หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 มั่นคงดุจหินผา

            เล่มที่ 2 บทที่ 34 มั่นคงดุจหินผา

            แม้เจียงอวิ๋นจะร้อนใจหากเขารู้ตำแหน่งของลู่เซี่ยวอวี๋ช้าไปหนึ่งส่วนความหวังในการพาลู่เซี่ยวอวี๋กลับมาก็จะช้าไปหนึ่งส่วนด้วย แต่เขาก็รู้ดีว่าในเมื่อเซียวอี้ซูเอ่ยปากแล้ว เช่นนั้นคำพูดของอีกฝ่ายก็เป็นดั่งกฎเขาจำเป็นต้องทำตาม ไม่อาจละเมิด

            ส่วนสตรีชุดม่วงผู้นั้นย่อมไม่ถือสาว่าจะได้ประลองเวลาใดอยู่แล้วเพียงแย้มยิ้มบางๆ ก่อนจะลากสวี่เฉิงซานถอยออกไปหลายก้าว

            คนอื่นๆ เองก็พากันถอยออกไปเช่นกันเปิดพื้นที่ให้คู่ประลองคู่แรก

            ในฝั่งศิษย์ใหม่นั้นผู้ที่ได้ประลองคนแรกก็คือฮั่วหย่วนอีกแล้วซึ่งคู่ต่อสู้ที่เขาเลือกนั้นเป็นศิษย์หญิงจากยอดเขาโลกีย์

            เจียงอวิ๋นเองก็เลื่อนสายตามาชมการประลองก่อนเช่นกันแม้เขาจะมีประสบการณ์ต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม แต่การต่อสู้ระหว่างนักพรตนั้นเขายังไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยจริงๆ ดังนั้นเขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้ไปอยู่แล้ว

            ฮั่วหย่วนมีสีหน้ายิ้มแย้มยกสองมือขึ้นคำนับไปทางศิษย์หญิงผู้นั้น “ข้าน้อยฮั่วหย่วนเป็นศิษย์ใหม่ของยอดเขาวิถีกระบี่ หวังว่าศิษย์พี่หญิงจะออมมือ!”

            เรื่องที่ฮั่วหย่วนกลายเป็นศิษย์สายในของยอดเขาวิถีกระบี่เจียงอวิ๋นไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะตอนที่เขาพบเห็นฮั่วหย่วนครั้งแรกอีกฝ่ายก็สะพายกระบี่เล่มหนึ่งไว้บนหลังแล้ว

            เมื่อได้ยินคำพูดของฮั่วหย่วนศิษย์หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างดีผู้นี้ก็แย้มยิ้มบางๆ ออกมาเช่นกัน“ศิษย์น้องฮั่วเกรงใจแล้ว!”

            “การประลองเล็กไม่มีกฎเกณฑ์อันใดหากไม่ไหวก็เอ่ยปากยอมแพ้เสีย”

            หลังจากเซียวอี้ซูอธิบายคร่าวๆ แล้วในที่สุดการประลองเล็กก็ได้เริ่มต้นขึ้น

            เกิดเสียงดัง “ชิ้ง” ฮั่วหย่วนชักกระบี่ออกจากหลัง

            เมื่อเห็นกระบี่เล่มนี้แล้วผู้คนไม่น้อยก็เผยสีหน้าอิจฉาออกมา กระบี่ยาวราวสามฉื่อ เป็นผลึกสีขาวบริสุทธิ์ตลอดทั้งเล่มประหนึ่งว่าสร้างขึ้นมาจากผลึกแก้วก็ไม่ปานแม้ฮั่วหย่วนจะยังมิได้ส่งถ่ายพลังปราณเข้าไปแต่ผู้ที่ประสาทสัมผัสเฉียบคมก็สามารถสัมผัสถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่ได้รางๆแล้ว

            “ศิษย์พี่หญิงกระบี่วิญญาณน้ำแข็งของข้าเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นจากวิญญาณน้ำแข็งพันปีศิษย์พี่หญิงระวังตัว”

            ฮั่วหย่วนทำทีเป็นบอกประวัติของกระบี่เล่มนี้ให้คู่ต่อสู้ฟังอย่างใจกว้างทว่ายังไม่ทันกล่าวจบ เขาก็ได้กระตุกข้อมือปรี่แทงกระบี่ออกไปด้วยความเร็วสูงสุดขีด

            การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับลอบโจมตี กระนั้นเองศิษย์หญิงแห่งยอดเขาโลกีย์ก็เพียงยิ้มบางอย่างไม่ยี่หระยื่นฝ่ามืออันงดงามไปตบบนเอวอย่างแผ่วเบา พลันเกิดเสียงกระดิ่งดัง “เตร้ง”ขึ้นมาอย่างกังวาน

            เมื่อเสียงกระดิ่งดังเข้าหูผู้คนไม่น้อยต่างก็รู้สึกวิงเวียน ฮั่วหย่วนที่อยู่ห่างออกไปก็เช่นกันกระบี่ที่รวดเร็วสุดขีดพลันหยุดชะงักกลางอากาศ

            วินาทีต่อมาศิษย์หญิงแห่งยอดเขาโลกีย์ได้ส่งเสียงหัวเราะเย้ายวน คลายฝ่ามือออกบนนิ้วกลางมีลูกกระดิ่งขนาดเท่าลูกเหอเถา (วอลนัต) แขวนอยู่ เมื่อนางขยับนิ้วต่อเนื่องก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

            ภายใต้เสียงกระดิ่งนี้ แววตาของฮั่วหย่วนค่อยๆเปลี่ยนไปดูเลื่อนลอย จนสุดท้ายก็เหม่อลอยอย่างสมบูรณ์แน่นิ่งไม่ขยับราวกับกลายเป็นรูปปั้นก็ไม่ปาน

            “ศิษย์พี่เซียว ยังต้องให้เขาเอ่ยปากยอมแพ้อีกไหม?” ศิษย์หญิงแตะนิ้วข้างหนึ่งลงที่ระหว่างคิ้วของฮั่วหย่วนมองทางเซียวอี้ซู

            ไม่ว่าผู้ใดต่างก็มองออกว่าฮั่วหย่วนพ่ายแพ้แล้วทั้งยังไม่สามารถเอ่ยปากยอมแพ้ได้เองด้วย ดังนั้นเซียวอี้ซูจึงส่ายหน้า “รอบนี้ศิษย์น้องติงชนะ!”

            รูม่านตาของเจียงอวิ๋นหดลงเล็กน้อยแม้เขาจะไม่เคยเห็นฮั่วหย่วนในสายตามาก่อนทว่าเขาก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าอีกฝ่ายจะพ่ายแพ้เร็วเพียงนี้แต่เมื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้ว เขาก็เข้าใจว่า

            “ยอดเขาโลกีย์เชี่ยวชาญวิถีแห่งดนตรีหรือก็คือการหยิบยืมเสียงต่างๆ มาช่วยต่อสู้เมื่อเสียงขลุ่ยของศิษย์พี่หญิงเสวียนในด่านแรกของการทดสอบเข้านิกายสามารถปั่นป่วนหลอกลวงใจคนได้”

            “ทว่าเสียงกระดิ่งอันนี้กลับเทียบกับเสียงขลุ่ยไม่ได้เลยอีกทั้งเสียงขลุ่ยของศิษย์พี่หญิงเสวียนยังส่งถึงผู้คนได้มากถึงสองพันคนทว่าศิษย์พี่หญิงติงคนนี้กลับทำได้เพียงเล่นงานฮั่วหย่วนคนเดียวความแข็งแกร่งของศิษย์สายใน เหนือกว่าศิษย์สายนอกอย่างมหันต์จริงด้วย”

            “แน่นอน ศิษย์สายในที่ว่าไม่รวมฮั่วหย่วนผู้นี้!”

            คำพูดสุดท้ายแม้จะเป็นคำพูดดูถูกของเจียงอวิ๋นที่มีต่อฮั่วหย่วน แต่ก็เป็นความจริงเช่นกัน

            ผู้ที่ถูกเรียกขานเป็นศิษย์สายในของนิกายแสวงมรรคได้อย่างแท้จริงนั้นอย่างน้อยก็ต้องระดับธรณีมงคลขึ้นไปและผู้ที่จะถูกเรียกขานว่าเป็นศิษย์สายนอกได้อย่างแท้จริงก็ต้องระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดขึ้นไปเช่นกัน

            อย่างพวกฮั่วหย่วนหรือถังอี้ที่ได้เป็นศิษย์สายนอกสายในจากการทดสอบสามด่านนั้นเทียบกับลูกศิษย์สายนอกสายในที่พึ่งพาความพยายามของตัวเอง ค่อยๆบำเพ็ญขึ้นไปถึงระดับธรณีมงคลหรือระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดด้วยตัวเองแล้วความแข็งแกร่งย่อมต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

            ด้วยเหตุนี้เอง การที่ฮั่วหย่วนถูกโค่นล้มในพริบตาจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับคนส่วนใหญ่มีเพียงฮั่วหย่วนที่ได้สติกลับมาเท่านั้นที่หน้าแดงก่ำในดวงตาที่จ้องเขม็งไปทางศิษย์หญิงแห่งยอดเขาโลกีย์ก็แทบจะพ่นไฟออกมาอยู่แล้ว

            แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจความรู้สึกของเขาแต่อย่างใดเพราะอู๋ซางได้เดินออกมาแล้ว

            ระดับเบิกปราณขั้นเจ็ดทำให้อู๋ซางมีระดับเทียบเท่ากับศิษย์สายนอก ซึ่งคู่ต่อสู้ที่เขาเลือกก็ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือจงใจ เพราะบังเอิญเป็นสวี่เฉิงซานพอดี!

            ในบรรดาศิษย์สายนอกทั้งสิบคนนั้นแม้สวี่เฉิงซานจะมิได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาก็จัดอยู่ในสามอันดับแรกได้อย่างแน่นอนอย่างไรเสียเขาก็ยังมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย

            ต้องรู้ว่าไม่ใช่ศิษย์สายนอกของยอดเขาร้อยสิงสาทุกคนที่จะมีสัตว์เลี้ยง

            การประลองของสองคนนี้จึงยิ่งดึงดูดความสนใจของฝูงชนมากกว่าเดิม

            สวี่เฉิงซานยังคงจ้องเขม็งทางเจียงอวิ๋นอย่างเกลียดชังกระทั่งเจียงอวิ๋นเองก็ยังรู้สึกงุนงงเล็กน้อยถึงเขาจะทำร้ายสัตว์เลี้ยงของอีกฝ่ายไปก็จริง แต่หนึ่งดัชนีที่เขาจี้ออกไปตอนนั้นก็ได้ออมแรงเอาไว้แล้วอย่างมากก็แค่ทำให้เจ้าเสือตัวนั้นต้องนอนพักสักสองสามเดือนเท่านั้นจำเป็นต้องเกลียดชังกันถึงเพียงนี้เลยหรือ?

            เขาไม่มีทางรู้อยู่แล้วว่าเดิมทีสวี่เฉิงซานนั้นมั่นใจในการฝ่าห้ายอดครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยมแต่เพราะเจียงอวิ๋นทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเขาจนบาดเจ็บทำให้เขาสูญเสียที่พึ่งสำคัญที่สุดไปทันที ทำให้เขาต้องล้มเหลวในท้ายที่สุด

            อันที่จริงถึงสัตว์เลี้ยงของเขาจะไม่บาดเจ็บโอกาสที่เขาจะฝ่าห้ายอดสำเร็จก็ยังน้อยมากอยู่ดี แต่เขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะโทษว่าเป็นความผิดของเจียงอวิ๋นทั้งหมด!

            “เริ่ม!”

            เมื่อเซียวอี้ซูส่งเสียง สวี่เฉิงซานไม่ได้ขยับตัวเองแต่เจ้าเสือตัวนั้นที่อยู่ข้างเขากลับกระโจนออกไปทางอู๋ซางทันที

            เห็นได้ชัดว่าสวี่เฉิงซานไม่เห็นอู๋ซางในสายตาจึงให้สัตว์เลี้ยงของเขาลงมือเท่านั้น

            เมื่อเผชิญหน้ากับเสือที่กระโจนเข้ามาอู๋ซางเองก็ไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน จนเมื่อเสือตัวนั้นกระโจนมาถึงตัวเขา อ้าปากกว้างแล้วขย้ำลงมาที่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว

            “เฮ้ย!”

            ผู้ชมไม่น้อยที่อยู่รอบๆต่างก็ส่งเสียงตกใจอย่างอดไม่ได้ หากขย้ำลงมาจริงๆ ละก็ อู๋ซางผู้นั้นได้หัวหลุดออกจากบ่าแน่แม้รู้ว่าสวี่เฉิงซานไม่มีทางสังหารอู๋ซางจริงๆ แต่ก็ยังคงมีคนหลับตาลงไม่กล้าดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

            แต่ในตอนนั้นเองพลันมีเสียงร้องโหยหวนของเสือดังขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงพูดแหบแห้ง“หากเจ้ามีน้ำยาแค่นี้ละก็ ข้าผิดหวังมากจริงๆ”

            เสียงพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เสียงของสวี่เฉิงซาน!

            ฝูงชนรีบมองทางลานประลองอีกครั้งกลับพบว่าอู๋ซางในชุดสีดำยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่แต่เจ้าเสือที่เคยคิดจะขย้ำคอของเขาตัวนั้นบัดนี้มันได้ถอยกลับไปอยู่ข้างสวี่เฉิงซานแล้วบริเวณปากของมันมีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “นี่มันอะไรกัน? เมื่อครู่นี้เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

            “ไม่มีอะไร แค่ร่างกายของอู๋ซางเหมือนจะแข็งเกินไปทำให้เขี้ยวของเสือตัวนั้นหักหมดเลย!”

            คำอธิบายสั้นๆ ของศิษย์เก่าคนหนึ่งทำให้ผู้คนเกือบทั้งหมดต่างก็ตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิมไม่ว่าร่างกายของคนจะแข็งได้มากเพียงใดก็ไม่น่าจะแข็งไปกว่าเขี้ยวเสือได้มิใช่หรือ? ยิ่งกว่านั้นเสือตัวนั้นยังเป็นถึงสัตว์ร้ายขั้นสี่เป็นอย่างน้อยด้วย!

            สุดท้ายก็ยังเป็นศิษย์เก่าคนนี้ที่เอ่ยปากอธิบาย“อันที่จริงมิใช่ว่าร่างกายของอู๋ซางแข็งหรอกแต่เป็นผลจากวิชาอาคมสายพสุธาวิชาหนึ่ง มั่นคงดุจหินผา กล่าวโดยง่ายก็คือเป็นวิชาที่ทำให้ผู้ใช้ร่างกายแข็งเหมือนกับก้อนหิน! และดูจากท่าทางของอู๋ซางแล้วเกรงว่าคงจะฝึกวิชานี้สำเร็จขั้นสูงแล้วด้วย”

            สวี่เฉิงซานเองก็ชะงักไปเช่นกันไม่คาดคิดเลยว่าอู่ซางที่เพิ่งเข้านิกายมาได้เพียงครึ่งปี กลับสามารถใช้วิชาอาคมสายพสุธาได้ถึงขั้นนี้

            ทว่าในตอนที่เขากำลังจะลงมือด้วยตัวเองเพื่อสั่งสอนเจ้าอู๋ซางที่ดูจะโอหังยิ่งกว่าเจียงอวิ๋นเสียอีกนั้นอู๋ซางก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้งว่า “ช่างปะไร ข้าเบื่อแล้ว!”

            หลังสิ้นเสียง เขาก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาจ่อไปทางสวี่เฉิงซาน

            “ฝึบ!”

            พลันมีประกายแสงสีเขียวยิงออกจากมือเขาความเร็วนั้น ทำเอาผู้คนส่วนใหญ่มองเห็นเป็นเพียงเส้นสีเขียววาดผ่านอากาศไปถึงตรงหน้าสวี่เฉิงซานในพริบตา

            มีเพียงคนส่วนน้อยรวมถึงเจียงอวิ๋นเท่านั้นที่มองออกว่าสิ่งที่ถูกยิงออกจากมือของสวี่เฉิงซานนั้นเป็นเถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่ง และบัดนี้เถาวัลย์เส้นนั้นก็ได้พันทั่วทั้งร่างกายของสวี่เฉิงซานแล้ว หนามแหลมที่มีความหนาเท่าแขนทารกท่อนหนึ่งได้งอกออกจากเถาวัลย์จ่อตรงไปที่ระหว่างคิ้วของสวี่เฉิงซาน สั่นไหวไปมาอย่างแผ่วเบา!

            ทั่วทั้งลานกว้างพลันจมสู่ความเงียบสงัดครู่ต่อมาถึงได้มีเสียงพูดหนึ่งดังกึกก้องกังวานขึ้นมา “วิชา อาคม สาย พฤกษ์!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน