ตอนที่ 31 รุกฆาต
“นายท่าน โปรดมอบตราตั้งให้ข้าน้อย ข้าน้อยจะล่วงหน้าไปที่ฮั่นจงก่อน แล้วจัดแจงทหารมาตั้งรับเจ้าผางเยว่นั่นโดยทันที มันผู้นี้ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก หากไม่ทุ่มกองทัพนับหมื่นพันรวมไว้ที่เดียว ก็มิอาจจะเอาหัวของมันได้อย่างแน่นอน” เทาเป่ยที่ขับม้าเคียงข้างจงอี้เสนอ
ขุนพลจงอี้หยุดม้า จ้องหน้าที่ปรึกษาตัวเอง
“มันผ่านไปถึงฮั่นจงได้แน่ ไม่มีเวลาแล้วนายท่าน โปรดมอบตราตั้งแม่ทัพของท่านให้ข้า ข้าจะเร่งขี่ม้าไปสั่งการทหารที่ฮั่นจง”
“ชีวิตลูกเมียพ่อแม่ข้าขึ้นอยู่กับเจ้า ฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน” จงอี้มอบตราตั้งแม่ทัพใหญ่ให้เทาเป่ยทันที เมื่อเทาเป่ยถือตราตั้งในมือ เขาก็เร่งขับม้ามุ่งตรงไปสู่เมืองฮั่นจงโดยไม่มีแม้นแต่เหลียวหลัง
เทาเป่ยห้อม้าสุดฝีเท้าโดยไม่มีหยุดพัก สิ่งที่เขาต้องแข่งขันด้วยนั่นก็คือฝีเท้าของม้าขาวล้ำเลิศตัวนั้น ในใจเขาได้แต่คาดหวังว่าเหล่าทหารของต้าเฉิงจะถ่วงเวลาผางเยว่สำเร็จ ไม่ให้ผางเยว่ไปถึงฮั่นจงได้ก่อนเขา
เทาเป่ยควบม้าไปถึงฮั่นจงเมื่อฟ้าสาง ทันทีที่เขาถึงประตูเมืองก็ตวาดดังก้องทันที
“ข้าได้รับมอบหมายมาจากท่านแม่ทัพจงอี้ให้บัญชาการทหารที่นี่ พาข้าไปหาเจ้าเมืองฮั่นจงเดี๋ยวนี้!”
ฮั่นจงเป็นเมืองหน้าด่านที่อยู่ประชิดเสฉวน ตั้งแต่ที่เสวียนฮวาก่อการกบฏฮ่องเต้ระแวงผิงซีอ๋อง ก็สั่งให้เคลื่อนทหารไปไว้ที่ฮั่นจงทันทีสองหมื่นคน เทาเป่ยแต่ไหนแต่ไรมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษากับจงอี้เท่านั้น หาเคยจัดแจงทหารมากมายถึงเพียงนี้มาก่อนไม่ แต่เทาเป่ยก็ใช้อำนาจของตราตั้งแม่ทัพใหญ่ที่จงอี้ให้มา บัญชาการทหารให้ตั้งทัพรอที่ปากทางหน้าตีนเขาหัวซาน
มันต้องผ่านมาที่นี่แน่ ข้ามั่นใจ
ทหารตามด่านต่างๆ ที่เป็นปากทางเข้าเสฉวน ต่างก็ส่งรายงานเข้ามาให้เทาเป่ยทราบว่าเหตุการณ์ยังปกติ นั่นยิ่งทำให้เทาเป่ยมั่นใจว่าตัวเองได้กางแหฟ้าตาข่ายดินดักจับผู้กบฏไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
เจ้ามีฝีมือนักไม่ใช่หรือ? เจ้ามีสติปัญญานักไม่ใช่หรือ? แต่เจ้าผู้เดียวแกล้วกล้าทะลวงทหารในวังหลวง ทหารในไคฟง ซ้ำยังเล็ดรอดกับดักที่ข้าวางเอาไว้ที่หัวซานได้จนถึงเพียงนี้ ข้าก็ยอมรับว่าฝีมือและสติปัญญาเจ้านั้นหาผู้ใดเทียมยากยิ่งในแผ่นดิน
ข้าจะขอแสดงความนับถือเจ้า ด้วยการปลิดศีรษะของเจ้าออกจากบ่าก็แล้วกัน ผางเยว่ – เทาเป่ยคิดอย่างกระหยิ่ม
เทาเป่ยไม่ใช่นักรบ แค่ดาบเล่มเดียวหากให้เขาเอาไปกวัดแกว่งไม่กี่ครา เขาก็จะหอบหายใจเหนื่อยแล้ว ร่างกายเขาผอมแห้ง ด้วยวันๆ เอาแต่อ่านรายงานและนั่งทำบัญชีในกองทัพให้กับจงอี้
แต่ครานี้ เทาเป่ยกลับมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะจัดแจงทหารรอต้อนรับชายผู้มีฝีมือแกล้วกล้าสะท้านแผ่นดิน ตัวเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ประมือกับชายผู้นี้
ประมือกันด้วยทหารที่เขาได้บัญชาการลงไป เขาไม่ใช่ผู้มีวรยุทธ ดังนั้นมีวิธีเดียวที่เขาจะได้ต่อสู้กับชายคนนี้คือ ใช้ทหารไปสู้รบแทนตน!
พระอาทิตย์โผล่พ้นจากทิวเขาหัวซาน แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดจ้าทว่ายังรู้สึกเหน็บหนาวนัก ทั้งม้าศึกทั้งคนต่างหายใจออกมาเป็นไอ อีกไม่กี่วันหิมะก็คงจะตกแล้ว
ในความคิดของเทาเป่ย การวางกองกำลังไว้อย่างทันท่วงทีนั้นเป็นเหมือนกับการรุกฆาต ความทารุณของฤดูหนาวก็เป็นหมากตัวหนึ่งที่จะบีบคั้นพวกมัน และไหนกองทัพของจงอี้ที่จะติดตามมาข้างหลังอีก
และดวงตาของเทาเป่ยก็เบิกกว้าง เมื่อเขาเห็นม้าขาวตะบึงเข้ามาจากทางเขาหัวซาน
ทหารที่ตั้งกองทัพอยู่ตอนนั้น ต่างก็กำลังนั่งอย่างไม่เป็นระเบียบ เพราะทุกคนอยู่ๆ ก็ถูกสั่งให้มาตั้งทัพที่หน้าตีนเขาหัวซานตั้งแต่กลางดึก เพื่อให้มารอรับผู้กบฏเพียงคนเดียว
ข่าวคราวที่น่าสพรึงกลัวของเพลงทวนของผางเยว่นั้นยังระบือมาไม่ถึงที่ฮั่นจง เมื่อถูกสั่งโดยใครก็ไม่รู้ที่พวกเขาไม่เคยพบปะเห็นหน้ากันมาก่อน แต่ถือตราตั้งแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงที่ได้อาญาสิทธิ์จากฮ่องเต้มา ทหารเหล่านั้นก็มาตั้งค่ายรอรับอย่างซังกะตาย
ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นม้าขาวที่ควบเข้ามา โดยมีดวงอาทิตย์สาดจ้าอยู่เบื้องหลังเขาพอดี เหล่าทหารที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเหล่านั้นก็ยิ่งมองไม่ชัด ว่าคนที่อยู่หลังม้าขาวตัวนั้นคือใครผู้ใดกันแน่ บางคนดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นม้าสีอะไรเพราะแสงอาทิตย์ยามเช้ามันแยงตาสาดจ้านัก
“มันมาแล้ว ตั้งกระบวนทัพ ตั้งกระบวนทัพเดี๋ยวนี้!” เทาอี้ตะโกนออกไปอย่างลนลาน
แม่ทัพแห่งเมืองฮั่นจงเห็นก็ขมวดคิ้ว ด้วยเขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะขวัญกล้าถึงขนาดขับม้าทะลวงเข้ามาแต่เพียงผู้เดียว
“เจ้าโง่! นั่นแหละไอ้ผางเยว่ กบฏที่องค์ฮ่องเต้ทรงต้องการตัว ถ้าเจ้าปล่อยมันหนีไปได้เจ้าจะถูกสั่งประหารเป็นแน่ สั่งทหารเจ้ารุมสังหารมันเดี๋ยวนี้! เป่าสัญญาณว่าข้าศึกบุกสิ!”
ทหารที่ถือแตรศึกได้ยินก็รีบทำตามคำสั่งทันที เพราะตอนนี้เทาเป่ยคือผู้ที่ถืออาญาสิทธิ์สูงสุดในกองทัพแห่งนี้ เขาผู้นั้นยกแตรศึกขึ้นมาแล้วเป่าเสียงส่งสัญญาณให้ทหารทั้งกองทัพเข้าโจมตีข้าศึกในทันใด
เสียงร้องของแตรศึกดังลั่นไปทั้งท้องทุ่ง เสวียนฮวาเคยได้ยินเสียงแตรศึกแบบนี้หลายต่อหลายครั้งเมื่อตอนนั่งดูพ่อและพี่ชายซ้อมรบกับเหล่าทหารเมื่อตอนยังเด็ก ทุกคราวที่นางได้ยินเสียงสูงเสียดแก้วหูอันนี้ ตอนนั้นนางฟังแล้วพาลให้รู้สึกฮึกเหิมนัก ทั้งยังรู้สึกอิจฉาท่านพ่อและท่านพี่ที่เกิดมาเป็นชายชาติทหาร ตัวนางก็อยากเข้าร่วมสงครามและสร้างชื่อเป็นทหารเช่นท่านพ่อและท่านพี่บ้าง
แต่ยามนี้...นางกำลังได้ยินเสียงแตรศึกในสมรภูมิจริง เป็นเสียงแตรศึกที่ป่าวประกาศกับกองทัพทั้งกองทัพว่าให้จัดการนางกับผางเยว่ที่ขับเจ้าไป๋อี้ไปหากองทัพนับหมื่นแต่เพียงลำพัง
เสวียนฮวาไม่ได้ห่วงชีวิตตัวเอง เพราะนางคิดว่านางได้ไปแตะประตูนรกเรียบร้อยแล้ว แต่โชคดีได้ผางเยว่เป็นคนกระโจนลงนรกและดึงนางขึ้นมา ความจริงเขาทิ้งนางแล้วหนีเอาตัวรอดไปเพียงผู้เดียวก็ย่อมได้ แต่เขากลับเลือกวิถีทางที่เข้าไปหาเป้าหมายเร็วที่สุด แม้นว่าจะเสี่ยงที่สุดก็ตาม
ยุทธศาสตร์ผางเยว่เลือกนั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด เรื่องนี้เสวียนฮวาเองก็รู้ดี แต่มันจะเป็นไปได้หรือ ทหารผู้เดียวตีฝ่ากองทัพถึงเพียงนี้ทะลวงเข้าไป
เสียงแตรศึกบัญชาคำสั่งออกมาแล้ว ไม่มีทหารผู้ใดกล้าละเมิดคำสั่ง ทุกคนรีบจับอาวุธและตั้งแถวตามที่ได้รับมอบหมายมา แต่ม้าขาวตัวนั้นพุ่งมาด้วยความเร็วดุจพายุ ทหารที่อยู่แถวหน้าสุด ยังไม่ทันจะตั้งแถวทัน มันก็มาถึงเป็นที่เรียบร้อย...
ร่างพลเดินเท้าสองร่างถูกทวนแทงเสียบทะลุออกพร้อมกันในทันที ภาพที่ทุกคนเห็นนั้นก็คือร่างของมนุษย์ที่ห้อยโตงเตงบนปลายทวนเหมือนเนื้อเสียบไม้ และถูกสะบัดหลุดออกไปในทันใด
....มนุษย์ผู้ใดกัน ถือทวนมือเดียวแบกร่างคนในชุดเกราะได้ถึงสองคนอย่างนั้น! มันไม่ใช่แค่พละกำลังของผู้ใช้ทวนศึกเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงเรี่ยวแรงของม้าที่ไม่เสียการทรงตัวแม้นว่าจะหอบน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึงเพียงนั้นเลย
ผางเยว่สั่งให้ไป๋อี้วิ่งไปต่อข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด การโจมตีในเวลาที่ศัตรูนึกไม่ถึงนี่แหละที่เป็นการรุกอันสมบูรณ์แบบ
และเมื่อเขาไปถึงกึ่งกลางทัพ ครรลองสายของชายหนุ่มก็เห็นริ้วขบวนของพลเดินเท้าที่ถือทวนศึกยาวตั้งรับไว้อย่างหนาแน่นนัก ภาพของชั้นทวนศึกที่เรียงราวซ้อนกันข้างหลังไม่ต่ำกว่าห้าชั้นนั้นเขาเห็นได้อย่างชัดเจน ผางเยว่จึงจำต้องกระตุกบังเหียนหักม้าอย่างทันท่วงที
ปีกขวาที่เป็นกองทัพม้าก็กรูเข้ามาเผชิญหน้ากับผางเยว่