ตอนที่ 45 ข่าวลือ
ณ ร้านน้ำชาในหมู่บ้านดาราฉาย
โทมัสและจิมเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว พวกเขาสองคนพยายามแสร้งทำเป็นเดินคุยเรื่องที่พวกเขาได้พบเจอกับอสูรหมาป่าสีชาดที่ป่าดาราฉายอย่างออกรส
แน่นอนว่ามีนักผจญภัยที่พอจะสนอกสนใจในเรื่องที่พวกเขาพูดกันอยู่ไม่น้อยแต่นั่นเป็นจำนวนคนเพียงแค่ 1 ใน 10 เท่านั้นที่สนใจกับเรื่องนี้
ต้องอย่าลืมว่าหมู่บ้านดาราฉายนั้น ไม่ใช่หมู่บ้านที่ใหญ่โตอะไร การที่มีคนสนใจเพียงแค่ 1 จาก 10 เช่นนี้ ถือว่าน้อยเอามากๆ
แต่กระนั้นโทมัสและจิมก็ไม่ลดละ ยอมบอกเล่าข่าวลวงให้กับนักผจญภัยที่เข้ามาสอบถามข้อมูล ด้วยความเต็มใจ
พวกเขาทั้งสองบอกเล่าเรื่องราว ซ้ำเดิมๆ อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ปฏิกิริยาของเหล่านักผจญภัย ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อยเชื่อในเรื่องนี้กันเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนในหมู่บ้านจะเมินเฉยต่อข่าวลวงของโทมันและจิม แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ลดละ บอกเล่าต่อไปจนคอของทั้งสองเริ่มมีอาการเจ็บและแห้ง แม้แต่จะกลืนน้ำลายลงคอก็ยังแสบและเจ็บเลยทีเดียว
“ท่านโทมัส ข้าน้อยคิดว่าพวกเราควรจะแวะพักกันสักหน่อย นี่มันก็ใกล้เที่ยงแล้ว...แวะดื่มน้ำชา กินข้าวแล้วค่อยลุยกันต่อเถอะ” จิมเดินเข้ามากระซิบกระซาบกับโทมัส หลังจากพวกเขาบอกเล่าข่าวลวงกับกลุ่มนักผจญภัยจนเสร็จสิ้นไปอีกกลุ่ม
“ข้ายังไหว หากเจ้าอยากที่พักก็ไปพักเถอะ แคร้กๆ ~” โทมัสตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว สภาพของเขายังแข็งแรงดี เขายังไม่รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนล้าเลยสักนิด ราวกับว่าเขาพึ่งจะตื่นนอนเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามแม้โทมัสจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่จากสภาพของการต้องพูดซ้ำๆ ทำให้ลำคอของเขารู้สึกเจ็บ
ซึ่งเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับร่างกาย...ฉะนั้นแม้โทมัสยังคงมีเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อ แต่ถ้าหากเขาพูดไม่ได้ มันก็ไร้ประโยชน์
“พักจิบน้ำสักหน่อยเถอะ…เชฟไลท์หวังกับท่านเอาไว้มาก หากท่านมาล้มเอาตั้งแต่เริ่มเช่นนี้ ท่านจะมีหน้ากลับไปหาเชฟไลท์ได้หรือ?” จิมนั้นดูมีนิสัยที่ใจเย็นกว่าเจ้าชายหนุ่มอยู่เล็กน้อย
อีกทั้ง ด้วยความสนิทสนมที่ทั้งสองเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนสามารถที่จะสละชีพตายแทนกันได้ ก็ทำให้จิมนั้นรู้ถึงวิธีการพูดให้โทมัสคล้อยตามและเชื่อฟังเขาได้ แม้จะอยู่ในฐานะองครักษ์ก็ตามที
ทันทีที่โทมัสได้ยินถึงชื่อของ ‘ไลท์’ เจ้าชายหนุ่ม ก็พลันได้สติขึ้นมาในทันใด โทมัสรีบเดินตามจิม เพื่อหาร้านน้ำชาและร้านอาหารไปพร้อมๆ กัน
ก่อนที่ทั้งสองคนจะมุดหน้าเข้าไปในร้านน้ำชาและร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก พร้อมกับสั่งอาหาร
“เถ้าแก่ขอน้ำชา 1 เหยือกและขอข้าวผัด 2 ที่” ด้วยความเคยชิน บวกกับติดใจในรสชาติอาหารของไลท์ที่ได้กินติดกันเป็นเวลาหลายวัน จนทำให้จิมเผลอสั่งเมนูข้าวผัดที่ตัวเองชอบออกไป โดยหลงลืมไปว่าข้าวผัดฝีมือของไลท์มันแตกต่างจากข้าวผัดปกติที่พวกเขาเคยกินกันมาก่อน
รอเพียงไม่นาน ข้าวผัดและน้ำชาที่ทั้งสองได้สั่งก็ยกนำมาเสิร์ฟโดยเถ้าแก่ของร้าน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีจิตใจที่บริการเสียเท่าไหร่
วางกระแทกอาหารและน้ำชา เสียงดังโครมคราม
ตึง...ตึง!
“ทั้งหมด 10 เหรียญทองมณี” ทันทีที่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟ เถ้าแก่ของร้านนี้ก็ได้คิดราคาอาหารและน้ำชากับพวกเขาทั้งสองคนแล้ว
ซึ่งนี่คือวิถีปกติของร้านอาหารในโลกนี้ที่ส่วนใหญ่มักทำกัน โทมัสและจิมมองสภาพของข้าวผัดที่เปียกแฉะ มือควักเหรียญทองมณี จ่ายไปให้กับเถ้าแก่
แต่ภายในใจของทั้งสองคนแทบจะร่ำไห้ให้กับข้าวผัดจานนี้เสียเหลือเกิน
ทั้งนี้นอกจากหน้าตาของอาหารจะดูไม่น่ากินแล้ว รสชาติของมันก็เลวร้ายเสียจนพวกเขาต้องกินน้ำชาตามเพื่อช่วยในการกลืน ทั้งสองใช้เวลากินอาหารจนหมดจานด้วยความยากลำบากอยู่นานหลายนาที
ก่อนที่โทมัสและจิมก็เงยหน้าขึ้นมามองกันและกัน โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมา ‘คิดถึงเชฟไลท์’ เหลือเกิน
ในช่วงจังหวะที่ทั้งสองกำลังนั่งเศร้าเพราะคิดถึงอาหารของไลท์อยู่นั่นเอง ในร้านน้ำชาก็เริ่มมีลูกค้าแวะเวียนกันเข้ามาในร้านอีกกลุ่มหนึ่ง และในทันใดนั้น โทมัสและจิมก็พยักหน้ารับส่งกัน พร้อมกับเริ่มพูดถึงข่าวลวงกันอีกครั้ง
“จริงหรือเปล่า ที่นายไปเห็นอสูรหมาป่าสีชาดที่ป่าดาราฉาย?”
“จริงสิ ฉันเห็นด้วยตาของตัวเองแล้ว หากนายไม่เชื่อก็ดูกลุ่มของร็อคเป็นตัวอย่างสิ สภาพของพวกมัน ต่างก็บาดเจ็บกันมาหมด และที่ฉันรู้มาอีกเรื่อง ที่โบสถ์ของศาสนจักรแห่งแสงปิดสอบสวนเป็นการภายใน ก็เพราะเรื่องอสูรหมาป่าสีชาดนี้แหละ” โทมัสและจิมรับส่งกันอย่างเข้าขา
บทสนทนาล้วนถูกเตรียมการมาเป็นอย่างดี...หากแต่ว่าคราวนี้ผลลัพธ์ไม่ได้ล้มเหลวเหมือนกับตอนแรกที่พวกเขา ต้องเดินตระเวนพูดไปรอบๆ หมู่บ้าน จนปากเปียกปากแฉะอีกต่อไป
“เรื่องที่พวกนายพูด เป็นเรื่องจริงเหรอ?” ครั้งนี้ ทันทีที่พวกเขาเริ่มต้นเล่าถึงเรื่องอสูรหมาป่าสีชาด จู่ๆ ลูกค้าคนอื่นภายในร้าน ก็เริ่มขยับตัวเข้ามาฟังเรื่องที่พวกเขาคุยกันอย่างน่าประหลาด เหล่าลูกค้าต่างตอบรับบทสนทนาของพวกเขาด้วยตัวเอง
จาก 1 เป็น 2 และทยอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนร้านน้ำชาแห่งนี้ไม่สามารถรองรับลูกค้าได้อีกต่อไป แต่กระนั้นโทมัสและจิมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาทำการเปิดหน้าต่างของร้านให้กว้างขึ้นอีกสักหน่อย
เพื่อให้คนที่อยู่ภายนอกร้านได้รับฟังเรื่องราวไปพร้อมๆ กัน แม้เถ้าแก่ร้านน้ำชาจะไม่เห็นชอบกันวิธีแบบนี้เพราะมันทำให้ตนเองต้องเสียลูกค้าไป
แต่ลำพัง ลูกค้าภายในร้านตอนนี้ ก็มากพอที่จะทำให้ตนเองสบายไปทั้งเดือนได้แล้ว ดังนั้นเถ้าแก่ร้านจึงไม่กล้า
หลังจากเหล่าลูกค้าได้ฟังเรื่องเล่าของโทมัสและจิม พวกเขาก็เริ่มที่จะคล้อยตาม พลางหยิบจับเรื่องต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน จนเริ่มหลงเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร็อคและกลุ่มของมัน ที่คนในหมู่บ้านต่างก็รู้จักพวกมันเป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่ง ศาสนจักรแห่งแสงที่เดิมที กลุ่มนักบวชพวกนี้คือตัวตั้งตัวตีให้ผู้คนเริ่มออกล่าอสูร พร้อมกับให้เงินรางวัลเป็นการตอบแทน
แล้วยิ่งการที่โบสถ์ศาสนจักรแห่งแสงในหมู่บ้าน ปิดสอบสวนเป็นการภายใน แม้จะมีข่าวลือที่เป็นเรื่องจริงหลุดออกมาว่ากลุ่มของร็อค ได้แอบไปรักษาตัวกับอดีตนักบวชที่ถูกขับไล่
แต่ทว่า...เรื่องจริงเช่นนี้ ใครเหล่าจะเชื่อ?! เมื่อนำมาเทียบกับข่าวลวงที่ไลท์ เป็นคนต้นคิด
โทมัสและจิม บอกเล่าเรื่องนี้ เพิ่มเติมอีกสักรอบ...เมื่อเห็นถึงปฏิกิริยาของเหล่านักผจญภัยและชาวบ้านที่เริ่มขยับตัว บางคนลุกออกไปด้วยความร้อนรนคันปาก บางคนกระซิบกระซาบกันไปมาด้วยหน้าตาที่จริงจัง
แน่นอนว่าโทมัสและจิม นั้นไม่รู้ว่า นักผจญภัยและชาวบ้านเหล่านี้คิดจะทำอะไร แต่เท่าที่พวกเขารู้ หน้าที่ของพวกเขาในหมู่บ้านดาราฉายได้เสร็จสิ้นลงแล้ว!
ข่าวลวงที่พวกเขาได้ปล่อยออกไป จะทำหน้าที่ด้วยตัวของมันเอง จากปากสู่ปากและมันจะแตกหน่อออกผล จากเรื่องของอสูรหมาป่าสีชาด สู่ราชาหมาป่าพิโรธสีชาดแห่งป่าดาราฉายในตำนาน
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะทำสำเร็จแล้ว!” โทมัสและจิม ได้ออกมาจากหมู่บ้านดาราฉายแล้ว พวกเขาสองคนมาหยุดยืนอยู่ที่ทางแยก
ซึ่งทางหนึ่งคือหนทางที่มุ่งหน้าสู่เมืองดาราฉายที่มีผู้คนเรือนหมื่น เรือนแสน กับอีกทางหนึ่งคือเส้นทางที่ทั้งสองคนต่างคุ้นเคยกันดี อย่างดินแดนทางเหนือนั่นเอง
“สำเร็จ...เจ้าพูดถูกจิม มันสำเร็จแล้ว!” โทมัสเผยรอยยิ้มแห่งความปีตินี้ออกมา รอยยิ้มของเจ้าชายหนุ่มฉีกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจ้าชายหนุ่มนั้นมีความสุขมากจริงๆ เขาไม่คิดเลยว่า ข่าวลวงที่พวกเขาปล่อยออกไปนี้จะสำเร็จได้ง่ายดายแบบนี้ เนื่องด้วยในตอนแรก ไม่มีใครในหมู่บ้านที่สนใจรับฟังเรื่องของพวกเขาเลย
แต่พอพวกเขา ต่างนึกถึง ‘ไลท์’ หลังจากกินข้าวผัดที่รสชาติห่วยแตกเข้าไป ก็ดูเหมือนเรื่องทุกอย่างจะง่ายดายมากขึ้น ราวกับเป็นปาฏิหาริย์และความโชคดี
“เอาล่ะ! ถึงคราวต้องแยกกันแล้ว...จำเอาไว้ ยามใดที่เจ้ารู้สึกท้อและไม่เป็นดั่งหวัง ให้นึกถึงเชฟไลท์เข้าไว้” โทมัสได้ทิ้งท้ายคำพูดนี้ให้กับองครักษ์ส่วนตัว
ทั้งสองคนต่างรับรู้ถึงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นด้วยตาของตัวเอง แม้จะไม่มีคำอธิบายหรือเหตุผลใดๆ มาช่วยรองรับ แต่โทมัสและจิมต่างก็เชื่อว่า ที่พวกเขาทำสำเร็จได้ในวันนี้ทั้งหมดเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์จากเชฟไลท์นั่นเอง!
โทมัสและจิมแยกกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน โทมัสมุ่งลงใต้เพื่อเข้าสู่เมืองดาราฉาย ส่วนจิมเดินย้อนกลับขึ้นเหนือ
ซึ่งในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังแยกทางกันไปตามทาง เหล่านักผจญภัยและชาวบ้านในหมู่บ้านดาราฉายก็เริ่มส่งเสียงจ้อแจ้ บอกเล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากร้านน้ำชา พร้อมกับจับกลุ่มเพื่อเตรียมตัวที่จะไปออกล่า อสูรหมาป่าสีชาดแห่งป่าดาราฉาย ในวันพรุ่งนี้กันแล้ว
“พวกเราจะไปออกล่าอสูรหมาป่ากันในวันพรุ่งนี้ หากใครอยากที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา โปรดมาเจอกันที่หน้าหมู่บ้านในตอนเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ ตกลงไหม!”
“ตกลง ฉันขอไปด้วย”
อย่างไรก็ตาม ในขบวนกลุ่มชาวบ้านและนักผจญภัยที่กำลังนัดแนะกันอยู่นั่นเอง มีเด็กหญิงและเด็กชายสองคน ยืนจับมือกันมองดูเหล่าชาวบ้านที่กำลังเฮละโล อยู่จากที่ไกลๆ ด้วยสภาพอันมืดมน
ร่างกายของเด็กหญิงและเด็กชายทั้งสองคนนี้ ล้วนสกปรกมอมแมม เหนือตัวเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลที่ดำเปื้อนไปทั่วทั้งตัว
หากแต่ว่า อาภรณ์และผิวพรรณของเด็กทั้งสองคน ที่ถึงแม้จะสกปรกและหมองคล้ำ
แต่ทว่ามันกลับเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นเลิศ ที่ชาวบ้านร้านถิ่นเฉกเช่นผู้คนในหมู่บ้านดาราฉายไม่น่าจะมีปัญญาหาซื้อมาสวมใส่กันได้ มันกลับถูกสวมใส่โดยเด็กทั้งสองคน
“ไปกันเถอะ...แอล” เด็กหญิงผู้เป็นพี่สาว จูงมือน้องชายของเธอที่ชื่อว่า ‘แอล’
“ครับ พี่เอลล่า” เด็กชายตอบกลับ ด้วยสีหน้าที่ไร้ชีวิต ชีวา ก่อนที่ทั้งสองจะพากันเดินไปยังเส้นทางที่ทอดยาวสู่ ป่าดาราฉาย กันตามลำพัง
เด็กหญิงและเด็กชาย ทั้งสองคนนี้ ดูสภาพย่ำแย่ไม่ต่างจากเด็กข้างถนนที่ถูกทอดทิ้ง
เพียงแต่ที่ทำให้ทั้งสองดูยังไงก็ไม่ใช่เด็กข้างถนน คงเป็นเพราะเรือนผมสีเทาอันเงางามของทั้งคู่ ที่มันได้โบกสะบัดพัดไปกับสายลมในยามเย็น
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00
(ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ)