ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

เล่มที่ 6 บทที่ 177 หอกกับร่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง!

        “รนหาที่ตาย!”

        หวังเหมิ่งแค่นเสียงเหี้ยมในลำคอขณะที่เขากำลังจะออกแรงฉีกกระชากไป๋ฉางเซิงกลับชิงลงมือก่อนด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่างจนตึงแน่น

        เมื่อพลังเลือดเกือบสองหมื่นแต้มถูกระเบิดออกมาจนสุดกำลังก็ทำให้หวังเหมิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาจริง ๆ

        แต่มันก็ทำได้เพียงแค่นั้น

        การโจมตีด้วยการรัดพันของไป๋ฉางเซิงอาจจะสร้างอันตรายใหญ่หลวงให้กับคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันหรือคนที่มีพลังเลือดสูงกว่าเขาเพียงเล็กน้อยได้ แต่สำหรับหวังเหมิ่งแล้วเรื่องแค่นี้ยังไม่คณามือ

        วินาทีที่หวังเหมิ่งระเบิดพลังทั่วร่างสวนกลับไป๋ฉางเซิงรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังรัดพันสัตว์ประหลาดอยู่กระดูกและเกล็ดทั่วร่างได้รับแรงดึงมหาศาลจนแทบจะทนไม่ไหว

        มันรุนแรงเสียจนเหมือนจะฉีกร่างของเขาให้ขาดสะบั้นออกเป็นสิบส่วนในคราวเดียว

        โชคดีที่ร่างกายของเขามีการป้องกันจาก‘กระดูกเหล็กกล้า’ และ ‘เกราะศิลาคุ้มกาย’คอยค้ำจุน อีกทั้งยังมี ‘เลือดมังกรระดับสี่’เป็นฐานพลังสนับสนุน

        แม้ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านไปทั่วทุกมัดกล้ามเนื้อแต่เขาก็ยังฝืนต้านทานแรงระเบิดพลังของหวังเหมิ่งเอาไว้ได้สำเร็จ

        ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาทีเขาฝังเขี้ยวลงบนบาดแผลที่แผ่นหลังของหวังเหมิ่งอย่างดุดันพร้อมกับรีดเค้นพิษออกจากเขี้ยวมังกรเข้าสู่ปากแผลอย่างบ้าคลั่งทันที

        เขาต้องทำให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด

        หวังเหมิ่งไม่ใช่แม่ทัพยุทธ์ธรรมดาอีกไม่นานหมอนี่ต้องรู้ตัวแน่ว่าเขาคิดจะทำอะไรดังนั้นเขาต้องชิงฉีดพิษเข้าไปในปริมาณที่มากพอให้ได้ก่อนที่มันจะทันตั้งตัว

        “ซี้ด!”

        ความเจ็บปวดแปลบแล่นปลาบจากแผ่นหลังหวังเหมิ่งอุทานออกมาเบา ๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานเขากลับรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่บาดแผลเริ่มทุเลาลงอย่างน่าประหลาดภายใต้ฤทธิ์ของบางสิ่ง

        หากเป็นยามปกติหวังเหมิ่งคงไม่เอะใจอะไร

        แต่ในตอนนี้เมื่อความเจ็บปวดจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มชาหนึบจนขาดการรับรู้ต่อให้ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ว่าเขา ‘ติดพิษ’เข้าให้แล้ว

        ไอ้หมอนี่...ใช้พิษได้ด้วยงั้นเหรอ?

        ลำพังแค่ใช้พิษได้ยังไม่เท่าไหร่เพราะพิษธรรมดาย่อมไม่มีผลกับโหวแห่งยุทธ์แต่พิษของไป๋ฉางเซิงกลับมีฤทธิ์ร้ายแรงและแพร่กระจายได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ!

        เพียงแค่ชั่วพริบตาหวังเหมิ่งก็รู้สึกได้ว่าความชาหนึบนั้นกำลังไหลเวียนไปตามกระแสเลือดจนส่งผลกระทบต่อร่างกายไปแล้วครึ่งซีก

        แม้แต่จะขยับขาขวาก็ยังรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กพันชั่ง

        “แกอยากตายนักใช่ไหม!”

        หวังเหมิ่งเดือดดาลจนถึงขีดสุดเขาไม่ยอมปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงมีเวลาทำอะไรต่อจึงใช้วงแขนทั้งสองข้างออกแรงบีบรัดอย่างรุนแรง

        ไป๋ฉางเซิงพยายามจะรัดพันต่อไปแต่ภายใต้พละกำลังมหาศาลที่ดูน่าเหลือเชื่อนั้น เขารู้ดีว่าหากดันทุรังฝืนรัดต่อไปผลลัพธ์สุดท้ายคือร่างของเขาต้องขาดออกจากกันอย่างแน่นอน

        ทว่ากว่าจะหาโอกาสเช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายไป๋ฉางเซิงจึงไม่มีทางยอมปล่อยมือไปง่าย ๆ เช่นนี้

        หวังเหมิ่งรู้ความลับเรื่องพิษของเขาแล้วหากพลาดครั้งนี้ไป ย่อมไม่มีโอกาสให้เขาได้ฝังเขี้ยวเป็นครั้งที่สอง ดังนั้น...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ห้ามปล่อยเด็ดขาด!

        ไป๋ฉางเซิงตัดสินใจเด็ดขาดเขาเรียกใช้ลูกไฟหลายลูกให้ปรากฏขึ้นทันที ในขณะเดียวกันเกล็ดมังกรสลับสีที่กลางหน้าผากก็ส่องแสงเจิดจ้าออกมา

        พอลูกไฟก่อตัวเสร็จเขาก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยควบคุมให้พวกมันพุ่งเข้ามาระเบิดใส่ตัวเองและหวังเหมิ่งอย่างจัง!

        ในขณะเดียวกันสายฟ้าก็เริ่มไหลเวียนอยู่บนเกล็ดมังกร แทนที่จะยิงออกไปข้างหน้าเขากลับควบคุมให้อัสนีเหล่านั้นแล่นพล่านไปทั่วร่างของตัวเองแทน!

        “ตู้ม!”

        ลูกไฟระเบิดกัมปนาทพร้อมกับอัสนีที่คลุ้มคลั่งการจู่โจมพร้อมกันทั้งสองสายทำให้พละกำลังที่หวังเหมิ่งบีบรัดอยู่คลายลงทันที

        เห็นได้ชัดว่าแผนการของไป๋ฉางเซิงได้ผล

        หวังเหมิ่งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีกจนแทบจะรับไม่ไหว

        อย่างไรก็ตามไป๋ฉางเซิงเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน

        การโจมตีจากเวทลูกไฟและอัสนีนั้นตกใส่ร่างของเขาเต็มๆ

        แม้เขาจะควบคุมธาตุทั้งสองได้แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีภูมิคุ้มกันต่อความเสียหายจากพลังที่ตนเองสร้างขึ้น

        หวังเหมิ่งเจ็บเท่าไหร่เขาเจ็บยิ่งกว่าหลายเท่า

        เกล็ดมังกรทั่วร่างปริแตกเลือดมังกรแท้จริงเริ่มซึมออกมาจากบาดแผลเล็ก ๆ ที่ถี่ยิบ

        ทว่าถึงจะเจ็บเจียนตายไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่ยอมคลายเขี้ยวออก

        พิษยังคงถูกฉีดเข้าไปอย่างต่อเนื่องจนขาทั้งสองข้างของหวังเหมิ่งเริ่มไร้ความรู้สึกโดยสมบูรณ์

        ไม่ดีแน่...ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาอาจจะพลาดท่าตายด้วยน้ำมือของไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้จริงๆ

        หวังเหมิ่งตัดสินใจตะโกนลั่นด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น“หลวี่อี! มัวแต่ดูละครอยู่อีกเหรอวะ รีบมาช่วยฉันเดี๋ยวนี้!”

        “แหม ๆ ๆ” หลวี่อีมองด้วยสายตาหยอกล้อพลางหัวเราะเบาๆ “พี่รอง คนทิฐิสูงอย่างพี่กลับโดนงูตัวจิ๋วระดับแม่ทัพอสูรระดับต้นเล่นงานจนสภาพดูไม่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”

        “ที่พูดมาเนี่ย จะให้ถือว่าเป็นการร้องขอชีวิตหรือเปล่าจ๊ะ?”

        น้ำเสียงเย้ยหยันของหลวี่อีบาดหูหวังเหมิ่งจนแทบกระอักเลือด

        แต่นาทีนี้ศักดิ์ศรีไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

        หวังเหมิ่งสัมผัสได้ว่าหัวใจของเขาเริ่มเต้นแผ่วลงเรื่อยๆ ภายใต้ฤทธิ์กัดกร่อนของพิษร้าย

        “อย่ามัวแต่พล่าม! ยาแปรวิญญาณนั่นแกยังอยากได้อยู่ไหม?”

        “ถ้าฉันตาย แกก็ไม่ได้อะไรเลยทั้งนั้น!”

        สิ้นเสียงของหวังเหมิ่งหลวี่อีจึงค่อยสลัดท่าทีเล่นหัวทิ้งไปร่างของเขาไหววูบกลายเป็นเงาสีดำพุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว

        ทว่าในจังหวะที่หลวี่อีจะเข้าไปช่วยหวังเหมิ่งหอกโลหะผสมเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางทางไว้อย่างแม่นยำ

        “หือ?” หลวี่อีชะงักด้วยความประหลาดใจ “แม่สาวน้อย ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วยหรอกนะ ไสหัวไปซะ!”

        แม้จะต้องเผชิญหน้ากับหลวี่อีที่มีระดับถึงโหวแห่งยุทธ์เพียงลำพังเจียงจืออวี๋ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดั่งผิวน้ำ เธอไม่ได้เอ่ยคำใดแต่เจตจำนงหอกเริ่มควบแน่นอยู่ที่ปลายหอก

        ท่าทางนั้นแสดงออกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด

        ไม่มีทางถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว!

        เธอเข้าใจแผนการของไป๋ฉางเซิงแล้วและเห็นว่าเขาสามารถทำได้จริง ๆ

        ในเมื่อไป๋ฉางเซิงยอมเอาชีวิตเข้าแลกขนาดนั้นมีหรือที่เธอจะยอมปล่อยให้ใครเข้าไปขัดขวาง?

        “ในเมื่ออยากรนหาที่ตายนัก ฉันก็จะจัดให้!”

        หลวี่อีขมวดคิ้วมุ่นเขาลดมือลงเล็กน้อย พลันเกิดกระแสลมหมุนวนขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง

        วินาทีต่อมาเขาสะบัดมือออกอย่างแรงส่งพายุหมุนทมิฬสองลูกจู่โจมเข้าใส่เจียงจืออวี๋จากทั้งซ้ายและขวาม้วนเอาอากาศรอบข้างจนปั่นป่วน

        พายุนั้นยังไม่ทันจะถึงตัวเพียงแค่แรงปะทะที่กระจายออกมาก็ทำให้ร่างของเจียงจืออวี๋เริ่มโอนเอนเสียหลัก

        ทว่าท่ามกลางวิกฤตเจียงจืออวี๋กลับวาดหอกในมือขึ้นก่อนจะปักมันลงบนพื้นอย่างสุดแรง

        “หอกกับร่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง มั่นคงดุจภูผาต้านพายุสารทิศ!”

        สิ้นเสียงกัมปนาทเบาๆ แสงทองแห่งเคล็ดวิชาเต๋าจาง ๆ ก็ผุดขึ้นบนตัวหอกโลหะผสมและรอบกายของเจียงจืออวี๋

        หนึ่งคนหนึ่งหอกดูราวกับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันร่างที่เคยโอนเอนกลับมั่นคงหนักแน่นประหนึ่งขุนเขาขนาดยักษ์

        “ฟิ้วววว!”

        พายุหมุนทมิฬทั้งสองลูกพุ่งเข้าปะทะกันอย่างจังกลืนกินร่างสีทองของเจียงจืออวี๋หายเข้าไปในใจกลางความบ้าคลั่งทันที

        ท่ามกลางพายุหมุนอันมืดมิดเงาร่างสีทองของเจียงจืออวี๋ยังคงปรากฏให้เห็นวูบวาบอย่างมั่นคง

        หลวี่อีมองดูเจียงจืออวี๋ที่ยืนตระหง่านนิ่งเฉยอยู่กลางพายุด้วยความตกตะลึงที่เพิ่มพูนขึ้น

        แม้พายุสองลูกนี้จะเป็นการโจมตีที่เขาปล่อยออกมาส่งๆ แต่อนุภาพของมันก็ยังอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ ตามหลักแล้วเจียงจืออวี๋ไม่มีทางต้านทานมันได้เลย

        แต่ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าคือเธอไม่ได้รับบาดเจ็บจากพายุนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

        “นี่มัน... เคล็ดวิชาเต๋าสายป้องกันงั้นเหรอ?”

        “ของดี... ของดีจริง ๆ!”

        หลวี่อีมองดูเจียงจืออวี๋ที่ใช้เพียงร่างกายของแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นต้านทานการโจมตีระดับโหวแห่งยุทธ์ได้นัยน์ตาของเขาก็ยิ่งทอประกายแห่งความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด

        “เพียงแต่... ยัยเด็กนี่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นแท้ ๆทำไมถึงมีเคล็ดวิชาเต๋าที่แม้แต่ระดับจักรพรรดิยุทธ์เองก็ใช่ว่าจะครอบครองได้กันล่ะ?”

         

คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน