ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 42 ขยี้ด้วยความจริง

    บทที่ 42

    ขยี้ด้วยความจริง

     

            “เราจะใช้วิถีของฌานยุทธ์ในการตัดสินข้าพิมพ์ลภัสขอท้าประลองยุทธ์กับปราณ!!!”

             

           พิมพ์ลภัสประกาศเสียงดังพร้อมทั้งชี้ไปยังที่นั่งของปราณฟอลโล่ไลท์กวาดไปที่นั่งของปราณ...ไม่มีร่างของเขาอยู่บริเวณนั้น!!!

     

            เธียรธวัชนั่งหน้างงตกใจกับแสงไฟที่จู่ๆ ก็กวาดมาหยุดที่เขา

             

            ทันทีที่เห็นหน้าเธียรธวัชบรรดาสาวกก็ตะโกนเรียกชื่อกันลั่น ไม่สนใจเหตุการณ์ตึงเครียดกลางลานประลองทำเอาเด็กน้อยหน้าหล่อสุดสวยยิ้มแห้งๆ แล้วโบกมือแทน

             

            เมื่อไม่เห็นร่างของปราณปรากฎยังที่นั่งพิมพ์ลภัสก็หัวเราะลั่น

            “หึหึหึหึ...ข้าคิดไว้แล้ว สงสัยจะกลัวพวกเราจับได้ ถึงรีบเดินเข้าไปนั่งแล้วตอนนี้ก็ยังหายตัวไปอีก”

             

            ผู้ที่สนับสนุนพิมพ์ลภัสจึงถามหาปราณดังๆ จนเสียงลั่นไปทั่ว

             

            “ปราณอยู่ไหน?....ปราณอยู่ไหน?”

             

            คนที่ชื่นชมปราณเมื่อได้ยินเสียงรอบข้างพูดแบบนี้ เริ่มลังเลกลัวจะไม่อยู่ในกระแสจึงพูดตามออกไปบ้าง เพียงไม่นานเสียงเรียกให้ปราณปรากฎตัวก็กดดันทั้งอาคารประลองยุทธ หงส์นราได้ทีจึงพูดขึ้นบ้าง

             

            “เห็นไหม? ปราณไม่ได้อยู่ในขั้นลหุยุทธ์จริงการหลอกลวงพวกเราเช่นนี้ ถึงเขาจะมีความสามารถแค่ระดับ 10ก็ไม่เหมาะสมที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมหรรณพาลัย เพราะคนไม่ชื่อสัตย์เช่นนี้ย่อมสร้างชื่อเสียให้แก่โรงเรียนมากกว่า”

             

            หงส์นรายิ้มย่องในใจการกดดันของรุ่นพี่ และของเธอได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ

             

            รุ่นพี่รุ่นน้องทั้งสองคนสบตาเหมือนรู้งานเพราะลึกๆ แล้ว ทั้งสองคนก็ไม่อยากจะให้ใครมาโดดเด่นกว่าตัวเองทั้งนั้น

             

            เพียงแต่หงส์นรากำลังจะเป็นเด็กปีหนึ่งเธอจำเป็นต้องพึ่งพารุ่นพี่ ยิ่งถ้าเป็นถึงประธานรุ่นด้วยโอกาสที่เธอจะได้รับการยอมรับดั่งที่ท่านพ่อ-ท่านแม่ปรารถนาก็สามารถเกิดขึ้นโดยง่าย เธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป 

           เสียงเรียกชื่อกดดันปราณกึกก้องทั่วทั้งอาคารก็ยังไม่ปรากฏร่างของเด็กน้อย

     

            เธียรธวัชเริ่มกระวนกระวายแทนเพื่อนแต่ไม่รู้จะไปหาปราณได้ที่ไหน เขารีบวิ่งขึ้นไปหาแฝดสาวเพื่อให้ช่วยเหลือสองแฝดสาวก็จนปัญญาเช่นกัน ทั้งสามจึงยืนอยู่บริเวณประตูทางออกอาคารประลองยุทธ

             

            ทันใดนั้นปราณก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยเขามัวแต่วิ่งตามหาท่านลุง แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว!!!

             

            เด็กน้อยจึงออกจากอาคารประลองยุทธแล้วมองหาเผื่อจะพบแต่ก็ไร้วี่แววของท่านลุง จึงเดินคอตกกลับมา

             

            “ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านลุงถึงไม่อยากเจอหน้าข้า?”

             

            ทั้งสามงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับปราณแต่ไม่ได้ถามอะไร เพราะเหตุการณ์ในอาคาร มีความกดดันดุเดือดจนแม้แต่ท่านผอ.ยังคุมไม่ไหว มีแต่ปราณเท่านั้น ที่จะบรรเทาความกดดันเดือดดาลให้หายไป

             

            เมื่อปราณได้ยินเสียงตะโกนทั้งอาคารให้เขาปรากฏตัวพร้อมมองไปยังกลางลานประลอง ก็เหมือนจะพอเดาเหตุการณ์ได้เขาเช็ดหน้าเพื่อให้คราบน้ำตาหายไป แล้วเดินลงไปยังลานประลองอีกครั้ง

             

            “ข้ามาแล้ว!”

             

            ทันทีที่เสียงทุ้มเล็กของเด็กน้อยดังขึ้นเสียงตะโกนให้ปรากฎตัวก็ค่อยๆ แผ่วลง

             

            “ปราณ...ข้าขอท้าประลองกับเจ้า”

             

            พิมพ์ลภัสชี้ไปที่ปราณขณะเดินลงมา

             

            “เจ้าหายไปนาน คิดว่าเป็นพวกหลอกลวง...ดีที่กล้าปรากฎตัว”พิมพ์ลภัสยืนกอดอกดั่งผู้มีชัย

             

            “ที่ข้าท้าประลองเพราะข้าและทุกคนในที่นี้ไม่เชื่อว่าเจ้ามีพลังขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12มันจะต้องเป็นมายากลที่เจ้าใช้ฝึกฝนเพื่อมาหลอกพวกเราเพื่อที่จะได้เข้าเรียนในโรงเรียนอย่างแน่นอนดังนั้น...ข้าขอท้าประลองเพื่อพิสูจน์ความจริง!!!”

            “ฮ่าๆๆๆก็ได้...ข้ารับคำท้าเจ้า...ข้าจะได้ถือโอกาสนี้แก้มือจากปรมาจารย์เศก เมฆมรกตที่เคยลอบสังหารข้า ในขณะที่ข้าเดินทางมายังเมืองอโยดา!!!”

             

            ปราณชี้หน้าคืนแววตาฉายโรจน์ดุดัน กล่าวเสียงดังกว่าปกติจนได้ยินกันทั่ว

             

            “ลอบสังหาร!!!...ปราณถูกลอบสังหาร!!!”

             

            “เขาว่า...ถูกปรมาจารย์เศก เมฆมรกต ลอบสังหาร”

             

            “ปรมาจารย์เศก ปะปะเป็นท่านลุงของพิมพ์ลภัสนี่!!!”

             

            “ทำไมคนสกุลนี้ถึงได้หยาบช้ายิ่งนักเนี่ย!!!”

             

            เสียงพูดอื้ออึงลั่นอาคารจากแค่การท้าประลองในหมู่นักฌานยุทธ์กลับยกระดับกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาเสียแล้ว

             

            ผู้คนเริ่มถกเถียงหลายคนรู้จักชื่อของปรมาจารย์เศก เมฆมรกตเพราะต่างรู้ดีว่าเขาเป็นนักฌานยุทธ์ฝีมือดี แต่จิตใจอำมหิตสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น เพียงเพราะต้องการพัฒนาวิชาของตัวเองและปรารถนาที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินจนถูกพลังมารครอบครองจิตใจไปทั้งหมด

             

            เศกเมฆมรกต เป็นรอยด่างของสกุล ที่ไม่มีใครอยากจะพูดถึงและทุกคนก็แทบจะลืมไปแล้วว่ามีบุคคลชื่อนี้อยู่ในแวดวงนักฌานยุทธ์ แต่แล้ววันนี้ปราณกลับเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

             

            “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร บาดหมางเรื่องใดกับข้าแต่ในเมื่อเจ้ามีชื่อสกุลเดียวกับเขา ดังนั้นเจ้าน่าจะต้องรู้จักเขาอย่างแน่นอน”

             

            พิมพ์ลภัสเจ็บแสบดั่งถูกมือหนักๆตบอย่างแรงเข้าเต็มใบหน้าทุกคนในอาคารส่งเสียงอุทานกันจนแทบไม่เชื่อประกอบกับสิ่งที่เด็กน้อยหงส์นราพูดว่าเด็กอายุ 6-10ขวบไม่เคยผ่านการต่อสู้อย่างแท้จริงมาก่อน น่าจะใช้ไม่ได้กับปราณเสียแล้ว

             

            เมื่อพิมพ์ลภัสได้ยินชื่อของเศก เมฆมรกต ก็ทำเอาเธอแทบจะเป็นลม เขากับปราณไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแล้วปราณเอาชื่อนี้มาจากไหน ทั้งชื่อ สกุล ระดับฌานยุทธ์ จะว่าเป็นการพูดเพื่อให้เธอตกใจเสียขวัญ ก็ไม่น่าจะใช่แน่ๆ

             

            ปราณเห็นอาการไปไม่เป็นของพิมพ์ลภัสใบหน้าและริมฝีปากเริ่มซีดอย่างเห็นได้ชัด มือไม้สั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความกลัวแต่เป็นความตกใจและยิ่งแค้นเคืองซึ่งมันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ปราณได้รับจากญาติของพิมพ์ลภัสที่ทำกับเขา

             

            ปราณมิได้หวังจะเอาคืนใดๆเมื่อเขายอมสละตำแหน่งสำคัญนั้น เพื่อเป็นนักเรียนธรรมดาๆ ชั้นปีที่หนึ่งพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาความบาดหมางระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องและคณาจารย์ทั้งยังเป็นการรักษามิตรภาพแต่พิมพ์ลภัสยังมองไม่ออกกลับแสดงกิริยาดูถูกเหยียดหยาม 

             

            เขาเดาเรื่องออกทุกอย่างรุ่นพี่สาวคนนี้กับเด็กสาวหงส์นรา คงไม่พอใจกับการบรรลุขั้นลหุยุทธ์ของเขาอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นเหตุการณ์ท้าประลองแบบจวนตัวขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

             

            แม้ปราณจะผ่านการต่อสู้มาไม่มากเท่าไหร่แต่กิริยาอาการแบบนี้ มีหรือที่เขาจะอ่านไม่ออก เมื่อเห็นดังนั้นแล้วปราณจึงจำเป็นต้องขยี้ต่อไป เพื่อแสดงว่าเขามิได้เกรงกลัวพิมพ์ลภัสและพลังฌานลหุยุทธ์ระดับ16 แต่อย่างใด

             

            และในขณะนี้เขาได้เรียนรู้วิธีการปล่อยพลังหมัดที่สมบูรณ์แบบจากท่านพ่อดังนั้น ความมั่นใจในพลังหมัดที่เขามีอยู่แล้วกลับยิ่งมีเพิ่มมากกว่าเดิมหลายเท่านัก

             

            ‘พิมพ์ลภัสแค่ระดับ 16 พอๆ กับวิทยาไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของข้า ในเมื่อข้าอยู่เฉยๆ แต่พวกเจ้าเข้ามายุ่งกับข้าข้าก็จำเป็นต้องสั่งสอนพวกเจ้าเสียบ้าง’

             

            “ก่อนหน้าที่ข้าจะมาถึงเมืองอโยดาถูกลอบสังหารถึงสองครั้งและครั้งที่รุนแรงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็คือครั้งที่ปรมาจารย์เศก เมฆมรกต ชายสวมหน้ากากขาวดวงตาสีเขียวมรกตและชุดสีขาวมีผ้าคลุมครึ่งต้นขา ข้าจำภาพคนลอบสังหารข้าได้ติดตา มิลืมเลือนซ้ำยังประกาศบอกว่า ถ้าข้าตายจะได้ไปบอกพญายมว่า ถูกฆ่าโดยปรมาจารย์เศก เมฆมรกตฌานยุทธ์พยัคฆ์มรกต ระดับ 45 ข้าจำประโยคนี้ได้แม่นยำนักโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์ทำให้ข้ารอดตายมายืนอยู่ต่อหน้าพวกเจ้าได้”

             

           ไม่ใช่แค่การขยี้แต่มันคือการประจานความชั่วช้าของปรมาจารย์เศกให้ผู้ชมได้รับรู้ปราณเล่าได้ถูกต้องชัดเจน แม้กระทั่งการแต่งกายและระดับพลังยุทธ์

     

           “พอเถอะ...พอเถอะ...พอได้แล้ว...พอ”

     

           พิมพ์ลภัสเอามือปิดหน้า ทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นเพื่อนร่วมรุ่น เข้ามาประคองร่างของเธอนี่สิ่งที่เธอสร้างมากำลังพังครืนลงอย่างนั้นเชียวหรือเจ้าเด็กคนนี้เคยประมือกับลุงของเขาแล้วจริงๆ สินะ

     

           “เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์....เทพยุทธ์ตำนานปรากฏตัวไปช่วยปราณหรือนั่น”

     

           “มะมะไม่น่าเชื่อ เด็กน้อยแค่ 6 ขวบแต่เจอะเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมายในขณะที่พวกเรายังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย”

     

           “ไม่น่าเป็นไปได้เลย ทุกอย่างที่ปราณพูดและพบเจอมันเป็นเพียงเรื่องเล่าแทบทั้งนั้น เขาเจอจริงๆ หรือเนี่ย???”

     

           ผู้คนในอาณาจักรต่างได้ยินนามของเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์มา20 กว่าปี แล้วจู่ๆ เขาก็หายไปจากโลกของฌานยุทธ์ย่อมทำให้ผู้คนที่ได้ยินชื่อก็ขนหัวลุกกันทั้งนั้น

     

            เพราะการเข้าถึงฌานขั้นเทพยุทธ์ไม่ใช่เรื่องง่ายแค่ออกแรงดีดนิ้วเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บได้ภายในพริบตานักฌานยุทธ์ย่อมหวาดผวากับชื่อนี้ทั้งนั้น

             

           โดยเฉพาะกับองค์ชายนาคินทร์และองค์หญิงมุจรินทร์ที่มีฌานยุทธ์พญานาคแค่ได้ยินชื่อก็ยังตัวสั่นเบาๆเพราะพลังฌานของพญานาคย่อมแพ้ทางของพญาครุฑอย่างมิต้องสงสัย  

     

            ยิ่งนึกพิมพ์ลภัสยิ่งใจฝ่อหรือการที่ปราณบรรลุขั้นลหุยุทธ์จะเป็นเรื่องจริงเสียแล้วเธอกลายเป็นสาวน้อยไร้ความมั่นใจไปอย่างถนัดตา บรรยากาศ ณ เพลานี้ยากที่ใครจะปรับเปลี่ยนอารมณ์

             

            แม้กระทั่งท่านผอ.ที่จะต้องทำหน้าที่คัดเลือกต่อไป ก็ยังไม่สามารถทำได้

             

            ปราณหันมองผู้ชมปลดปล่อยพลังฌานผ่านเสียงพูด ทำให้กลายเป็นเสียงที่ดังก้องกังวานปะทะผิวกายพลันเกิดอาการสะดุ้งขนลุกเกรียวโดยไม่ทราบสาเหตุ

             

            “เมื่อรุ่นพี่พิมพ์ลภัส เมฆมรกต ท้าข้าประลองข้าก็ขอรับคำท้านี้...และถ้ารุ่นพี่ท่านใด ยังสงสัยว่าข้าอยู่ในขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12 จริงหรือไม่? ข้ายินดีแลกเปลี่ยนฌานยุทธ์กับท่านพี่คนอื่นๆด้วยเช่นกัน!”

             

            ปราณไม่ได้ท้าประลองแค่พิมพ์ลภัสแต่เพียงผู้เดียวแต่อาจหาญท้าประลองรุ่นพี่อีกหลายคนที่เขาสังเกตแล้วว่ามีสายตาชิงชังและเหยียดหยามในตัวเขา

             

            เมื่อพิมพ์ลภัสมีระดับสูงสุดอยู่ที่16 กำลังจะก้าวขึ้นระดับ 17 จริง ตามที่ท่านผอ. ได้แนะนำตัวนั่นก็หมายความว่า รุ่นพี่คนอื่นๆ มีระดับพลังไม่ถึง 16การคิดจะต่อสู้กับเขา คงเกิดขึ้นยาก นอกเสียจากอยากมีผู้ทดลอง

             

            ‘คำว่าไอ้ขี้แพ้ จะไม่เกิดขึ้นกับข้าอีกเป็นครั้งที่สอง’

             

            “มะมะมะมะ...ไม่ใช่แค่ท้าประลองกับพิมพ์ลภัสเท่านั้นครับ... ตะตะตะแต่เขาขอท้าประลองกับรุ่นพี่ปีสองที่ไม่เชื่อในตัวเขา....โอ้ยยยยยอะไรกันเนี่ย??? ทำไมถึงกลับตาลปัตรกันเช่นนี้ไปได้”

             

            ท่านผอ.เบิกตาโต พูดติดๆ ขัดๆ พลางซับเหงื่อด้วยความตื่นเต้น

            ผู้ชมต่างทึ่งในการพูดการให้เหตุผลและรายละเอียดต่างๆ จนผู้ชมจำนวนมาก เชื่อแล้วว่าพลังฌานยุทธ์ที่ปราณมีเป็นพลังจากตัวของเขาอย่างแท้จริง 

             

            “ข้า...ปราณโอฬารปฐพี บุตรของนายช่างปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณ ขอใช้เกียรติของสกุลโอฬารปฐพีเป็นการยืนยันว่าพลังฌานขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 12 เป็นพลังฌานของข้าอย่างแท้จริงมิใช่การแสดงมายากลหรือสร้างขึ้นเพียงเพื่อต้องการมาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้”

             

            ปราณกวาดตามองทั่วห้องด้วยแววตาจริงจังดั่งไม่ใช่เด็ก6 ขวบ แล้วค่อยหันไปเผชิญหน้ากับพิมพ์ลภัสที่กำลังโกรธจนหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก

             

            “เพื่อให้เป็นการประลองที่จริงจัง ไม่ต้องออมมือข้าขอเดิมพันสักเล็กน้อย....ถ้าข้าแพ้ในการประลองข้าจะไม่ขอเข้ามาย่างกรายที่โรงเรียนมหรรณพาลัยอีกต่อไปแต่ถ้าหากข้าชนะ....”

             

            ปราณเงียบแล้วหันมองพิมพ์ลภัสก่อนจะกดดันด้วยการเงียบไปอีกระยะ จนผู้ชมทั้งห้องต่างก็เงียบอย่างตั้งใจฟัง นับเป็นการสร้างความกดดันได้อย่างดียิ่ง

             

            ใครจะเชื่อว่าลีลาท่าทางการเจรจาต่อรองของเด็ก 6 ขวบ จะสามารถสะกดทุกสายตาได้ถึงเพียงนี้

             

    สายตาทุกคู่ล้วนจ้องมองเด็กชายกลางลานประลองที่ยืนด้วยท่าทางองอาจ งามสง่ายิ่งกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันปราณถอนหายใจก่อนจะพูดเน้นหนักในแบบที่ไม่มีใครกล้าท้าทายแต่เป็นน้ำเสียงของการเย้ยหยัน

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน