊ก! ”

    รู้สึกเจ็บจนแทบจะอาเจียนออกมา

    โล่ที่สร้างจากอาวุธไร้ลักษณ์ถึงกับยุบบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป

    แขนขวาที่ยกขึ้นมารับถึงกับด้านชาเจ็บปวดเพราะแรงกระแทกที่เกินกว่าจะทนรับไหว

    ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายถูกเสริมพลังกล้ามเนื้อด้วยชุดเกราะ ครึ่งร่างขวาของผมคงปลิวหายไปพร้อมกับเจ้าศิลาดำนัดนี้ไปแล้ว



    “อั๊ก! ”

    เสียงร้องเจ็บปวดของซุนไกท์ดังไล่ตามมา

    เขาหมุนตัวกลางอากาศ ก่อนจะลงจอดที่พื้นหญ้าพร้อมกับสีหน้าที่เจ็บปวด

    เขาทรุดตัวลงพร้อมกับใช้มือขวากุมแขนซ้ายที่กำลังบิดผิดรูปอย่างน่ากลัว

    ดูเหมือนว่าเขาจะพยายามหลบมัน

    แต่หลบไม่พ้นสินะ…



    “เหวอ! ”

    ส่วนเจ้าหมีวานาดิไนต์นั้น มันถูกร่างที่ใหญ่โตของเจ้าอสูรกายกระแทกใส่ หลังจากที่เขาฟันพลาดไปเมื่อกี้

    ร่างกายของเขากลิ้งไถลไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยหินหยาบกระด้าง

    พื้นหินถึงกับถูกทำลายเป็นทางตามระยะที่เขาไถลตัวกลิ้งผ่าน

    รุนแรงขนาดนี้เลยเรอะ!



    ในขณะเดียวกัน

    “อันตรายค่ะท่านโนอาร์! ”

    “กรี๊ด! ”

    โทแพซที่กำลังบังคับหุ่นแมงกะพรุน ได้ใช้ระยางจำนวนมากรัดร่างของโนอาร์ แล้วจับเธอเหวี่ยงลงมาที่พื้น เพื่อให้เธอรอดจากวิถีกระสุนศิลาดินที่กำลังพุ่งเข้าใส่

    “จะฆ่ากันหรือยังไงยะ! ”

    แต่ดูเหมือนว่าโทแพซจะเหวี่ยงแรงไปหน่อย เลยทำให้โนอาร์หัวทิ่มพื้นขาชี้ท้องฟ้าไปซะอย่างงั้น

    ไม่ใช่เวลาจะมาเล่นมุขกันนะพวกเธอ...



    “เข้ามาเลย! ”

    โทแพซบังคับระยางที่เหลือให้ยื่นออกมาบังส่วนห้องบังคับการ

    พริบตานั้นเองที่มีม่านพลังงานสีแดงกางออกมาจากระยางโปรงแสง

    กระสุนทั้งสองลูกวิ่งปะทะกับม่านสีแดงที่เปล่งประกาย

    ทันทีที่กระสุนปะทะกับม่านบาเรีย วิถีของศิลาดำก็เริ่มเบี่ยงออก เสมือนหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นมาพลักมันออกไป

    แต่ทว่า---



    “เอ๊!? ”

    พริบตานั้นเองที่อยู่ ๆ ม่านบาเรียสีแดงก็หายไปอย่างปริศนา

    อะไรกันละนั่น?

    หรือจะบอกว่าอาวุธของศัตรูมีพลังระดับทะลวงบาเรียของโนอาร์ได้เช่นนั้นหรือ!?

    “โทแพซ! ”

    ผมพยายามวิ่งออกไปหายัยโทแพซ

    แต่ทว่ากลับมีร่างน้อย ๆ เข้ามารั้งตัวผมเอาไว้

    เธอคนนั้นคือโนอาร์



    “อันตรายค่ะท่านไพไรต์! เดียวท่านจะโดนลูกหลงไปด้วยนะคะ! ”

    “แต่ว่าโทแพซ--”

    “ต่อให้ต้องถูกท่านรังเกียจ ฉันก็จะหยุดท่านเอาไว้ตรงนี้ค่ะ! ”

    หน่อย… ก้าวขาไม่ออกเลย

    ทำไมโนอาร์ถึงแรงเยอะขนาดนี้กันละเนี่ย?

    ผมพยายามหาวิธีที่จะพลักโนอาร์ออกไปโดยไม่ทำร้ายเธอ



    แต่ทุกอย่างมันสายไปแล้ว

    กระสุนศิลาดำทั้งสองนัดวิ่งทะลวงห้องบังคับการของหุ่นยนต์แมงกะพรุนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    “โทแพซ!!!! ”

    ไม่จริง!

    “ยังไม่ตายค่ะ! ”

    คนอย่างเธอจะตาย---

    "..."

    "ฉันอยู่ตรงนี้ค่าาาา! "

    เธอนั่นยังไม่ตายโว๊ยยย!



    โทแพซกำลังนอนระทวยอยู่ท่ามกลางเศษซากของวัสดุโปรงแสงที่ถมกองอยู่ตรงพื้น

    “ไพไรต์รออยู่ตรงนั้นนะ เดียวฉันจะไปหา--- อะไรกัน! โนอาร์! ทำไมชุดเกราะมันถึงไม่ขยับแล้วละ!? ”

    “น่าจะเป็นเพราะแรงกระแทกจากการประทะกับกระสุนปืนใหญ่ของศัตรูเมื่อกี้นี้ละมั้งคะ? "

    โนอาร์วิเคราะห์อย่างใจเย็นให้ผมกับโทแพซฟัง

    " (ชิ! โชคดีจริงนังแม่เสือ แต่ไม่เป็นไร ฉันปิดการทำงานของชุดเกราะไปแล้ว จงนอนรอความตายอยู่ตรงนั้นไปซะเถอะนะ หุ หุ หุ~) ”

    แต่เหมือนจะได้ยินเธอพูดอะไรสักอย่างด้วยนี่สิ

    แต่มันเบามาก เลยทำให้ได้ยินไม่ค่อยชัด

    … ช่างมันละกัน

    ตอนนี้ที่สำคัญคือการช่วยโทแพซมากกว่า

    ถ้าปล่อยโทแพซเอาไว้แบบนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากรอให้ศัตรูมาเชือดทิ้ง



    “ต้องรีบไปช่วย---”

    “อันตรายค่ะนายท่าน! ”

    โนอาร์ดันร่างของผมกระเด็นออกมา ก่อนที่ผมจะได้ทันวิ่งเข้าไปช่วยโทแพซ

    มีวัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนทับผ่านจุดที่ผมพึ่งยืนอยู่เมื่อกี้

    สิ่งนั้นคือเจ้าอสูรกายนั่นเอง

    ให้ตายสิ ตัวใหญ่ แถมยังจะไวปานวอกอีกนะเจ้านี่!



    “นี่มัน… อะไรกันเนี่ย? ”

    เนื่องจากมันวิ่งไถลผ่านเข้ามาในระยะประชิด จึงทำให้เห็นความลับการเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติของมัน

    สองขาที่ใช้เดินนั้น ถูกหุ้มไปด้วยมวลดินจำนวนมากจนมีลักษณะคล้ายกับฐานขนาดใหญ่

    และที่ใต้ฐานของมัน มันมีวัตถุทรงกลมสีดำคล้ายยางหุ้มติดเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมากปรากฏให้เห็น

    เมื่อวัตถุพวกนั้นกลิ้ง ร่างกายของเจ้าอสูรกายก็จะเคลื่อนไหวไปด้วย

    นี่มัน… ใช่ที่พวกลี่เรียกว่า [ล้อรถ] ... หรือว่า [ล้อรถถัง] ?

    ช่างมันเถอะ

    ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าควรจะต้องทำยังไงต่อไป

    “ทุกคน เล็งโจมตีไปที่ส่วนขาของมันก่อน! ”

    “รับทราบ! ”

    นั่นคือการหยุดการเคลื่อนไหวของมัน!



    พวกเราเริ่มบุกโจมตีอีกครั้ง

    ถึงแม้ว่าจะบาดเจ็บ แต่ด้วยการเสริมพลังกับสารที่ฉีดเข้าใส่ร่างกายผ่านทางชุดเกราะ เลยทำให้ความเจ็บปวดเมื่อกี้เริ่มจางหายไปราวกับปาฏิหาริย์

    เป้าหมายโจมตีในครั้งนี้คือเจ้าพวกล้อทรงกลม---



    “ชิ! ”

    ผมรีบหักหลบออกทางขวา ในขณะที่โนอาร์กระโดดออกไปทางซ้าย

    ปากกระบอกปืนทั้งสี่ของมัน กำลังเริ่มยิงกระหน่ำปูพรมใส่พวกเรา

    มันใช้วิธียิงสลับด้วยปืนทั้งสี่กระบอก จนทำให้รู้สึกราวกับกำลังถูกกระหน่ำยิงใส่ด้วยปืนกล

    ไม่มีช่องว่างให้พักหายใจ ไม่มีเวลาแม้แต่จะหาโอกาสเข้าประชิดตัว

    ร้ายกาจชะมัด…

    แถมเป็นเพราะหลุมบ่อที่เกิดจากการยิงถล่มด้วยกระสุนศิลาดำของมัน เลยยิ่งทำให้เคลื่อนไหวได้ลำบากมากกว่าเดิม



    “ลืมใครไปหรือเปล่าเอย~”

    แต่เป็นโชคดีในโชคร้ายที่ศัตรูลืมตัวตนของโทแพซไปเสียสนิท

    บางทีมันอาจจะคิดว่าสังหารโทแพซไปแล้ว เลยไม่ยอมยิงซ้ำใส่เธอที่ทำได้แค่นอนอย่างสิ้นหวังอยู่ตรงซากหุ่นแมงกะพรุน

    เธอยกตัวเองขึ้นมานั่งด้วยกล้ามเนื้อท้อง แล้วใช้ปากกัดอาวุธไร้ลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับอาวุธของพวกอสูรกาย

    ถ้าจำไม่ผิด เหมือนสิ่งนั้นจะถูกเรียกว่า--- [เรลกัน] อะไรสักอย่างนี่ละ?



    “ฉันนะ ไม่ได้สนิทกับพวกลี่ไปวัน ๆ หรอกนะคะ! ”

    ถ้าถามว่าใครในบรรดาพวกเรานั้นมีความใฝ่เรียนรู้มากที่สุด ก็คงไม่พ้นยัยนี่

    สิ่งที่น่าจะเรียกว่า [เรลกัน] ได้ยิงกระสุนสายฟ้าขนาดใหญ่ออกมา

    พื้นดินโดยรอบถูกสิ่งนั้นเป่ากระจายแยกออกเป็นสองทาง

    กระสุนแสงนั้นมีความเร็วสูงมาก

    พอรู้ตัวอีกที สายฟ้านั้นก็ได้เข้าปะทะกับส่วนขาของศัตรูไปแล้ว

    ดวงตาทั้งสองถูกย้อมไปด้วยแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์

    รู้สึกได้ถึงเศษดินเย็น ๆ ที่ปลิวมาปะทะหมวกเกราะสีทอง

    รู้สึกถึงลมร้อนที่โหมกระหน่ำ

    เมื่อสิ้นแสงสว่าง ส่วนล้อที่หุ้มขาของมันก็สลายหายไปแล้ว



    “สำเร็จ! รีบใช้จังหวะ---”

    “ตะกี้นี้เธอตั้งใจจะยิงฉันใช่ไหมยะโทแพซ! ”

    ผมหันไปมองทางต้นเสียงนั้น

    ชายกระโปรงเมดสีดำของโนอาร์แหว่งหายไปถึงครึ่ง

    “ไม่ได้ตั้งใจค่ะ! แบบว่ามีแต่ปากกัดเลยเล็งยากนะคะท่านโนอาร์~”

    ดูเหมือนว่าโนอาร์จะอยู่ในวิถีกระสุนที่โทแพซยิงใส่พอดี

    โนอาร์นี่โชคร้ายจริงแฮะ

    ถือว่าฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกันนะโนอาร์



    ผมสะบัดเรื่องไร้สาระออกจากหัว แล้วกลับไปตั้งสมาธิกับการต่อสู้อีกครั้ง

    ตอนนี้ศัตรูเคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่พวกเราจะ---

    เดียวนะ…

    ทำไมพื้นดินรอบ ๆ ตัวของมันถึงกำลังเคลื่อนไหวกลับไปรวมที่ขาของมันกันละ?

    ลักษณะแบบนี้มันเหมือนกับ---

    “รู้แล้ว! เจ้านี่มันใช้แกนของโกเลมในลักษณะเป็นเกราะเสริมให้กับตัวเอง! ทุกคน! เปลี่ยนแผน! พยายามมองหาก้อนคริสตัล แล้วโจมตีไปที่จุดนั้น! ส่วนโนอาร์ รบกวนฝากคุ้มกับโทแพซที! ”



    แผนเดิมของโนอาร์คือการเปิดบาเรียที่กั้นพวกเราแยกออกจากกองทัพหลัก

    แต่ศัตรูมันว่องไวเกินไป โนอาร์เลยไม่สามารถเปิดม่านบาเรียนี้ได้

    งั้นสู้ให้เธอคอยปกป้องโทแพซ มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า

    “ฉัน--- ค่ะ… รับทราบค่ะนายท่าน~”

    ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนจะเห็นโนอาร์เผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมาให้เห็นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

    คงคิดไปเองละมั้ง?



    ผมกับพรรคพวกพยายามวิ่งเข้าประชิดเจ้าอสูรกาย โดยมีโทแพซคอยยิงสนับสนุนมาจากด้านหลัง

    เจ้าอสูรเลยเปลี่ยนแผน เป็นใช้สามกระบอกไล่ยิงใส่พวกเราไม่ให้เข้าประชิด และใช้อีกหนึ่งกระบอกยิงใส่กลุ่มของโนอาร์

    แต่กระสุนศิลาเพียงลูกเดียว ไม่อาจเจาะทะลุการป้องกันของโนอาร์ไปได้หรอก

    ผมเห็นโนอาร์ใช้มือเปล่า สร้างเป็นหมัดวายุเปลี่ยนทิศของกระสุนศิลาดำได้อย่างหน้าตาเฉยเลยละ



    “กรี๊ดดด! หมัดเมื่อกี้ของเธอมันเกือบจะบี้หัวฉันไปพร้อมกันแล้วนะคะท่านโนอาร์! พยายามปัดให้เบา ๆ หน่อยสิค่ะ! ”

    “อาวุธของศัตรูมันรุนแรงมาก~ เลยต้องป้องกันด้วยวิธีรุนแรงค่ะ~ ว่าแต่คุณโทแพซเองก็เหมือนกัน รู้สึกว่าการเล็งยิงของคุณจะมีฉันอยู่ในวิถีกระสุนหลายครั้งเลยนะคะ? ”

    “ก็บอกว่าเล็งยากยังไงละคะท่านโนอาร์~”

    อืม…

    สองคนนี้ดูสนิทกันดีไม่เลว

    "เกือบบี้หัวฉันอีกรอบแล้วนะคะท่าน~"

    "เธอเองก็เกือบเป่าหัวฉันปลิวไปอีกครั้งเหมือนกันนะคะ~"

    แต่ทำไมถึงดูเหมือนพยายามจะฆ่ากันเองมากกว่าร่วมมือกันต่อสู้ไปได้ละเนี่ย?



    “...”

    คงคิดไปเองนั่นละ!

    ดูรอยยิ้มที่พวกเธอส่งให้กันและกันสิ!

    นั่นนะคือรอยยิ้มของเพื่อนรักชัด ๆ!

    ใช่! ใช่แล้ว!

    ผมคงคิดเองแน่นอน!