“นายน้อยเฟยหลงตอนนี้ท่านดังใหญ่แล้วนะท่านเจ้าเมืองประกาศขับไล่ตระกูลเหวินออกจากเมืองไผ่งามและยังยึดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเหวินให้ตกเป็นของแผ่นดินส่วนตำหนักตระกูลเหวินนั้นเจ้าเมืองยกให้กับนายน้อยเพื่อลดความโกรธของนายน้อยส่วนนักหลอมโอสถโอหยางจื่อท่านเจ้าเมืองเองก็แจ้งเรื่องไปยังตำหนักโอสถสวรรค์ในเมืองหลวงเรียบร้อยแล้วไม่นานเขาก็คงถูกลงโทษเช่นเดียวกัน”
“เจ้าเรียกข้าเหมือนเดิมเถอะเฉินคงข้ากับเจ้าเป็นเพื่อนกัน เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่านายน้อยหรอกข้าว่ามันไม่ค่อยเป็นกันเองสักเท่าไหร่ เจ้าเรียกข้าเฟยหลงเหมือนเดิมเถอะ”
“ก็ได้เฟยหลง ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าเมืองเชิญตัวเจ้าไปในเมืองพร้อมกับตระกูลเฉินของพวกเราท่านเจ้าเมืองต้องการจัดงานเลี้ยงให้กับเจ้าด้วย”
“ก็ดีเหมือนกันช่วงนี้ข้าก็ไม่รู้จะทำอะไรด้วยข้ามาคิดดูแล้วโอสถที่ข้าฝึกหลอมกลั่นมีอยู่เป็นจำนวนมากให้พวกเจ้าตระกูลเฉินเอาไปจำหน่ายก็แล้วกัน”
“เจ้าพูดจริง ๆ อย่างนั้นหรือ เจ้ารอข้าสักครู่เดี๋ยวข้ามา” เฉินคงรีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยความรวดเร็วไม่นานเขากลับมาพร้อมกับปู่ของเขา
“เฟยหลงเฉินคงบอกว่านายน้อยต้องการให้ตระกูลเฉินจำหน่ายโอสถของเจ้าเช่นนั้นหรือนายน้อยพูดจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“อ๋อข้าน้อยพูดจริง ๆ นั่นแหละท่านผู้อาวุโสโอสถที่ข้าหัดหลอมกลั่นมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับห้าข้าน้อยเก็บเอาไว้ก็คงได้ใช้จำนวนไม่มากเท่าไหร่ สู้ให้พวกท่านนำไปจำหน่ายข้าจะได้หาซื้อสมุนไพรเพื่อฝึกฝนต่อได้”
“แล้วนายน้อยมีโอสถมากแค่ไหนพวกเราจะขอซื้อเอาไว้ทั้งหมดเอง”
เฟยหลงนำโอสถทั้งหมดที่เขามีอยู่ในแหวนมิติออกมาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้ากว่าหมื่นขวดปู่ของเฉินคงเปิดฝาขวดออกดูพบว่าด้านในแต่ละขวดนั้นมีโอสถอยู่ขวดละสิบเม็ดทุกเม็ดเป็นโอสถที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนทั้งหมด
“ทั้งหมดนี้เป็นโอสถที่ข้าน้อยฝึกหลอมกลั่นพวกท่านก็ไปตรวจเช็คกันเองว่าเป็นโอสถระดับใด และพวกท่านสามารถซื้อได้ในราคาไหนหรือว่าพวกท่านจะใช้สมุนไพรมาแลกเปลี่ยนก็ได้นะท่านผู้อาวุโส”
“ข้าดูแล้วโอสถพวกนี้ตระกูลเฉินของพวกเราหากรวมทรัพย์สินทั้งหมดคงจะสามารถซื้อได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะโอสถยิ่งระดับสูงราคาก็ยิ่งแพง ข้าต้องขอโทษเนายน้อยด้วยตอนแรกข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมีโอสถมากมายถึงเพียงนี้พวกเราคงไม่สามารถซื้อเอาไว้ทั้งหมดได้จริง ๆ ”
“เช่นนั้นพวกท่านก็เอาไปขายก่อนมีเงินเมื่อไหร่พวกท่านค่อยเอาไปจ่ายให้ข้าน้อยก็ได้”
“ไม่ได้ไม่ได้เด็ดขาด นายน้อยช่วยเหลือตระกูลเฉินของเราเอาไว้ ข้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนับแต่นี้เป็นต้นไปร้านโอสถไผ่งามของพวกเราจะเป็นตัวแทนจำหน่ายโอสถของนายน้อยให้เองนายน้อยหลอมโอสถส่วนพวกเราจะเป็นคนขายให้เองส่วนแบ่งทางตระกูลเฉินของพวกเราขอเพียงแค่สองส่วนส่วนแปดส่วนนั้นเป็นของนายน้อยก็แล้วกัน”
“ไม่ได้ข้าจะเอาเปรียบพวกท่านไม่ได้ แปดส่วนมันเยอะเกินไป เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าเอาหกส่วนพวกท่านสี่ส่วน ส่วนสมุนไพรพวกท่านเป็นคนจัดหาให้ข้าน้อย ข้าน้อยเองก็มีสมุนไพรสำหรับฝึกฝนแบบนี้ท่านผู้อาวุโสคิดว่าเป็นไง”
“ตกลงเอาตามนี้ก็ได้ทางตระกูลเฉินของเราจะหาสมุนไพรให้กับนายน้อยเองทุกเดือนตระกูลเฉินจะส่งคนไปรับโอสถที่ท่านหลอมกลั่นที่สถาบันฟ้าครามเอง”
“ตกลงหากข้าน้อยติดทำภารกิจ ข้าน้อยจะแจ้งให้ท่านผู้อาวุโสทราบอีกทีส่วนตำหนักของตระกูลเหวินที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้นั้นท่านผู้อาวุโสจะดัดแปลงมันให้กลายเป็นร้านจำหน่ายโอสถก็ไม่เลวเลยนะเพราะจากที่ข้าน้อยทราบมาตำหนักของตระกูลเหวินนั้นอยู่ตรงใจกลางเมืองไผ่งามพอดี และยังเป็นแหล่งที่ผู้คนมากมายต้องผ่านอีกด้วยตอนนี้ร้านโอสถของท่านต้องเช่าคนอื่นอยู่หรือว่าเป็นพื้นที่ของตระกูลท่านเอง?”
“ตระกูลเฉินของพวกเรายังต้องเช่าที่ตรงนั้นอยู่หากนายน้อยต้องการให้พวกเราย้ายไปยังตำหนักตระกูลเหวินพวกเราก็ยินดีที่จะย้ายไป ส่วนค่าเช่านั้นพวกเราจะจ่ายให้กับนายน้อยเอง”
“ท่านไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าให้หรอกท่านผู้อาวุโสพวกเราร่วมมือกันแล้วก็เปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกันอีกอย่างข้าเองก็คงไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่ ปล่อยทิ้งร้างไว้ก็น่าเสียดายพวกท่านนำไปใช้ประโยชน์ยังจะดีเสียกว่า”
“เช่นนั้นตระกูลเฉินของพวกเราก็ยินดีย้ายร้านโอสถไผ่งามของพวกเราไปที่นั่น”
“เอาหละในเมื่อทุกอย่างตกลงกันได้แล้วท่านก็จัดการตกแต่งตำหนักตระกูลเหวินให้เป็นร้านค้าโอสถเสียส่วนโอสถพวกนี้อาจารย์ของข้าน้อยเคยกล่าวเอาไว้ว่า ของดีที่มีคุณภาพมักมีจำนวนน้อยหากมีจำนวนมากคุณค่าของมันก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นข้าน้อยจึงขอให้ท่านผู้อาวุโส จำกัดจำนวนและตั้งราคาให้เหมาะสม อย่าได้ปล่อยโอสถชนิดเดียวกันในจำนวนที่มากในคราวเดียว”
“เรื่องนี้ถึงนายน้อยไม่เตือนพวกเราก็ต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว”
“ท่านปู่ข้าเคยไปเมืองหลวงกับท่านพ่อ ที่นั่นมีโรงประมูลด้วยจะเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะเปิดโรงประมูลในร้านของเราข้าเคยเห็นตำหนักของตระกูลเหวินแล้ว มันมีพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมากและตำหนักของพวกเขาก็ใหญ่โตมาก ๆ เลยท่านปู่”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้านี่มันลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ เลยเรื่องนี้พ่อของเจ้าก็เคยพูดกับปู่เอาไว้เมื่อหลายปีก่อนเช่นกันครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเรา หากนายน้อยไม่ว่าอะไรพวกเราก็คงจัดงานประมูลขึ้นในเมืองไผ่งามนี้ได้”
“เรื่องนี้ท่านตัดสินใจได้เลย หากติดขัดเรื่องใดขอให้ท่านผู้อาวุโสบอกข้าข้าอาจจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ท่านได้”
“เรื่องการจัดการประมูลนั้นต้องขอให้นายน้อยช่วยพูดกับท่านเจ้าเมืองหากท่านเจ้าเมืองอนุญาตพวกเราก็สามารถจัดงานประมูลได้ทันที”
“ได้ข้าน้อยจะพูดกับท่านเจ้าเมืองให้เอง ข้าน้อยคิดว่าคงไม่ยากเกินไปว่าแต่ท่านเจ้าเมืองเชิญพวกเราไปงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเมื่อไหร่”
“เย็นนี้นายน้อยโปรดเตรียมตัวด้วยพวกเราจะเดินทางไปเมืองไผ่งามเพื่อร่วมงานเลี้ยงที่เจ้าเมืองจัดขึ้นในเย็นวันนี้”
เย็นวันนั้นเฟยหลงเดินทางไปยังเมืองไผ่งามพร้อมกับตระกูลเฉินเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงที่เจ้าเมืองไผ่งามเป็นคนจัดให้สำหรับเฟยหลงโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงเมืองไผ่งามพวกเขาทั้งหมดได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีตั้งแต่เข้าประตูไปเลยก็ว่าได้
เมื่อไปถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางทั้งหลายภายในเมืองต่างออกมาต้อนรับซึ่งเฟยหลงเองไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นพิธีการเขาเลยชวนเฉินคงไปหาอะไรกินกันสองคนส่วนบิดาของเฉินคงและปู่ของเฉินคงต่างได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเหล่าขุนนางทั้งหลายจนไม่มีเวลาสนใจเด็กทั้งสองคน
“เฟยหลงเจ้าดูสิมีเด็กผู้หญิงอยู่ในงานนี้ด้วยอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรา แถมนางยังน่ารักอีกด้วย”เฉินคงแอบกระซิบกับเฟยหลงเฟยหลงที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยหันไปมองเด็กสาวตัวน้อยที่เฉินคงเอ่ยเด็กหญิงคนนั้นแต่งชุดสีเหลือง หน้าตาดูน่ารักสดใสสมวัยของนาง
“จริงของเจ้านางคงเป็นลูกสาวขุนนางที่มาร่วมงานนี้กระมัง พวกเราไปทักทายนางกันเถอะยังไงในที่นี้ก็มีพวกเราแค่สามคนที่อายุไล่เลี่ยกัน”
“ได้สิบางทีพวกเราอาจจะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอีกคนก็ได้”
เฉินคงและเฟยหลงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทายเด็กหญิงคนนั้นทันที
“สวัสดีข้าชื่อเฟยหลงส่วนเพื่อนของข้าชื่อเฉินคง” เฟยหลงกล่าวทักทาย
“สวัสดีข้าชื่อ ยู่จินเชียง พวกเจ้าคงมากับตระกูลเฉินใช่ไหม”
“ใช่แล้วพวกเรามากับตระกูลเฉินส่วนเฉินคงเป็นบุตรชายของผู้นำตระกูลเฉิน”
“พวกเจ้าทานอะไรหรือยังพวกเรามานั่งโต๊ะเดียวกันก็ได้ ข้าเองก็มองหาเพื่อนร่วมโต๊ะอยู่พอดีแต่มองไปทางไหนก็มีแต่พวกผู้ใหญ่เต็มไปหมดมีแต่พวกเจ้าสองคนนี่แหละที่เป็นเด็กเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นข้าคงจะเบื่อแย่เลยงานเลี้ยงออกจะใหญ่โตแต่กลับไม่มีลูกหลานของเหล่าขุนนางมาเลยสักคนเดียว”
“เอาหละไหนๆ พวกเราก็รู้จักกันแล้ว เช่นนั้นพวกเราสองคนขอนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าก็แล้วกัน”พวกเขาทั้งสามคนคุยกันอย่างสนุกสนาน เฟยหลงและเฉินคงเล่าเรื่องต่าง ๆ นอกเมืองให้กับยู่จินเชียงฟังซึ่งยู่จินเชียงเองแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลยพลอยตื่นเต้นกับเรื่องที่ทั้งสองคนเล่าให้ฟัง”