นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 122 ผู้ต้องสงสัย

            ตอนที่ 122 ผู้ต้องสงสัย

             

             

            “ขอบคุณมากค่ะ ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความร่วมมือจากคุณเอกภพ หวังว่ามิตรภาพระหว่างเราจะคงอยู่ตราบเท่าเพลิงกัลป์ยังส่องสว่าง” เสียงหวานใสของสตรีเรือนผมสีแดงเพลิงและนัยน์ตาสีชมพูดังขึ้นอย่างรื่นหูในสวนหย่อมของเรือนแห่งหนึ่ง

             

            สตรีวัยกลางคนรูปโฉมงดงามพร้อมด้วยเครื่องหน้าอันแสนวิจิตรบรรจงยืนอย่างสงบเงียบอยู่ทางด้านหลัง ทั้งเรือนผมและสีตาของเธอเหมือนกับสตรีด้านหน้าไม่มีผิดเพี้ยน

             

            อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชาขนาดเล็กคือชายชรารูปร่างผอมไว้หนวดยาวเฟื้อย เขาแต่งกายด้วยชุดทางการเรียบร้อย หลังจากการลงนามสัญญาลุล่วงเจ้าตัวก็เผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะคำนับด้วยท่าทางการไหว้อย่างนอบน้อม

             

            “ขอบคุณมากครับองค์หญิงไพลิน ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์ ผู้ชราขออวยพรให้ท่านโชคดีในการศึก” ชายชราผู้นั้นยิ้มน้อย ๆ

             

            องค์หญิงไพลินกำลังจะตอบกลับหากร่างกายเธอกลับแข็งค้างไปเสียก่อน เธอผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หันหน้ากลับไปหาสตรีวัยกลางคนทางด้านหลัง

             

            ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ถูกใช้งาน! เธอขมวดคิ้วแน่น สายตาของเธอจับจ้องไปที่ท่านป้าของเธอ เธอใจหล่นวูบเมื่อเห็นว่าท่านป้าของเธอมีปฏิกิริยาเล็กน้อยพร้อมกับมองไปทางฟากฟ้าทิศใต้

             

            คราวนี้ใช้งานพร้อมตราของท่านป้า ไม่มีการส่งสัญญาณว่าเปลี่ยนผู้ถือครอง คราวนี้นิทานเป็นผู้ใช้งานเองแน่แล้ว องค์หญิงไพลินวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

             

            “ต้องขออภัยด้วยค่ะคุณเอกภพ เรามีธุระด่วนยิ่ง ต้องเสียมารยาทแล้ว” ไพลินพูดเพียงแค่นั้นร่างของอริยะแปลงเพลิงก็แปลงกายกลายเป็นลูกบอลเพลิงขนาดยักษ์ที่แผ่ไอความร้อนน่าหวาดหวั่น

             

            สรรพพืชและเครื่องเรือนรอบ ๆ เริ่มบังเกิดความร้อนหลอมละลายเมื่อลูกไฟยักษ์นั้นหอบร่างของไพลินพุ่งขึ้นสู่ฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศใต้ด้วยความเร็วสูงลิ่ว

             

            เอกภพสีหน้าแข็งค้าง แม้องค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงจะจากไปแล้วหากเจ้าตัวดูจะยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ได้เพียงแหงนมองดาวตกเพลิงยักษ์ที่ตัดผ่านท้องฟ้า ราวกับวิหคเพลิงกัลป์ที่ออกล่าเหยื่อ

             

            เหนือฟากฟ้านครรัตนะ ร่างขององค์หญิงไพลินขณะนี้อยู่ภายในลูกเพลิงยักษ์ เธอมีสีหน้าเคร่งเครียด พยายามจับตำแหน่งของปิ่นปักผมวิหคสวรรค์จากตราที่เธอลงไว้

             

            “ท่านป้าคะ ตราประจำตัวของท่านก็..” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

             

            “ถูกใช้งานแล้ว สมควรเป็นเวลาเดียวกันกับปิ่นของเจ้า” อริยะแปลงเพลิงตอบเสียงเรียบ

             

            “เมืองท่าข้างสมุทรไม่ได้ไกลขนาดนั้น หากเป็นท่านป้าเพียงนาทีเดียวก็เกินพอ” ไพลินพึมพำ เธอจับจ้องมองไปยังท้องฟ้าทิศใต้

             

            “ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ไม่กี่วันก่อนนิทานพึ่งจะแยกกับเพชฌฆาตไป ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นแถมสมควรติดต่อกันได้ ถ้ามีเรื่องอะไรลำบากก็สมควรติดต่อเพชฌฆาตก่อน ยังไงเขาก็อยู่ใกล้กว่าเรา” องค์หญิงไพลินยังคงพึมพำอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเดินทางเธอทำได้เพียงวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อหาหนทางรับมือ

             

            “ภัยระดับที่นิทานใช้ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ควบคู่กับตราประจำตัวของท่านป้าในชั่วพริบตา สมควรต้องเป็นอริยะเป็นอย่างน้อย” นัยน์ตาสีชมพูขององค์หญิงไพลินสว่างวาบ

             

            “อริยะราชสีห์แดงที่ประจำการอยู่ที่เมืองท่าข้างสมุทรอยู่ฝักฝ่ายของพี่ใหญ่เจ้า หากเขาก็ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านความโหดร้าย ไม่สมควรเป็นเขา” อริยะแปลงเพลิงพูดขึ้น แม้ร่างของเธอจะกลายเป็นลูกเพลิงยักษ์หากเสียงของเธอกลับดังก้องภายในเพลิงได้อย่างอัศจรรย์

             

            “จะได้รู้กันในไม่ช้านี้ค่ะว่าใครกันที่ขวัญกล้าถึงขนาดทำร้ายคนของเรา” นัยน์ตาสีชมพูของเธอพลันกลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นเล็กน้อยในขณะที่เธอตัดผ่านผืนนภากว้าง

             

            ———————————————————————————————————————————————————

             

            “ตามบัญญัติแห่งราชวงศ์เวียเซล แซฟไฟร์ถูกลงความเห็นให้เป็นผู้ต้องหาในคดีลักพาตัวทายาทเผ่ารูเบียส! ดำเนินการจับกุม!”

             

            เผ่ารูเบียสระดับนักสลักโท 1 ในสองคนพูดขึ้น เขามีสีหน้าดุร้าย ยิ่งยามที่นัยน์ตาสีแดงสดนั้นจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนิทานยิ่งทำให้เขาขนลุกขนพอง

             

            ทั้งสามล้วนมีผมสีแดงเข้ม หากเป็นคนละเฉดสีกับผมสีแดงราวกับเพลิงกัลป์ของไพลิน เป็นสีแดงดั่งโลหิต แดงเลือดที่เพียงได้เห็นก็บังเกิดความหวาดหวั่นอย่างไม่อาจต้าน

             

            “การลักพาตัวทายาทเผ่ารูเบียสเป็นโทษอุกฉกรรจ์ภายใต้บัญญัติแห่งราชวงศ์เวียเซล ผู้ต้องหาต้องถูกนำส่งไปยังบาราทรัมเพื่อรับการสอบสวน!” ชายหนุ่มเผ่ารูเบียสระดับนักสลักโทอีกผู้หนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดังลั่น ระดับขั้นพลังของเขาปลดปล่อยออกมาอย่างไม่มีออมรั้ง ไล่สัตว์ร้ายทั้งมวลรอบด้านให้จากไปไกล

             

            นิทานขมวดคิ้วแน่น จากที่เผ่ารูเบียสเหล่านี้พูดพวกเขาสมควรหมายถึงเรื่องคดีลักพาตัว เขาพลันนึกถึงใบหน้าของเด็กชายเผ่ารูเบียสผู้นั้นที่เขาช่วยเอาไว้ ยิ่งคิดเขายิ่งวิตก

             

            เขาคือคนที่ไปช่วย! ทำไมเขากลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัย?

             

            นิทานเป่าปากเบา ๆ เขาออกจากสภาวะต่อสู้ ยืดหลังตรงขึ้นพลางดันโอไรออนไปหลบข้างหลัง นิทานพูดขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียดโดยที่ข่ายอาคมของปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ยังทำงานอยู่เต็มกำลัง

             

            “เกิดความเข้าใจผิดอะไรรึเปล่าค่ะ ฉันคือคนที่ค้นพบพวกเขา นำส่งโจรสลัด รวมถึงกำจัดโจรสลัดที่ลงมือลักพาตัวด้วยนะคะ ข้อมูลทั้งหมดสมควรถูกบันทึกไว้ในเอกสารของทางการค่ะ สามารถตรวจสอบได้โดยโปร่งใส” นิทานตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ คนทั้ง 3 ด้านหน้าไม่ว่าคนใดก็แข็งแกร่งกว่าเขาทั้งสิ้น

             

            “เรื่องนั้นทางเราจะเป็นผู้ตัดสินเอง! แซฟไฟร์ต้องถูกนำตัวไปสอบสวนที่บาราทรัม!” เผ่ารูเบียสคนหนึ่งตวาดกลับ พวกเขามีท่าทีโมโหโกรธเกรี้ยวอย่างชัดเจนจนแม้แต่นิทานยังเริ่มบังเกิดความสงสัย

             

            “แต่ฉันมีบันทึกชัดเจนนะคะ! ถึงจะอยากสอบสวนก็สมควรติดต่อก่อนตามกฎหมาย ไม่ใช่ขู่เข็ญกันเช่นนี้!” นิทานเริ่มขึ้นเสียงกลับ เป้าหมายของเขาคือการถ่วงเวลา หากลากถ่วงให้เกิดการโต้เถียงได้อริยะแปลงเพลิงย่อมมีเวลามากพอให้มุ่งหน้ามา

             

            “พวกข้าทำตามสนธิสัญญาระหว่าง 2อาณาจักรอย่างชัดเจน! เจ้าต้องถูกนำตัวส่งกลับบาราทรัมเพื่อสอบสวน!” ชายหนุ่มอีกคนตวาด

             

            "จับผู้ที่กระทำความดีเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่คะ! เช่นนั้นหลังจากนี้ใครเล่าจะยินดีช่วยเหลือเผ่ารูเบียส!" นิทานโต้กลับ

             

            “เรื่องจะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่อาจทราบ เจ้าคิดว่ามีกี่ครั้งกันที่คนช่วยเหลือเพียงเสแสร้งแกล้งทำ หากจริง ๆ แล้วคือผู้ปล่อยข่าวลอบร่วมมือกับผู้ก่อเหตุ!” ชายหนุ่มอีกด้านตะคอกกลับอย่างโหดร้าย

             

            นิทานขมวดคิ้วแน่น เขาเริ่มเข้าใจความสงสัยของพวกเขาแล้ว หากว่ากันตามตรงความสงสัยของพวกเขาก็ค่อนข้างมีมูล ผู้ที่ทำเป็นช่วยเหลืออาจเป็นสายลอบส่งข่าวเพื่อซื้อใจ ยิ่งพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ย่อมหมายความว่าสมควรเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว

             

            แม้จะเป็นเรื่องบังเอิญแต่ตัวเขาใช้เวลาเพียงวันเดียวก็หาพวกกลุ่มลักพาตัวพบ สังหารจนสิ้น แถมยังช่วยเหลือเด็ก ๆ กลับมาได้ แม้จะดูยอดเยี่ยมแต่เมื่อมองในอีกมุมหนึ่ง ผลงานระดับนี้ก็น่าสงสัยยิ่งเช่นกัน ยิ่งตัวเขาเป็นเพียงผู้เรียนรู้ด้วยแล้วแต่โจรสลัดเหล่านั้นมีทั้งนักสลักเอกและโท

             

            “ไร้เหตุผลสิ้นดี! เช่นนั้นก็พิสูจน์กันด้วยปากคำของเจ้าหน้าที่หน่วยเชื้อไฟก็ได้! เขาก็อยู่ในเหตุการณ์” นิทานตอบกลับ ในฐานะของหน่วยเชื้อไฟคำพูดของเพชฌฆาตย่อมมีมูลมากกว่าคำพูดเขาเอง

             

            “พวกสับปลับปลิ้นปล้อน เผ่ารูเบียสของข้าเถรตรงยิ่งชีพ นับถือความสัตย์เป็นดั่งธรรมนำกาย ไม่เหมือนเผ่าพันธุ์อื่นเช่นพวกเจ้า!”

             

            “พวกเราร่วมมือได้ พวกเราอยู่ร่วมกันได้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงพวกข้าเพียงเชื่อมั่นในคำพูดของเผ่ารูเบียสกันเท่านั้น!” ทั้งสองตอบกลับ

             

            นิทานถึงกับหมดคำพูด เผ่ารูเบียสนั้นเป็นดั่งที่เขาเคยได้ยินมาโดยแท้จริง เถรตรง โผงผาง รุนแรง รักษาสัตย์ยิ่งชีพ ในสถานการณ์ที่มีทายาทเผ่าหลายต่อหลายคนหายตัวไปในเขตแดนของอาณาจักรอื่นพวกเขาจะโกรธถึงเพียงนี้ก็ไม่น่าแปลก

             

            “เลิกพร่ำเถียงกันได้แล้ว แซฟไฟร์ พวกข้าย่อมไม่ทำร้ายอะไรเจ้า หากได้รับการพิสูจน์ ณ บาราทรัมแล้วว่าเจ้าบริสุทธิ์พวกเราย่อมต้องขอขมาและชดเชยให้เป็นอย่างดี แต่เวลานี้เจ้าคือผู้ต้องสงสัย” ชายชราที่ยืนเงียบมาเป็นเวลานานเอ่ยปากพูดขึ้นบ้าง พลังจิตวิญญาณรอบตัวของเขาเริ่มพลุ่งพล่านจนมวลอากาศโดยรอบเกิดความบิดผัน

             

            “หากเจ้าไม่ให้ความร่วมมือ พวกข้าก็ยินดีจะใช้กำลังจับเจ้ากลับไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า รอบ ๆ ตัวของเขาพลันเกิดเข็มสีแดงชาดราวกับโลหิตผุดขึ้นรอบตัว

             

            เข็มเหล่านั้นขยายตัวขึ้นจนใหญ่ราวกับหอก ตัวเข็มเรียบสนิท หากเมื่อมองดูดี ๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยหนามแหลมขนาดเล็กมากมายเรียงราย หนามเหล่านั้นงอกเงยมากขึ้น จากเข็มเพียงไม่กี่เล่ม ก่อเกิดเป็นผืนทะเลแห่งเข็มแหลมปกฟ้าคลุมดิน

             

            นิทานมองภาพนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด จากที่ไพลินบอกไว้ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์สามารถป้องกันการโจมตีจากอริยะได้ เว้นแต่อริยะผู้นั้นจะเป็นเอกด้านการโจมตี

             

            และเขาไม่มั่นใจว่ามหาสมุทรเข็มแดงชาดราวโลหิตเบื้องหน้าเขานี้นับว่าเป็นเอกด้านการโจมตีแล้วรึยัง

             

            “เหลวไหล!” เสียงแหลมสูงดังขึ้นจากฟากฟ้าสูง ดาวตกเพลิงลูกมหึมาฟาดลงเข้าใส่ผืนสมุทรเข็มแหลม ความร้อนและโลหิตที่เดือดพล่านปะทะเข้าใส่กันและกันอย่างรุนแรง

             

            ไอความร้อนปริมาณมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมทั่วพื้นที่ ผืนป่ารอบด้านไม่ทันแม้แต่จะเกิดประกายไฟ เริ่มระเหิดหายไปทั้งอย่างนั้น แสงจ้าจนนิทานต้องหยีตายืนบังโอไรออนเอาไว้ หากไอความร้อนเหล่านั้นกลับไม่ส่งผลถึงพวกเขาแม้แต่น้อย

             

            เข็มแหลมปริมาณมหาศาลเริ่มละลายกลายเป็นไอน้ำสีแดงเจิดจ้า ราวกับโลหิตที่โดนความร้อนสูงจนระเหยหายไป หากเข็มอีกช่วงหนึ่งกลับก่อตัวเป็นกำแพงป้องกันเพลิงกัลป์เจิดจ้าไม่ให้รุกคืบต่อไปอีก

             

            เมื่อเกิดความสมดุล ร่างของเพลิงกัลป์ก็ถอยออก ก่อตัวเป็นสองสตรีผมสีแดงเพลิง นัยน์ตาสีชมพู

             

            นิทานผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นร่างทั้งสองร่างที่เขาเฝ้ารอ

             

            องค์หญิงไพลิน อริยะแปลงเพลิง!

             

            ทะเลเพลิงขนาดมหึมาเมื่อครู่เผาป่าโดยรอบจนวอดวาย ยามนี้พวกเขาทั้งหมดจึงยืนอยู่บนกองขี้เถ้าสีดำทมิฬที่เคยเป็นป่าอันแสนสวยงาม บรรยากาศยามนี้ปะทุขึ้นอย่างน่ากลัว กรงที่กักขังพวกเขาไว้หายไปอย่างไร้ร่องรอยภายใต้เพลิงกัลป์อันร้อนระอุ

             

            แม้ก่อนหน้านี้จะเห็นได้ชัดว่าเพลิงกัลป์นั้นได้เปรียบมวลเข็ม หากเผ่ารูเบียสทั้ง 3 กลับไม่มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย

             

            “คารวะองค์หญิง 4 แห่งราชวงศ์ไฟกัลป์ คารวะอริยะแปลงเพลิงแห่งราชวงศ์ไฟกัลป์” อริยะเผ่ารูเบียสคำนับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

             

            “คารวะอริยะเข็มโลหิต ไม่ทราบว่าท่านก่อการเช่นนี้ด้วยเหตุใด” องค์หญิงไพลินกลับเป็นคนเดินขึ้นหน้าพูดขึ้น เธอเผชิญหน้ากับอริยะเข็มโลหิตโดยตรง

             

            นิทานปลดปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ลง พลางพาโอไรออนและคีตาไปยืนเคียงข้างอริยะแปลงเพลิง การอยู่ใกล้เธอย่อมปลอดภัยกว่าการใช้ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ไม่รู้กี่เท่า

             

            “ท่านสมควรได้ยินอยู่แล้ว ราชวงศ์ไฟกัลป์ท่านและราชวงศ์เวียเซลข้ามีข้อตกลงและสัมพันธ์อันดีกันมาเนิ่นนาน ท่านสมควรทราบว่าพวกข้ามีสิทธิ์เต็มที่ในการพาตัวแซฟไฟร์กลับไปสอบสวน” อริยะเข็มโลหิตหรี่ตาตอบ

             

            “และอย่างที่เราบอก เหลวไหล! ท่านมีสิทธิ์เต็มที่หากเป็นผู้ต้องสงสัยที่มีมูล มิใช่การกล่าวหาเลื่อนลอยเช่นนี้!” องค์หญิงไพลินตอบกลับ

             

            “ผิดแล้วองค์หญิง แม้แซฟไฟร์อาจจะเป็นผู้ที่ท่านสนับสนุน นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะสามารถตีตราทาบกฎใหม่ได้ เมื่อเกี่ยวพันกับทายาทสายเลือดแท้ ราชวงศ์เวียเซลจะเป็นผู้ตัดสินเอง เรายอมรับคำให้การจากเผ่ารูเบียสด้วยกันเท่านั้น” อริยะเข็มโลหิตตอบกลับ

             

            แม้เขาจะดูสุภาพมากขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าราชวงศ์แต่นิทานยังคงเห็นความโผงผางเถรตรงภายในนั้นได้อย่างชัดเจน

             

            “เช่นนั้นการสืบสวนสามารถเริ่มได้ ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องไปยังบาราทรัม เราขอใช้ศักดิ์ขององค์หญิง 4 แห่งราชวงศ์ไฟกัลป์เป็นผู้ประจักษ์!” องค์หญิงไพลินเริ่มขมวดคิ้ว ตามกฎแล้วพวกเขามีสิทธิ์พานิทานกลับไปยังบาราทรัมได้จริง

             

            “ขออภัยด้วยองค์หญิงไพลิน ครั้งนี้อาจถือเป็นปัญหาระดับอาณาจักรได้หากตัวองค์หญิงเองอคติโดยตรงเช่นนี้ หากแซฟไฟร์บริสุทธิ์ ทางเราย่อมยินดีชดใช้ ขอเพียงท่านไม่ขัดขวางเช่นนี้” อริยะเข็มโลหิตกล่าว

             

            “ท่านสมควรทราบดีว่าเรื่องที่เกี่ยวพันถึงทายาทนั้นทางเผ่ารูเบียสเราให้ความสำคัญเพียงใด” อริยะเข็มโลหิตเริ่มเปล่งพลังออกมาอีกครั้งราวกับต้องการประกาศจุดยืนของตนอย่างชัดเจน

             

            องค์หญิงไพลินขมวดคิ้วแน่น หากครั้งนี้กลับเป็นอริยะแปลงเพลิงเองที่เดินมาจับไหล่ของเธอพร้อมส่ายหน้าน้อย ๆ