บทที่38
วิธีการต่อสู้ที่เจ้าเล่ห์
พวกที่อยู่บริเวณด้านหน้ากำลังตกตะลึงตาของพวกมันกำลังเต็มไปด้วยความสับสน มองเห็นบุรุษที่อยู่ด้านหน้าท้าทายพวกมันทั้ง2 เป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับก่อจิตด้วยหรือเปล่า
กำลังสับสนเป็นเพราะว่าบุรุษที่อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้มีความแข็งแกร่งที่แตกต่างออกไป
บางอย่างที่มันแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปให้พวกมันทั้ง 2 ที่กำลังยืนอยู่กำลังเต็มไปด้วยความลังเล
ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกมันทั้ง2 ที่กำลังเผชิญหน้ากับบุรุษที่อยู่บริเวณด้านหน้ารู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับท่าทางที่ท้าทายแบบนั้น
จึงอยู่ที่ว่าพวกมันที่เป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธที่มีขอบเขตอยู่ในระดับก่อจิตที่สามารถสังหารบุรุษที่อยู่ด้านหน้าได้อย่างง่ายดาย
แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างก็ไม่เห็นอยู่ล่างของสหายสองคนของมันที่โดนเล่นงานจนลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นนั้นเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีที่ทำให้พวกมันจำเป็นจะต้องหยุดคิดอย่างละเอียด
มันกำลังหยุดคิดต่อผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้มีบางอย่างที่แตกต่างออกไปแม้ว่าระดับพลังจะเห็นได้อย่างชัดเจนแต่เล่ห์กลอุบายหลายๆอย่างมันไม่ใช่ธรรมดา
ร่างกายของพวกมันทั้งสองต่างพากันหยุดนิ่งไม่มีผู้ใดกล้าขยับแม้เพียงก้าวกดดันมหาศาลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้า
มันทำให้ร่างกายของพวกมันต่างพากันแข็งทื่อไม่ขยับเลยแม้เพียงก้าวมือสังหารเหล่านี้เป็นพวกมือสังหารความคิดที่ค่อนข้างรอบคอบ
และเพราะแบบนั้นเลยทำให้พวกมันกำลังคิดหนักหลี่หยุนแสดงท่าทางท้าทายมุมปากทั้งสองข้างที่ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
เขากำลังยืนรอให้พวกมันทั้งสองเข้ามาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรงแต่เมื่อเขาเห็นว่าพวกมันร่างกายหยุดนิ่งไม่ขยับแม้เพียงก้าวเดียวเขาจึงกล่าวท้าทายออกมาอีกครั้ง
“ อ้าวว่าอย่างไรไม่ขยับแล้วอย่างนั้นหรือข้ารออยู่บริเวณด้านหน้านี่อย่างไร” หลี่หยุนท้าทายพวกมันทั้งสองด้วยถ้อยคำที่ยั่วยุ
แต่เมื่อเขาแสดงท่าทางเช่นนั้นมันยิ่งทำให้อีกฝ่ายเพิ่มการระวังตัวมากขึ้น
“ ดูเหมือนว่าพวกมันสองคนนั้นจะระวังตัวเป็นพิเศษ… ”หลี่หยุนคิดภายในใจหลังจากมองเห็นท่าทางที่อยู่บริเวณด้านหน้า
“ หรือว่าผู้ฝึกฝนระดับก่อจิตถึงสองคนจะกลัวต่อข้าจนไม่สามารถเข้ามาเล่นงานเข้าได้แล้วถ้าเป็นเช่นนี้คงจะเสียชื่อสำนักจนหมดอย่างแน่นอน…. ”
“ หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ถ้ามีชีวิตรอดไปได้ป่าวประกาศไปให้ทั่วเลยว่ามีนักฆ่าหัวเข่าถึง 4 คนที่เป็นผู้ฝึกฝนระดับพลังก่อจิตไม่กล้าเข้ามาเล่นงานข้า… ” เขาเริ่มใช้คำพูดยั่วยุด้วยคำที่ดูหนักแน่นกว่าเดิม
เมื่อเขาพูดออกไปเช่นนั้นมันเองก็ยิ่งทำให้เจ้าพวกที่อยู่บริเวณด้านหน้าเริ่มทนไม่ได้กับคำพูดของเขาตอนนี้ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความโกรธ
หลี่หยุนได้แต่แสดงรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นว่าใบหน้าของพวกมันทั้งหมดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงได้แต่พึมพำกับตนเองภายในใจ “ สำเร็จแล้ว… ”
อ๋องน้อยที่อยู่บริเวณด้านหลังมองเห็นสถานการณ์ด้านหน้าตะโกนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ เจ้าบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือพวกนั้นเป็นถึงผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับก่อจิตถึง 2คนจะเจ้าเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับต้นปราณจะชนะได้อย่างไร ”
สิ้นสุดเสียงของอ๋องน้อยเรื่องของพวกมัน 2 คนพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วดูเหมือนว่าพวกมันทั้งสองก็ได้ฟังคำยุ่งยุมาสักพัก
พวกมันเป็นถึงผู้ฝึกฝนวรยุทธที่มีระดับพลังอยู่ในระดับก่อจิตถ้าหวาดกลัวต่อผู้ที่มีระดับพลังปราณต่ำกว่าตนเองด้านหน้าเรื่องนี้เมื่อกระจายออกไปชื่อเสียงของมันและสำนักคงจะย่อยยับยั้งแน่นอน
มันพุ่งทะยานเข้ามาและก็คำรามออกมาด้วยเสียงดังลั่นว่า“ ต่อให้เจ้าใช้ลูกเล่นแบบไหน เจ้าก็ไม่มีทางรอดการโจมตีของพวกข้าไปได้ผู้ฝึกฝนลมปราณระดับต้นปราณเพียงคนเดียว อย่ามาดูถูกกัน!!!! ”
ทันใดนั้นเองเมื่อการโจมตีนั้นพุ่งเข้ามาใกล้ๆมันทั้งสองคนหนึ่งคนถืออาวุธเป็นทวนอีกหนึ่งคนถืออาวุธเป็นดาบ
การโจมตีพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วเข้าหาร่างกายของเขา
ทว่าดูมันเองก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดขึ้นมาตาของเหล่าผู้คนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ต่างพากันตกตะลึง
อ๋องน้อยหรือแม้แต่อ๋องจ้าวเจินที่เป็นผู้ปกครองดินแดนแถบนี้จ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
อาวุธทั้งสองที่ถูกปล่อยออกไปถูกหยุดเอาไว้ด้วยมือซ้ายและมือขวาของบุรุษผู้นั้น
หลี่หยุนเพียงแค่มือเปล่าเท่านั้นในการรับการโจมตีของพวกมันทั้งสองเอาไว้เขาใช้มือของตนเองรับการโจมตีของพวกมันเอาไว้พร้อมกับแสดงรอยยิ้มที่มุมปากของตนเอง
เมื่อเห็นว่าบุรุษที่อยู่ด้านหน้าหยุดการโจมตีของพวกมันได้มือสังหารทั้งสองคนตะโกนออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อด้วยถ้อยคำที่เหมือนกัน “ทำได้อย่างไรกัน!!! ”
สิ่งที่พวกมันพบเจอในตอนนี้คือผู้ที่อยู่ด้านหน้าที่มีระดับลมปราณต่ำกว่าพวกมันไม่รู้ตั้งกี่ขั้นใช้มือเปล่ารับการโจมตีของพวกมันได้อย่างง่ายดาย
ตามหลักการความเป็นจริงในหลักของผู้ฝึกฝนวรยุทธมันไม่น่าจะเป็นเช่นนี้อาวุธทั้ง 2 ที่แฝงเร้นด้วยลมปราณที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าน่าจะตัดแขนของคนผู้นั้นไปแล้ว
แต่ว่านี่อีกฝ่ายใช้มือรับได้อย่างง่ายดายแต่มุมปากทั้งสองข้างอย่างปรากฏรอยยิ้มเช่นนั้นอีก
ภายในใจของพวกมันต่างพากันพิมพ์คำว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเองเป็นปีศาจร้ายหรืออย่างไร
หลี่หยุนได้แต่ยกยิ้มที่มุมปากเมื่อเขารับการโจมตีพวกนั้นได้แล้วถึงคราวที่เขาตอบโต้กับในการดีดการโจมตีเหล่านั้นกลับไป
กำลังอันมหาศาลติดกับเพียงแค่ครั้งเดียวการโจมตีเหล่านั้นก็เดินถอยไปด้านหลังตาของพวกมันต่างพากันตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเองพบเห็น
ร่างกายค่อยๆเอนไปด้านหลังอย่างช้าๆและในขนาดนั้นเอง หลี่หยุนทำการพูดขึ้น “พวกเจ้าเป็นคนแรกเลยที่ข้าจะได้ลองใช้ความสามารถของทักษะใหม่สักหน่อย… ”
ผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเช่นนั้นพยายามจะดีดตัวหลบออกจากบริเวณนี้แล้วแรงกดดันมหาศาลก็ปลดปล่อยออกมา ความกดดันที่มากขนาดที่พวกมันไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน
แรงกดดันที่มันถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของบุรุษปริศนาที่อยู่ด้านหน้าราวกับว่ามีดวงตาที่ชั่วร้ายกำลังตึงการเคลื่อนไหวของมันเอาไว้
หลี่หยุนฝ่ามือทั้งสองข้างห่อหุ้มด้วยทักษะทะลวงมารเขาจะใช้ฝ่ามือของตนเองพรุ่งทะยานเข้าไปบริเวณหน้าอกของอีกฝ่าย
ฝ่ามือของเขาทั้งสองสัมผัสที่หน้าอกของพวกมันทั้งสองคนที่กำลังอยู่ด้านหน้าอยู่ๆผู้ฝึกฝนลมปราณระดับก่อจิตทั้งสอง พวกมันก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ
ดวงตาของพวกมันเริ่มเหลือบขึ้นไปมองบริเวณด้านบนใบหน้าเริ่มเขียวช้ำน้ำลายเริ่มไหลออกมาจากปากความเจ็บปวดแผลซ่านไปทั่วทั้งร่างกายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
จนสุดท้ายแล้วหลี่หยุนกำลังใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างสัมผัสเข้าที่หน้าอกของพวกมันเขายกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ กระชากมาร!!!! ”
“ ฉึก!!!! ” เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นสิ้นสุดเสียงนั้นวาระสุดท้ายก่อมือสังหารที่อยู่ในระดับปกติทั้งสองล้มนอนลงไปกับพื้น
ร่างกายของพวกมันกลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่ไม่ขยับแม้เพียงนิดคนพวกนั้นโดนสังหารโดยที่พวกมันไม่มีเลือดออกแม้แต่น้อย
ความประหลาดใจให้กับผู้ที่ยังคงเหลือรอดอยู่ภายในบริเวณนี้อาการของพวกเขาที่ยังคงเหลืออยู่มันปรากฏความรู้สึกหลายอย่าง
หนึ่งใจก็ปรากฏความชื่นชมในความสามารถแต่อีกหนึ่งใจเมื่อได้มองดูผู้ที่อยู่ด้านหน้ามันก็รู้สึกหวาดกลัวต่อพลัง…
หลี่หยุนสังหารพวกมันลงไปเรียบร้อยแล้วมือข้างขวาขึ้นมาสัมผัสกับใบหน้าแล้วก็พูดกับตนเองภายในใจ “ดูนี่สิสมกับเป็นร่างกายของจอมมารเลยแม้ว่าร่างกายนี้ความสามารถส่วนใหญ่จะโดนลบล้างภายในการหลอมรวมเกิดใหม่พรสวรรค์ทั้งหมดสมกับเป็นร่างกายของผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่ง ”
เขายังคงชื่นชมกับร่างกายที่เยี่ยมยอดของจอมมารแม้ว่าในตอนนี้ร่างกายของจอมมารผู้นี้มันจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนภายในนิยายที่เขาสร้างขึ้นมา
เพียงแค่พรสวรรค์ในตอนนี้มันก็ทำให้เขารู้สึกว่ามันเพียงพอแล้วกับการพัฒนาขนาดเดียวกันเขากลับรู้สึกตื่นเต้นตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการพัฒนาร่างกายนี้
เขาสามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดายโดยการใช้กลยุทธ์ที่เจ้าเล่ห์เล็กน้อย
หลังจากที่สำคัญพวกมันไปได้แล้วร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏกายออกมาจากบริเวณด้านหลังต้นไม้
เขียนเจี๋ยชายที่เป็นศิษย์ของสำนักเทพปฐพีเขาเดินออกมาด้วยใบหน้าที่เป็นกังวลแล้วก็ถามกลับหลี่หยุนว่า “เป็นอย่างไรขอรับข้าทำสำเร็จหรือไม่? ”
“ อ่า~ ทำได้ดีมากข้าสังหารพวกมันได้เพราะเจ้าโดยแท้ๆ”
ได้ยินเช่นนั้นบุรุษผู้นั้นก็แสดงใบหน้าโล่งใจ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่อ๋องจ้าวเจินยืนอยู่ด้านหน้ายกตัวของตัวเองสูงขึ้นเล็กน้อยจากนั้นก็ถามกับบุรุษปริศนาที่ปรากฏกายขึ้นมา“ เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่บุรุษหนุ่ม? ”
ชายผู้นั้นเลยถามออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจังผู้สูงศักดิ์ที่เอ่ยถามใช้ดวงตามองตรงมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนอีกฝ่ายไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรูทำให้อีกฝ่ายนั้นยังไม่สามารถวางใจ
แบบนั้นใบหน้าในตอนนี้เลยเต็มไปด้วยความตึงเครียดหลี่หยุนขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะหันตอบผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นไป “คารวะท่านอ๋อง ข้าเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์์ผู้ต่ำต้อยเท่านั้นขอรับ… ”
จบเล่ม