“รนหาที่ตาย!”
หวังเหมิ่งแค่นเสียงเหี้ยมในลำคอขณะที่เขากำลังจะออกแรงฉีกกระชากไป๋ฉางเซิงกลับชิงลงมือก่อนด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่างจนตึงแน่น
เมื่อพลังเลือดเกือบสองหมื่นแต้มถูกระเบิดออกมาจนสุดกำลังก็ทำให้หวังเหมิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาจริง ๆ
แต่มันก็ทำได้เพียงแค่นั้น
การโจมตีด้วยการรัดพันของไป๋ฉางเซิงอาจจะสร้างอันตรายใหญ่หลวงให้กับคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันหรือคนที่มีพลังเลือดสูงกว่าเขาเพียงเล็กน้อยได้ แต่สำหรับหวังเหมิ่งแล้วเรื่องแค่นี้ยังไม่คณามือ
วินาทีที่หวังเหมิ่งระเบิดพลังทั่วร่างสวนกลับไป๋ฉางเซิงรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังรัดพันสัตว์ประหลาดอยู่กระดูกและเกล็ดทั่วร่างได้รับแรงดึงมหาศาลจนแทบจะทนไม่ไหว
มันรุนแรงเสียจนเหมือนจะฉีกร่างของเขาให้ขาดสะบั้นออกเป็นสิบส่วนในคราวเดียว
โชคดีที่ร่างกายของเขามีการป้องกันจาก‘กระดูกเหล็กกล้า’ และ ‘เกราะศิลาคุ้มกาย’คอยค้ำจุน อีกทั้งยังมี ‘เลือดมังกรระดับสี่’เป็นฐานพลังสนับสนุน
แม้ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านไปทั่วทุกมัดกล้ามเนื้อแต่เขาก็ยังฝืนต้านทานแรงระเบิดพลังของหวังเหมิ่งเอาไว้ได้สำเร็จ
ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาทีเขาฝังเขี้ยวลงบนบาดแผลที่แผ่นหลังของหวังเหมิ่งอย่างดุดันพร้อมกับรีดเค้นพิษออกจากเขี้ยวมังกรเข้าสู่ปากแผลอย่างบ้าคลั่งทันที
เขาต้องทำให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
หวังเหมิ่งไม่ใช่แม่ทัพยุทธ์ธรรมดาอีกไม่นานหมอนี่ต้องรู้ตัวแน่ว่าเขาคิดจะทำอะไรดังนั้นเขาต้องชิงฉีดพิษเข้าไปในปริมาณที่มากพอให้ได้ก่อนที่มันจะทันตั้งตัว
“ซี้ด!”
ความเจ็บปวดแปลบแล่นปลาบจากแผ่นหลังหวังเหมิ่งอุทานออกมาเบา ๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานเขากลับรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่บาดแผลเริ่มทุเลาลงอย่างน่าประหลาดภายใต้ฤทธิ์ของบางสิ่ง
หากเป็นยามปกติหวังเหมิ่งคงไม่เอะใจอะไร
แต่ในตอนนี้เมื่อความเจ็บปวดจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มชาหนึบจนขาดการรับรู้ต่อให้ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ว่าเขา ‘ติดพิษ’เข้าให้แล้ว
ไอ้หมอนี่...ใช้พิษได้ด้วยงั้นเหรอ?
ลำพังแค่ใช้พิษได้ยังไม่เท่าไหร่เพราะพิษธรรมดาย่อมไม่มีผลกับโหวแห่งยุทธ์แต่พิษของไป๋ฉางเซิงกลับมีฤทธิ์ร้ายแรงและแพร่กระจายได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ!
เพียงแค่ชั่วพริบตาหวังเหมิ่งก็รู้สึกได้ว่าความชาหนึบนั้นกำลังไหลเวียนไปตามกระแสเลือดจนส่งผลกระทบต่อร่างกายไปแล้วครึ่งซีก
แม้แต่จะขยับขาขวาก็ยังรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กพันชั่ง
“แกอยากตายนักใช่ไหม!”
หวังเหมิ่งเดือดดาลจนถึงขีดสุดเขาไม่ยอมปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงมีเวลาทำอะไรต่อจึงใช้วงแขนทั้งสองข้างออกแรงบีบรัดอย่างรุนแรง
ไป๋ฉางเซิงพยายามจะรัดพันต่อไปแต่ภายใต้พละกำลังมหาศาลที่ดูน่าเหลือเชื่อนั้น เขารู้ดีว่าหากดันทุรังฝืนรัดต่อไปผลลัพธ์สุดท้ายคือร่างของเขาต้องขาดออกจากกันอย่างแน่นอน
ทว่ากว่าจะหาโอกาสเช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายไป๋ฉางเซิงจึงไม่มีทางยอมปล่อยมือไปง่าย ๆ เช่นนี้
หวังเหมิ่งรู้ความลับเรื่องพิษของเขาแล้วหากพลาดครั้งนี้ไป ย่อมไม่มีโอกาสให้เขาได้ฝังเขี้ยวเป็นครั้งที่สอง ดังนั้น...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ห้ามปล่อยเด็ดขาด!
ไป๋ฉางเซิงตัดสินใจเด็ดขาดเขาเรียกใช้ลูกไฟหลายลูกให้ปรากฏขึ้นทันที ในขณะเดียวกันเกล็ดมังกรสลับสีที่กลางหน้าผากก็ส่องแสงเจิดจ้าออกมา
พอลูกไฟก่อตัวเสร็จเขาก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยควบคุมให้พวกมันพุ่งเข้ามาระเบิดใส่ตัวเองและหวังเหมิ่งอย่างจัง!
ในขณะเดียวกันสายฟ้าก็เริ่มไหลเวียนอยู่บนเกล็ดมังกร แทนที่จะยิงออกไปข้างหน้าเขากลับควบคุมให้อัสนีเหล่านั้นแล่นพล่านไปทั่วร่างของตัวเองแทน!
“ตู้ม!”
ลูกไฟระเบิดกัมปนาทพร้อมกับอัสนีที่คลุ้มคลั่งการจู่โจมพร้อมกันทั้งสองสายทำให้พละกำลังที่หวังเหมิ่งบีบรัดอยู่คลายลงทันที
เห็นได้ชัดว่าแผนการของไป๋ฉางเซิงได้ผล
หวังเหมิ่งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีกจนแทบจะรับไม่ไหว
อย่างไรก็ตามไป๋ฉางเซิงเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน
การโจมตีจากเวทลูกไฟและอัสนีนั้นตกใส่ร่างของเขาเต็มๆ
แม้เขาจะควบคุมธาตุทั้งสองได้แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีภูมิคุ้มกันต่อความเสียหายจากพลังที่ตนเองสร้างขึ้น
หวังเหมิ่งเจ็บเท่าไหร่เขาเจ็บยิ่งกว่าหลายเท่า
เกล็ดมังกรทั่วร่างปริแตกเลือดมังกรแท้จริงเริ่มซึมออกมาจากบาดแผลเล็ก ๆ ที่ถี่ยิบ
ทว่าถึงจะเจ็บเจียนตายไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่ยอมคลายเขี้ยวออก
พิษยังคงถูกฉีดเข้าไปอย่างต่อเนื่องจนขาทั้งสองข้างของหวังเหมิ่งเริ่มไร้ความรู้สึกโดยสมบูรณ์
ไม่ดีแน่...ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาอาจจะพลาดท่าตายด้วยน้ำมือของไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้จริงๆ
หวังเหมิ่งตัดสินใจตะโกนลั่นด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น“หลวี่อี! มัวแต่ดูละครอยู่อีกเหรอวะ รีบมาช่วยฉันเดี๋ยวนี้!”
“แหม ๆ ๆ” หลวี่อีมองด้วยสายตาหยอกล้อพลางหัวเราะเบาๆ “พี่รอง คนทิฐิสูงอย่างพี่กลับโดนงูตัวจิ๋วระดับแม่ทัพอสูรระดับต้นเล่นงานจนสภาพดูไม่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ที่พูดมาเนี่ย จะให้ถือว่าเป็นการร้องขอชีวิตหรือเปล่าจ๊ะ?”
น้ำเสียงเย้ยหยันของหลวี่อีบาดหูหวังเหมิ่งจนแทบกระอักเลือด
แต่นาทีนี้ศักดิ์ศรีไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
หวังเหมิ่งสัมผัสได้ว่าหัวใจของเขาเริ่มเต้นแผ่วลงเรื่อยๆ ภายใต้ฤทธิ์กัดกร่อนของพิษร้าย
“อย่ามัวแต่พล่าม! ยาแปรวิญญาณนั่นแกยังอยากได้อยู่ไหม?”
“ถ้าฉันตาย แกก็ไม่ได้อะไรเลยทั้งนั้น!”
สิ้นเสียงของหวังเหมิ่งหลวี่อีจึงค่อยสลัดท่าทีเล่นหัวทิ้งไปร่างของเขาไหววูบกลายเป็นเงาสีดำพุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว
ทว่าในจังหวะที่หลวี่อีจะเข้าไปช่วยหวังเหมิ่งหอกโลหะผสมเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางทางไว้อย่างแม่นยำ
“หือ?” หลวี่อีชะงักด้วยความประหลาดใจ “แม่สาวน้อย ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วยหรอกนะ ไสหัวไปซะ!”
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับหลวี่อีที่มีระดับถึงโหวแห่งยุทธ์เพียงลำพังเจียงจืออวี๋ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดั่งผิวน้ำ เธอไม่ได้เอ่ยคำใดแต่เจตจำนงหอกเริ่มควบแน่นอยู่ที่ปลายหอก
ท่าทางนั้นแสดงออกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
ไม่มีทางถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว!
เธอเข้าใจแผนการของไป๋ฉางเซิงแล้วและเห็นว่าเขาสามารถทำได้จริง ๆ
ในเมื่อไป๋ฉางเซิงยอมเอาชีวิตเข้าแลกขนาดนั้นมีหรือที่เธอจะยอมปล่อยให้ใครเข้าไปขัดขวาง?
“ในเมื่ออยากรนหาที่ตายนัก ฉันก็จะจัดให้!”
หลวี่อีขมวดคิ้วมุ่นเขาลดมือลงเล็กน้อย พลันเกิดกระแสลมหมุนวนขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง
วินาทีต่อมาเขาสะบัดมือออกอย่างแรงส่งพายุหมุนทมิฬสองลูกจู่โจมเข้าใส่เจียงจืออวี๋จากทั้งซ้ายและขวาม้วนเอาอากาศรอบข้างจนปั่นป่วน
พายุนั้นยังไม่ทันจะถึงตัวเพียงแค่แรงปะทะที่กระจายออกมาก็ทำให้ร่างของเจียงจืออวี๋เริ่มโอนเอนเสียหลัก
ทว่าท่ามกลางวิกฤตเจียงจืออวี๋กลับวาดหอกในมือขึ้นก่อนจะปักมันลงบนพื้นอย่างสุดแรง
“หอกกับร่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง มั่นคงดุจภูผาต้านพายุสารทิศ!”
สิ้นเสียงกัมปนาทเบาๆ แสงทองแห่งเคล็ดวิชาเต๋าจาง ๆ ก็ผุดขึ้นบนตัวหอกโลหะผสมและรอบกายของเจียงจืออวี๋
หนึ่งคนหนึ่งหอกดูราวกับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันร่างที่เคยโอนเอนกลับมั่นคงหนักแน่นประหนึ่งขุนเขาขนาดยักษ์
“ฟิ้วววว!”
พายุหมุนทมิฬทั้งสองลูกพุ่งเข้าปะทะกันอย่างจังกลืนกินร่างสีทองของเจียงจืออวี๋หายเข้าไปในใจกลางความบ้าคลั่งทันที
ท่ามกลางพายุหมุนอันมืดมิดเงาร่างสีทองของเจียงจืออวี๋ยังคงปรากฏให้เห็นวูบวาบอย่างมั่นคง
หลวี่อีมองดูเจียงจืออวี๋ที่ยืนตระหง่านนิ่งเฉยอยู่กลางพายุด้วยความตกตะลึงที่เพิ่มพูนขึ้น
แม้พายุสองลูกนี้จะเป็นการโจมตีที่เขาปล่อยออกมาส่งๆ แต่อนุภาพของมันก็ยังอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ ตามหลักแล้วเจียงจืออวี๋ไม่มีทางต้านทานมันได้เลย
แต่ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าคือเธอไม่ได้รับบาดเจ็บจากพายุนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
“นี่มัน... เคล็ดวิชาเต๋าสายป้องกันงั้นเหรอ?”
“ของดี... ของดีจริง ๆ!”
หลวี่อีมองดูเจียงจืออวี๋ที่ใช้เพียงร่างกายของแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นต้านทานการโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ได้นัยน์ตาของเขาก็ยิ่งทอประกายแห่งความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เพียงแต่... ยัยเด็กนี่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นแท้ ๆทำไมถึงมีเคล็ดวิชาเต๋าที่แม้แต่ระดับจักรพรรดิยุทธ์เองก็ใช่ว่าจะครอบครองได้กันล่ะ?”