บทที่ 34 ข้ายอมรับว่าข้ามีส่วนพนัน
“โอ้โห!!”
ผู้คนรอบด้านต่างตกใจจนตัวสั่น พวกเขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่ใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน
เพื่อสังหารฉินเฟิง จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยถึงกับระดมพลมากมายเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาหวาดกลัวบุตรชายคนโตแห่งตระกูลฉินผู้มีคุณสมบัติจะเป็นจักรพรรดิมากเพียงใด
“ช่างยิ่งใหญ่อลังการนัก!”
เมฆบนท้องฟ้าปั่นป่วนอีกครั้ง เสียงหัวเราะอย่างเย็นชาดังมาแต่ไกล
ขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทหารนับหมื่นกำลังบุกเข้ามาใกล้ ทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน นำหน้าด้วยธงสีดำสลักตัวอักษรฉิน และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเลือด
ในขณะเดียวกัน ข้างกายบรรพชนรุ่นที่สิบแห่งตระกูลฉินก็ปรากฏร่างอีกห้าร่าง นั่นคือบรรพชนรุ่นที่ห้า รุ่นที่หก รุ่นที่เจ็ด รุ่นที่แปด และรุ่นที่เก้า
“สถานการณ์นี้…”
หลินซานตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า
เขาคิดว่าเรื่องที่ตนก่อขึ้นนั้นใหญ่โตมากแล้ว ไม่คิดว่าเทียบกับเรื่องที่ฉินเฟิงก่อขึ้นแล้ว กลับเป็นเพียงการเล่นซุกซนของเด็ก ๆ เท่านั้น
ชั่วขณะหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายต่างเผชิญหน้ากัน และพร้อมจะเปิดศึกทุกเมื่อ
ฉางคุนหัวเราะเยาะเย้ย “ดูท่าตระกูลฉินของพวกเจ้าจะปกป้องฉินเฟิงจนชีวิตจะหาไม่!?”
“ฉินเฟิงละเมิดกฎตระกูล แน่นอนว่าต้องนำตัวกลับไปรับโทษ!”
บรรพชนรุ่นที่ห้าซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุดในที่ประชุมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้ใส่ใจต่อหน่วยพิทักษ์ราชวังของฉางคุนเลยแม้แต่น้อย ส่วนหน่วยตงฉ่าง ซีฉ่าง และกองทหารราบจิ่นอีเว่ยนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงองค์กรที่ราชวงศ์แห่งต้าเซี่ยตั้งขึ้นมาเพื่อข่มขู่ผู้คนเท่านั้น ในอาณาจักรต้าเซี่ยที่ปกครองโดยตระกูลใหญ่ ไม่มีตระกูลใดให้ความสำคัญกับองค์กรพวกนี้ พวกมันเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างอำนาจให้กับผู้คนธรรมดาเท่านั้น
มีเพียงตระกูลใหญ่ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้เท่านั้นที่พวกเขาเกรงใจ
“สัตว์ป่าที่ทำร้ายพี่น้องร่วมตระกูลแบบนี้ยังจะต้องไต่สวนอะไรอีก สังหารมันซะเลยดีกว่า!”
ตระกูลหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขามีความคิดหรือแผนการใดต่อตระกูลฉิน และก็ไม่อยากรู้ด้วย รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสังหารฉินเฟิง หากพลาดไปครั้งนี้ก็คงยากที่จะมีโอกาสอีก
แต่การที่จะให้พวกเขาลงมือเองนั้นก็เห็นได้ชัดว่าไม่กล้า ชื่อของตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขายังคงต้องยุยงให้อาณาจักรเป็นผู้นำ ส่วนตนเองแค่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังก็พอ
“ทำร้ายพี่น้องร่วมตระกูล!?”
จื่อเยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่เชื่อเรื่องนี้เลยสักนิด
ในช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกับฉินเฟิง นางก็ได้ยินเรื่องที่เขาขุดกระดูกจักรพรรดิของน้องชายมาบ้าง แต่นางเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตาของนางเห็นมากกว่า
ฉินเฟิงในสายตาของนาง...
เมื่อพี่สาวมหาอสูรที่ไม่รู้จักมาขอความช่วยเหลือ เขาก็แบ่งโพธิ์สีเลือดสิบห้าเม็ดให้นางโดยไม่ลังเล
เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตและความตาย เขาก็มอบโอกาสรอดให้แก่นาง
แล้วยังตอนที่พี่สาวมหาอสูรฝากลูกให้เขาดูแล เขาก็ไม่บ่นสักคำ ทั้งยังดูแลเสี่ยวไป๋อย่างใส่ใจ
ทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์ ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่าฉินเฟิงเป็นคนใจดีไร้เดียงสา
นางรู้สึกว่าฉินเฟิงจะต้องถูกใส่ร้ายแน่ ๆ นางจำเป็นต้องหาทางช่วยเขา ไม่ยอมให้เขาตกอยู่ในมือของอาณาจักรต้าเซี่ยและตระกูลฉินโดยเด็ดขาด
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้พวกเจ้ามายุ่งหรอก!”
บรรพชนรุ่นที่ห้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวผิดปกติ เขาตั้งใจจะพาฉินเฟิงจากไปโดยไม่สนใจใคร
“วันนี้ถ้าฉินเฟิงไม่ตาย ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีศึกใหญ่อย่างแน่นอน!!”
ฉางคุนมองด้วยแววตาเย็นยะเยือก พลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวพุ่งออกมาจากร่างกาย สงผลให้ความว่างเปล่าโดยรอบสั่นสะเทือน หอกศึกในมือส่องประกายเย็นเยียบเจิดจ้า
“รบ รบ รบ!!”
เสียงตะโกนดังกึกก้องจากทหารองครักษ์นับพันนายที่อยู่ด้านหลังของฉางคุน ก่อตัวเป็นพลังฆ่าฟันที่หนาแน่นกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้รู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
บางทีอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากฉางคุนและคนอื่น ๆ หน่วยตงฉ่าง ซีฉ่าง จิ่นอีเว่ย และผู้อาวุโสคนอื่น ๆ จึงต่างก็เข้าสู่สถานะพร้อมรบ รอเพียงคำสั่งเดียวก็จะเริ่มบุกเข้าฟาดฟันทันที
ในทางกลับกัน ผู้อาวุโสจากตระกูลใหญ่ต่าง ๆ มองหน้ากัน และต่างก็เห็นคำว่า ‘เลี่ยงภัย’ ในดวงตาของกันและกัน
ปล่อยให้คนจากอาณาจักรออกหน้าก่อน หากฆ่าฉินเฟิงได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง แล้วค่อยจับมือกันไปกินเลี้ยงที่ตระกูลฉิน
แต่หากฆ่าฉินเฟิงไม่ได้ พวกเขาก็ต้องลงมือเอง แล้วไปร่วมกินเลี้ยงกันที่อาณาจักรแทน
“มีทางเดียวคือต้องสู้!”
สายตาของเหล่าบรรพชนแห่งตระกูลฉินเปลี่ยนเป็นดุดัน เตรียมพร้อมสำหรับการทำศึกเต็มรูปแบบ
แต่เดิมพวกเขาตั้งใจจะทำตามแผนของฉินเฟิง คือซ่อนเทพบุตรทั้งสองคนของตระกูลเอาไว้ชั่วคราว รอจนกว่าจะมีพลังที่เหนือกว่าอย่างแท้จริงแล้วค่อยเปิดเผยตัว
แต่ใครจะรู้ว่าแผนจะมีปัญหา จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยหวาดระแวงพวกเขาตระกูลฉินมากเกินไป
เพื่อกำจัดภัยคุกคามอย่างฉินเฟิง จึงได้ส่งยอดฝีมือระดับสูงมากมายออกมาในครั้งเดียว ทำให้ตระกูลฉินของพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสู้
“ไม่จริงน่า ไม่จริงน่า…”
เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมที่จะเปิดศึก ฉินเฟิงก็รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
เขาเป็นเด็กดีมาแล้วแปดปี ในที่สุดก็ได้ออกจากบ้านเพื่อปลดปล่อยตัวเอง เวลานี้หากเปิดศึกจะไม่ต้องไปเยี่ยมเยียนปีศาจชราผมแดงแล้วกลับบ้านไปเป็นเด็กดีอีกสิบปีหรอกหรือ?
“งั้นก็สู้เถอะ!!”
ฉางคุนขับอสูรใต้อานม้า และพุ่งเข้าใส่ฉินเฟิง
“ฆ่า ฆ่า ฆ่า!!”
เสียงการฆ่าฟันของกองทัพทั้งสองฝ่ายดังสะเทือนไปทั้งสวรรค์และโลก ทุกคนพกพาความดุร้ายและเริ่มบุกเข้าโจมตี
หลินซานและคนอื่น ๆ ตรงกลางตัวสั่นงันงก ในใจเริ่มก่นด่าสาปแช่ง
ฉินเฟิงเป็นภัยพิบัติก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!
“ข้าจะดูว่าใครกล้าทำร้ายฉินเฟิง!!”
จื่อเยียนยืนขวางอยู่ด้านหน้าของฉินเฟิงด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว มือกำตราหยกสีม่วงไว้แน่น
“ตราบัญชา!!”
ทหารทั้งสองฝ่ายร้องอุทานออกมาทันที และต่างก็หยุดโจมตีกันทั้งหมด
ตราบัญชาเป็นสิ่งที่ผู้ทรงอำนาจมอบให้แก่ลูกหลาน เปรียบเสมือนจักรพรรดิพระราชทานเหรียญตราทองคำให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หมายถึงการเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เอง
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ เหรียญตราทองคำทั้งหมดอาศัยอำนาจของจักรพรรดิ หากตราบัญชาแตกสลาย ผู้ทรงพลังคนใดสามารถรับรู้ได้ ก็จะฉีกทะลุช่องว่างแห่งสุญตาลงมาได้ทันที
“ข้ายอมรับว่าข้ามีส่วนพนัน แต่ไม่คิดว่าจะพนันถูก”
ฉินเฟิงร้องในใจว่าได้กำไรแล้ว ต่อไปนี้ในอนาคตก็มีที่พึ่งแล้ว
“ก็แค่ตราบัญชาเท่านั้น!”
ฉางคุนยังคงปากแข็ง ไม่ใส่ใจคำขู่ของจื่อเยียน
ตราบัญชาเป็นสิ่งที่ผู้ทรงพลังเหล่านั้นเท่านั้นที่สามารถสร้างได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอาณาจักรต้าเซี่ยจะไม่มีฝีมือในระดับนี้
จักรพรรดิองค์ปัจจุบันของพวกเขาอาณาจักรต้าเซี่ย เป็นจักรพรรดิสูงสุดผู้สันโดษ รวมถึงบรรพชนรุ่นที่หนึ่งและรุ่นที่สองของตระกูลฉิน ล้วนมีฝีมือในระดับนี้ทั้งสิ้น ทั้งยังเป็นยอดฝีมือในบรรดาพวกเขาอีกด้วย
“งั้นหรือ!?”
จื่อเยียนก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยใครไปง่าย ๆ จึงโยนตราบัญชาลงพื้นโดยตรง
เสียงดังปัง ตราบัญชาแตกสลาย!!
“บ้าจริง!!”
ฉางคุนสบถออกมาทันใดเมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นตามกฎ
ต่อให้เป็นศัตรูกัน แต่อย่างน้อยก็ควรนั่งลงคุยกันก่อนไม่ใช่หรือ? การทำลายแก้วเป็นสัญญาณแบบนี้ จะเร่งรีบเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
โอ้ววว!!
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นอย่างกะทันหัน กรงเล็บมหึมาโผล่ออกมาจากช่องว่างแห่งสุญตาและบดบังไปทั่วท้องฟ้า สายฟ้าพัดกระหน่ำ ลวดลายโบราณปรากฏขึ้นบนนั้น ถักทอเป็นรอยเงาของวิถีแห่งสวรรค์และโลก ปลดปล่อยประกายระยิบระยับตระการตา ราวกับฉีกทะลุมาจากห้วงกาลเวลาโบราณ
ฟ้าดินสะท้านสะเทือน!!!
เสียงคำรามดังกึกก้องระหว่างสวรรค์และโลกดังขึ้นอย่างกะทันหัน พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ฟ้าดินพินาศย่อยยับ บดขยี้ทุกสิ่งที่มีอยู่
เมื่อร่างที่แท้จริงของกรงเล็บมหึมาปรากฏขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างก็ลืมหายใจไปชั่วขณะ
เต่า!!
เต่ายักษ์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้นปกคลุมไปทั่วทั้งสวรรค์และโลก มันคือสัตว์เทพในตำนาน เต่าสีนิล
บนหัวของสัตว์เทพเต่าสีนิล ร่างของเซียนสาวงามเลอโฉมผู้หนึ่งยืนอยู่บนนั้น นางสวมชุดสีแดง สายตาเคลิ้มฝัน ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย งามจนทำให้หัวใจสั่นไหว ไม่ว่าจะแย้มยิ้มหรือขมวดคิ้ว ก็ล้วนเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันหาที่สุดมิได้...