ตอนที่ 2
“คุณหนูรองสกุลเว่ย นามซูฮวา รูปโฉมงดงามเป็เอก กิริยามารยาทอ่อนหวานเรียบร้อย เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม แต่งตั้งเป็สนมขั้นสามชั้นตรี ตำแหน่ง ไฉเหริน”
“หม่อมฉันน้อมรับพระราชโองการ ขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
“พระสนมช่างงดงามสมคำร่ำลือ พรุ่งนี้ข้าจะมารับด้วยตัวเองนะขอรับ” จวงกงกงว่าแล้วก็โค้งตัวขึ้นรถม้ากลับวังหลวงในทันที
จวงกงกงจากไปเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูก็แยกย้าย เกิดความเงียบในจวนตระกูลเว่ยด้วยมิมีผู้ใดคาดการณ์ว่าฮ่องเต้จะมีราชโองการเรียกเว่ยซูฮวาเข้าวัง เหรินฮูหยินถอนหายใจออกมาอย่างนึกเสียดาย “เื่ของสองตระกูลคงต้องยกเลิก”
เว่ยฮูหยินกำมือแน่นอย่างอดกลั้น หมดกัน หมดสิ้นแผนการของนาง ! “คงต้องเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ ข้าต้องขออภัยจริง ๆ นะเ้าคะ”
“เฮ้อ” แม้จะเสียดายในความงามของว่าที่คู่หมั้นมากเพียงไหน แต่คุณชายใหญ่เหรินก็ทำได้เพียงถอดใจ หญิงงามกับบัลลังก์ย่อมเป็ของคู่กัน ขุนนางเช่นเขาจะทำอันใดได้
เมื่อตระกูลเหรินจากไป ฮูหยินใหญ่ก็ลากตัวเว่ยซูลี่กลับเรือนทันที คงจะกลัวว่าบุตรสาวที่ได้ชื่อว่าเป็คุณหนูที่เรียบร้อยอ่อนหวานเผลอทำกิริยาไม่สมควรออกมากระมัง เอาเถิด จะกรีดร้องเสียสติอย่างไรก็หาใช่เื่ของนาง
เว่ยซูฮวาได้แต่ถอนหายใจขณะเดินกลับเรือนของตน นี่มันประตูหน้าเป็เสือเข้าสู้ ประตูหลังเป็หมาป่าเข้าราวี [1]ไม่สิต้องบอกว่า ประตูหน้าเป็เสือเข้าสู้ ประตูหลังเป็ัเข้าราวีชัด ๆ ! เช่นนี้แผนการที่จะหนีไปท่องใต้หล้าของนางก็คงจะยากขึ้นเป็ร้อยเป็พันเท่า หรืออาจจะไม่มีทางเป็ไปได้เลยกระมัง นี่นางจะต้องถูกขังตายอยู่ในวังหลังจริง ๆ หรือ
“คุณหนู” ถิงถิงที่แม้จะปรารถนาให้คุณหนูของตนได้แต่งให้กับบุรุษผู้มากความสามารถและเพียบพร้อมไปด้วยอำนาจ เงินทองทรัพย์สิน แต่ได้แต่งให้กับฮ่องเต้ก็ดูจะมากเกินไปกระมัง มากไปจนมิใช่เื่ดี
“เฮ้อ พวกเ้าออกไปก่อนเถิด” เว่ยซูฮวาโบกมือไล่เอินเอินและถิงถิง นาง้าอยู่คนเดียว ้าทบทวนวางแผนชีวิตของตัวเอง
เท่าที่นางรู้อู๋ตี้ฮ่องเต้มีพระชนมพรรษายี่สิบสามพรรษา ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษาได้สิบแปดพรรษา อันที่จริงนางก็พอจะเดาได้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงเรียกนางเข้าวัง แม้พระองค์จะขึ้นครองราชย์มาได้กว่าห้าปีแล้วแต่พระราชอำนาจก็ยังไม่สามารถเอาคืนมาจากเหล่าขุนนางได้ทั้งหมด พระองค์จึงจำเป็ต้องรับบรรดาบุตรสาวของเหล่าขุนนางคนสำคัญเข้าวัง ซึ่งตระกูลใหญ่ ๆ พระองค์ก็ทรงเรียกเข้าวังจนหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ตระกูลเว่ย คราแรกนางนึกว่าตนนั้นจะรอดด้วยเห็นว่าเมื่อคราที่นางเข้าพิธีปักปิ่น องค์ฮ่องเต้ทรงหาได้มีราชโองการเรียกตัวนางเข้าวัง นางจึงวางใจคิดว่าตนเองนั้นคงรอดพ้นแล้วเป็แน่ แต่ที่ไหนได้ !
“ขอเอาหัวโขกโต๊ะตายได้หรือไม่!” แล้วฮ่องเต้ก็ช่างรู้ดีเสียเหลือเกิน เรียกนางเข้าวังรวดเร็วปานนั้นมิคิดจะให้เวลานางวางแผนรับมือ เตรียมตัวเตรียมใจเลยหรืออย่างไร “ศิษย์พี่ทั้งหลายพวกท่านหายไปที่ใด ศิษย์น้องเล็กของพวกท่านกำลังจะเดินเข้าขุมนรกนะ!”
ณ เวลานี้เว่ยซูฮวาได้แต่ตัดพ้อบรรดาศิษย์ของตนที่ไม่โผล่มาช่วยเหลือเหมือนอย่างที่อาจารย์หญิงบอกกล่าว
“คุณหนูเ้าคะ ได้เวลาเตรียมตัวแล้วเ้าค่ะ” เสียงเอินเอินที่มาพร้อมกับแรงเขย่า ก็ทำให้เว่ยซูฮวาที่กำลังเคลิ้บเคลิ้มอยู่ในห้วงแห่งความฝันต้องสะดุ้งตื่น
“อื้มมมม อ๊ะ” นี่นางเผลอหลับไปที่โต๊ะทำงานหรือเนี่ย เมื่อวานหลังจากที่นางเครียดเื่ราชโองการ ตัดพ้อต่อโชคชะตาชีวิตและศิษย์พี่ทั้งหลายจนเป็ที่พอใจ นางก็เอาบรรดาหนังสือกลยุทธ์ การปกครองต่าง ๆ ออกมาทบทวน เป็การเตรียมความพร้อมก่อนที่จะต้องเข้าวังไป
แม้จะไม่รู้ว่าพอเข้าวังแล้วนางจะวางตัวเป็หญิงโง่งมหรือเก่งกาจดีกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีคนมุ่งร้ายมาที่นางผู้เป็ถึงบุตรสาวของต้าเจียงจวินผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่เป็แน่ ตำแหน่งไฉเหรินหากเทียบกับอำนาจของตระกูลแล้วดูจะเล็กเกินไป แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาจนพาให้ผู้อื่นเขม่นหมั่นไส้
เว่ยซูฮวาถูกสองสาวใช้ขัดสีฉวีวรรณ มาดว่าหากขัดมากกว่านี้อีกสักหน่อยเนื้อของนางคงยุ่ยติดมือของทั้งสองไปเสียแล้ว เข้ายามเฉิน ขบวนขันทีของจวงกงกงก็มารับนางที่หน้าจวนสกุลเว่ย ใบหน้าเหล่าภรรยาของบิดาก็มืดครึ้มราวกับถูกบังคับให้กินหวงเหลียง ความอิจฉาริษยาแผ่ซ่านจนปิดไม่มิด แต่จะมีผู้ใดอิจฉาริษยานางไปมากกว่าเว่ยซูลี่น้องสี่เห็นจะมิมี เว่ยซูลี่มองนางด้วยแววตาแดงก่ำเคียดแค้น หากทำได้ก็คงอยากจะเข้ามาฉีกกระชากเนื้อของนางออกเป็ชิ้น ๆ
เ้าไร้วาสนาแล้วจะโทษข้าได้อย่างไรกัน เอาเถิด อย่างน้อยการเข้าวังในครั้งนี้ก็ทำให้บรรดาแม่เลี้ยงของนาง อิจฉาริษยาจนแทบจะอกแตกตาย นับว่าเป็รางวัลที่ทำให้นางรู้สึกมีความสุขก็แล้วกัน
เมื่อนางเดินทางมาถึงวังหลวงของแคว้นต้าหลี่ จวงกงกงก็ส่งนางไปให้เหล่ากูกูทั้งหลายอบรมสั่งสอนั้แ่การวางตัวไปจนถึงการเข้าหอ เหล่ากูกูอบรมนางอย่างเข้มข้นแต่ก็เพียงวันนี้วันเดียวเท่านั้น ด้วยจวงกงกงและหัวหน้ากูกูเห็นว่านางเป็ถึงคุณหนูตระกูลใหญ่กิริยามารยาทย่อมได้รับการอบรมสั่งสอนมาั้แ่เด็กอยู่แล้ว ซึ่งนางก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวังแต่อย่างใด แน่นอนว่าเว่ยซูฮวาก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการจำและเรียนรู้กฎระเบียบเหล่านี้ เพราะนางไม่้าที่จะกลับมาถูกอบรมอีกครั้ง แค่ครั้งเดียวก็เกินพอสำหรับหญิงสาวเช่นนาง
เว่ยซูฮวาหาใช่หญิงสาวผู้เรียบร้อยดั่งเช่นที่ใคร ๆ คิด นางไม่สามารถทนทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ ได้นาน ๆ ทั้งนางยังเติบโตท่ามกลางบิดา พี่ชาย น้องชาย รวมทั้งเหล่าศิษย์พี่ชายทั้งหลาย หากมิใช่เป็เพราะอาจารย์หญิงมาดว่าทุกวันนี้นางคงจะถือดาบวิ่งเข้าสู่สนามรบกับบิดาเสียแล้ว
“นี่คือตำหนักของพระสนมเ้าค่ะ” นางกำนัลพาเว่ยซูฮวา เอินเอิน และถิงถิงมาส่งถึงตำหนักฝ่ายใน ตำหนักนี้มีชื่อว่า เหลียนฮวา ด้วยอยู่ใกล้กับสระบัวขนาดใหญ่ ตำแหน่งที่ตั้งของตำหนักนั้นค่อนข้างดี ตัวตำหนักไม่ได้ยิ่งใหญ่โอ่อ่าแต่ก็ไม่เล็กจนเกินไป อันที่จริงแล้วด้วยตำแหน่งไฉเหรินนางจะต้องอาศัยอยู่กับสนมในตำแหน่งเดียวกัน ทว่าตอนนี้นางสนมที่อยู่ภายในวังหลวงไม่ได้มีมากมาย ทำให้ตอนนี้เหล่านางสนมสามารถอยู่หนึ่งตำหนักหนึ่งคนได้
นางหันไปพยักหน้าให้เอินเอินมอบถุงเงินให้แก่นางกำนัลผู้นั้น แล้วก็ก้าวเท้าเข้าไปในตำหนัก ภายในตกแต่งเรียบง่ายลงตัว สิ่งของจำเป็ทุกอย่างถูกจัดเรียงเข้าที่เข้าทางเป็ที่เรียบร้อยดี เว่ยซูฮวาค่อนข้างจะพึงพอใจในตำหนักของตัวเอง เอินเอินและถิงถิงก็จัดการเก็บข้าวของของที่นางนำมาจากจวน เว่ยซูฮวาเอนกายพักผ่อนไม่เท่าไหร่ขันทีตำหนักใหญ่ก็มาแจ้งว่าฮ่องเต้จะเสด็จในคืนนี้
นี่พระองค์จะไม่คิดให้นางพักเลยหรืออย่างไร !? มีราชโองเรียกตัวเมื่อวาน ตอนเช้ารับเข้าวังตกเย็นก็จะเข้าห้องหอแล้วหรือ นางก็รู้หรอกว่าพระองค์ยังหนุ่มยังแน่นทว่าทำเช่นนี้มิใช่กดขี่แล้วจะเรียกอย่างไร อีกทั้งนางก็ยังไม่พร้อม นางยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ!
“คุณหนู...” ถิงถิงที่เห็นใบหน้าท้อแท้ของผู้นายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเรียก
“คารวะเว่ยไฉเหรินเ้าค่ะ” ยังไม่ทันที่เว่ยซูฮวาจะส่งเสียงอันใด หัวหน้ากูกูก็นำเหล่านางกำนัลเข้ามาภายในตำหนัก แล้วลากนางไปขัดสีฉวีวรรณอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่แดนปะาในคืนนี้
เว่ยซูฮวาได้แต่กรีดร้องน้ำตาตกใน นางถูกเหล่านางกำนัลจับอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวนานกว่าหนึ่งชั่วยาม และยังไม่ทันที่นางจะได้หายใจหายคอ ขันทีตำหนักใหญ่ก็วิ่งมาแจ้งว่าขบวนเสด็จของฮ่องเต้กำลังเสด็จมาแล้ว เว่ยซูฮวาก็ถูกสองสาวใช้ลากออกมายืนรอรับฮ่องเต้ในทันใด
“ฝ่าาเสด็จ” เสียงประกาศของกงกงก็ทำให้เว่ยซูฮวาใจเต้นแรง นางยังไม่ทันได้เตรียมแผนรับมือกับการเข้าหอให้ครั้งนี้ นางยังไม่พร้อม !
แม้ใจจะคิดเช่นนั้นแต่เว่ยซูฮวาก็ยังคงรักษากิริยาท่าทางของนางได้อยู่ตลอด “หม่อมฉันเว่ยไฉเหริน ถวายพระพรฝ่าาขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปีเพคะ”
นางย่อกายทำความเคารพ องค์ฮ่องเต้ก็ยื่นมือเข้ามาประคองนาง ทั้งยังถือโอกาสโอบเอวคอดกิ่วนำพานางเข้าไปยังห้องหอโดยไม่กล่าวอันใดแม้เพียงครึ่งคำ เมื่อพระองค์ทรงไม่ตรัสอันใด เว่ยซูฮวาก็ไม่กล้าพูดอันใดเช่นกัน นางได้แต่เดินก้มหน้ามองพระบาท ในสมองก็ใคร่ครวญคิดหาแผนการเอาตัวรอด แต่ความหวังก็ช่างริบรี่นัก
อู๋ตี้ฮ่องเต้มองหญิงงามในอ้อมพระอุราที่ทำตัวแข็งทื่อก็ให้ยกยิ้มบาง ๆ อย่างพออกพอใจ โบกพระหัตถ์ไล่เหล่าข้ารับใช้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน “มิน่าเชื่อว่าเด็กขี้แยจะโตมาเป็โฉมสะคราญเยี่ยงนี้”
น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคย ถ้อยคำที่แสนคุ้นหูก็ทำให้เว่ยซูฮวารีบเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความใ นางตบหน้าของตัวเองเป็การเรียกสติแล้วเอ่ยออกถามด้วยใบหน้าไม่แน่ใจ “ศิษย์พี่ใหญ่?”
อู๋ตี้ฮ่องเต้หรือก็คือหลี่หยางฮุ่ยเพียงยกยิ้มมองใบหน้าที่แสดงสีหน้าโง่งมออกมาอย่างเอื้อเอ็นดู
เว่ยซูฮวาเดินวนรอบอีกฝ่ายอย่าง้าพินิจพิจารณาว่าใช่ศิษย์พี่ของตนแน่หรือ “ศิษย์พี่ใหญ่จริงหรือ”
“หากมิใช่ศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าแล้วจะเป็ผู้ใดได้” หลี่หยางฮุ่ยดีดหน้าผากมนอย่างมันเขี้ยว ไม่เจอกันเพียงห้าปีนางเติบโตถึงเพียงนี้
เว่ยซูฮวาจับหน้าผากมนแล้วบอกกับตนเองว่านี่หาใช่ความฝัน ภาพหลอน หรือผี แต่นี่คือศิษย์พี่ตัวจริงเสียงจริงของนาง คิดได้ดังนั้นใบหน้างามก็เผยรอยยิ้มกว้างดวงตาเป็ประกายยิ่งกว่าดวงดารา แล้วะโเข้าใส่ผู้เป็ศิษย์พี่ของตนทันที
“ฮือ ฮวาเอ๋อร์คิดถึงศิษย์พี่ใหญ่มากเ้าค่ะ ฮวาเอ๋อร์คิดว่าศิษย์พี่จะไม่มาช่วยฮวาเอ๋อร์แล้วเ้าค่ะ คิดว่าจะต้องแต่งให้กับบุรุษที่ไหนก็ไม่รู้ คิดว่าจะต้องถูกบังคับฝืนใจให้เข้าหอ คิดว่าจะต้องถูกสตรีในวังหลังฉีกกระชากร่างหัวไปทางตัวไปทางแล้วเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวากอดศิษย์พี่ของตนแน่น
ั้แ่ที่นางขึ้นเขากราบเป็ศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้งสอง เป็ศิษย์น้องเล็กของเหล่าศิษย์พี่ พวกเขาก็ดูแลปกป้องนางเป็อย่างดี โดยเฉพาะศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ว่านางจะร้องไห้เพราะคิดถึงท่านแม่ ร้องไห้เพราะกลัวเสียงฟ้าผ่า หรือตอนที่ท่านอาจารย์ดุนาง ศิษย์พี่ใหญ่ก็จะคอยดูแลปลอบประโลมนางอยู่เสมอ นางจึงติดเขามาก คราที่ศิษย์พี่ใหญ่ต้องลงจากเขา นางก็เกาะขาเขาแน่นร้องไห้ไม่ยินยอมให้เขาจากมา จนศิษย์พี่ต้องรับปากเป็มั่นเป็เหมาะว่าจะเขียนจดหมายมาหานางบ่อย ๆ
หลี่หยางฮุ่ยรับร่างแน่งน้อยกอดนางไว้ในอ้อมอก แม้จะขบขันกับคำพูดเกินจริงของนางอยู่บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขายินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้กลับมาพบเจอนางอีกครั้ง ได้กอดร่างแน่งน้อยไว้ในอ้อมแขนเช่นคราที่ยังอาศัยอยู่บนเขาซานชิง
“ว่าแต่เหตุใดศิษย์พี่ถึงเป็ฮ่องเต้ได้ ขโมยมาหรือเ้าคะ” เว่ยซูฮวาระงับสติของตนได้ก็เอ่ยปากถามแต่ก็ยังมิวายเหน็บแนมผู้เป็ศิษย์พี่ ตลอดระยะเวลากว่าห้าปีศิษย์พี่เพียงบอกกล่าวว่าเขายุ่งอยู่กับงานของตระกูล ไม่เคยบอกนางเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเขาเป็ถึงฮ่องแต้แห่งแคว้น !
“แสนงอนจริงนะเ้า” หลี่หยางฮุ่ยดึงจมูกของนางอย่างมันเขี้ยว
“เจ็บนะเ้าคะ!” เว่ยซูฮวาจับจมูก ทำปากยื่นปากยาว “ในเมื่อศิษย์พี่เป็ถึงฮ่องเต้ ก็ทำเช่นไรก็ได้ให้ฮวาเอ๋อร์ออกไปจากวังหน่อยนะเ้าคะ ฮวาเอ๋อร์อยากท่องเที่ยวไปใต้หล้า”
เว่ยซูฮวากอดแขนศิษย์พี่อย่างออดอ้อน หากเป็ศิษย์พี่เขาจะต้องช่วยให้นางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้แน่ ๆ
แววตารู้สึกผิดปรากฏขึ้นอยู่ในดวงตาคู่คมเพียงพริบตาก็ถูกแทนที่ด้วยแววตาเ้าเล่ห์ “พี่มีบางสิ่งจะให้เ้าช่วย หากสำเร็จเ้าก็สามารถออกไปท่องใต้หล้าได้อย่างใจหวัง”
“อันใดหรือเ้าคะ”
“เ้าคงจะพอรู้อยู่บ้างว่าเพื่อให้ราชสำนักมั่นคง พี่จึงจำเป็จะต้องรับสตรีมากอำนาจทั้งหลายเข้าวัง” เมื่อเห็นศิษย์น้องน้อยของตนพยักหน้า หลี่หยางฮุ่ยก็กล่าวต่อ “และด้วยความที่พวกนางแต่ละคนล้วนมาจากตระกูลใหญ่ มากด้วยอำนาจทำให้มีเื่ไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะตระกูลฮองเฮาที่มีอำนาจมากเกินไป พี่จึงอยากให้เ้าช่วยเป็หูเป็ตาให้พี่ เมื่อใดที่พี่สามารถจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางกว่าที่เป็อยู่ รวมทั้งรวบรวมอำนาจทุกอย่างมาไว้ในมือได้ เมื่อนั้นเ้าก็จะสามารถออกไปท่องใต้หล้าได้ ว่าอย่างไรเ้าจะช่วยเหลือศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ได้หรือไม่”
เว่ยซูฮวาคิดใคร่ครวญก็เข้าใจในความยากลำบากของศิษย์พี่ ไทเฮาองค์ปัจจุบันหาใช่มารดาแท้ ๆ ของอู๋ตี้ฮ่องเต้ และพระนางก็เป็ผู้เลือกหลานสาวจากตระกูลของตนขึ้นเป็ฮองเฮา ทำให้ฮ่องเต้ต้องนำสตรีนางอื่นขึ้นมาคานอำนาจ เบื้องหน้าระวังขุนนางเื้ัยังต้องระวังภรรยาของตน เป็ศิษย์พี่ใหญ่ช่างน่าสงสาร
“เ้าไม่ต้องทำอันใดมากเพียงอาศัยอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่จำเป็จะต้องทำตัวให้โดดเด่นเพียงคอยสังเกตพวกนางเท่านั้นพอ” หลี่หยางฮุ่ยที่เห็นสายตาใคร่ครวญของนางก็รีบเอ่ยบอก
“ไม่เ้าค่ะ” เว่ยซูฮวาส่ายหน้า “ฮวาเอ๋อร์ตกลงจะช่วยศิษย์พี่ใหญ่ แต่จะไม่ยอมเป็เพียงนางสนมชั้นต่ำผู้สงบเสงี่ยม ฮวาเอ๋อร์จะปั่นป่วนวังหลังของท่านให้ลุกเป็ไฟไปเลยเ้าค่ะ!” หากมัวแต่เฝ้ามองอยู่ในที่เงียบกว่าพวกนางจะลงมือเปิดเผยธาตุแท้คงต้องใช้เวลา มิสู้ทำให้ตัวเองตกเป็เป้าล่อให้พวกนางลงมือเลยยังดีเสียกว่า ทั้งเว่ยซูฮวายังมีฮ่องเต้ให้ท้ายจะยังต้องกลัวอันใดอีก
เห็นสายตาวิบวับเ้าเล่ห์ชั่วร้ายของศิษย์ผู้น้อง หลี่หยางฮุ่ยก็ยกยิ้มออกมาอย่างดีใจ นางจะปั่นป่วนวังหลัง จะทำให้วังหลังลุกเป็ไฟเช่นไรก็ทำเถิด “เ้าอยากทำอันใดก็ได้เต็มที่ หาก้าให้พี่ร่วมมือทำสิ่งใดก็ขอให้บอกกล่าว”
หลี่หยางฮุ่ยกล่าว เดินไปนั่งอยู่ที่เตียงรินน้ำชาส่งให้เว่ยซูฮวาและตัวเองได้ดื่ม
“ศิษย์พี่ไม่ต้องทำอันใดมากเ้าค่ะ เพียงโปรดปรานฮวาเอ๋อร์มาก ๆ ก็พอ !” เว่ยซูฮวารับน้ำชามาจิบแล้วกล่าวออกมาอย่างซุกซนระคนเ้าเล่ห์
“แค๊ก แค๊ก ๆ” ได้ยินคำกล่าวของนาง หลี่หยางฮุ่ยก็สำลักน้ำชาในทันที ความคิดที่ปรากฏขึ้นในหัวนั้นหาใช่ความคิดที่ดีแม้แต่น้อย !
“ศิษย์พี่จะต้องโปรดปรานฮวาเอ๋อร์ อื้ม เอาถึงขั้นลุ่มหลงไม่ลืมหูลืมตาเลยดีกว่าเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวาหาได้สนใจใบหน้าแดงก่ำที่ลามไปยันหูของผู้เป็ฮ่องเต้ไม่ นางยังคงกล่าวถึงสิ่งที่ตัวเอง้า “ฮวาเอ๋อร์จะเป็สนมชั่วผู้ทำให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงอย่างโงหัวไม่ขึ้นเลยเ้าค่ะ”
หลี่หยางฮุ่ยระงับความคิดของตนเองแล้วก็เอ่ยรับปาก ให้เขาโปรดปรานนาง ลุ่มหลงนาง เช่นนั้นก็คงง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามืออีกกระมัง
“วันนี้เ้าก็ลำบากมามากแล้ว เข้านอนเถิด” หลี่หยางฮุ่ยว่าพลางดึงปิ่นที่ปักอยู่บนผมนางออก ให้นางล้มตัวลงนอนที่เตียงทั้งยังห่มผ้าให้อย่างเบามือ
“แล้วศิษย์พี่ล่ะเ้าคะ” เว่ยซูฮวามองศิษย์พี่ใหญ่ของตนตาแป๋ว
“พอเ้าหลับอีกสักครู่พี่จึงจะออกไป” หากออกไปเร็วเกรงว่าวันพรุ่งจะมีข่าวลือว่าเขาไม่โปรดปรานนางเอาได้
“ไม่นะเ้าคะ หากศิษย์พี่ไม่นอนค้างที่นี่แล้วจะเชื่อว่าเป็ที่โปรดปรานได้อย่างไร ท่านนอนที่ตำหนักนี้นะเ้าคะ” นางเป็สนมชั่วนางต้องออดอ้อนรั้งตัวให้ฮ่องเต้อยู่กับนางทั้งคืน จะให้กลับไปก่อนไม่ได้ “ท่านนอนที่เตียงกับฮวาเอ๋อร์ก็ได้นะเ้าคะ ฮวาเอ๋อร์ไม่ว่า”
หลี่หยางฮุ่ยรีบล้มตัวนอนข้าง ๆ นางในทันที เหม่อมองเพดานห้องนอน เฝ้าบอกกับตัวเองว่านางคือศิษย์น้อง คือน้องน้อยที่ต้องดูแล แต่เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างกาย ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าของนางในยามหลับ
ช่างงดงาม ไร้เดียงสา เครื่องหน้าเหมาะเจาะลงตัว น้องน้อยที่งดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อย ๆ ในวันนั้น มาจนบัดนี้ได้เติบใหญ่เป็โฉมสะคราญล่มเมืองเสียแล้ว หากนางต้องแต่งให้ชายใด ชายผู้นั้นก็คงไม่แคล้วที่จะตกหลุมรักนาง เพียงคิดว่านางอาจจะต้องตกเป็ของชายอื่น...
ร่างแน่งน้อยพลิกกายหันมากอดร่างหนา หลี่หยางฮุ่ยก็นอนนิ่งปล่อยให้นางกอดราวกับหมอนข้างชั้นดี กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาแตะจมูกก็ทำให้เขาใจเต้นแรง อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปสูดกลิ่นหอม ลูบเรือนผมอันเงางามดุจแพรไหมของนาง กอดกระชับร่างบอบบางให้แนบชิดสนิทกาย แล้วเดินทางสู่ห้วงนิทราอย่างเป็สุข
[1] หนีเสือปะจระเข้