เฟิงฉือจินได้มองตามสายตาของฮ่าวเหรินไปจนลงยังหยกขนาดเล็กรูปทรงดั่งเมล็ดถั่วมันมีแสงสว่างสีส้มของนภาที่ราวกับดวงอาทิตย์อันร้องแรงทั้งนี้มันยังแผร่ความรู้สึกที่ราวกับเป็อันหนึ่งอันเดียวของทุกสรรพสิ่งออกมา “มันคือสิ่งที่จะทําให้เ้าสามารถทะลวงระดับพลังไปยังชั้นิญญาได้ยังไงล่ะ ’’ฮ่าวเหรินยกมุมปากขึ้นด้วยความพึงพอใจเขาไม่คิดเลยว่าภายในแหวนมิติของโจรอันอ่อนด้อยจะมีหยกนภาอันลํ้าค่า !
เฟิงฉือจินประหลาดใจจึงได้หยิบหยกนภาออกจากแหวนมิติเข้ามาดูใกล้ๆ “จากที่ข้าดูนี่มันยังไม่ใช่ทรัพยากรพลังงานธาตุแสงอย่างที่ท่านอาจารย์บอกนี่ขอรับ ? ’’ เขาสามารถััพลังงานที่อยู่ข้างในหยกนภาได้พลังงานข้างในของมันนั้นเต็มไปด้วยพลังงานธรรมที่บริสุทธิ์เป็อย่างมากดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าหยกนภามันเป็ทรัพยากรพลังงานธาตุแสงตรงไหน
ฮ่าวเหรินหัวเราะเบาๆก่อนกล่าว “ เ้าก็น่าจะััได้แล้วนี่ว่าพลังงานธรรมชาติของมันนั้นบริสุทธิ์มากแค่ไหนดังนั้นแล้วก็อย่างที่ข้าได้บอกกับเ้าไปเมื่อวันที่แล้ว ’’เฟิงฉือจินเลิกคิ้วขึ้น “ ใช่แล้วจริงด้วยสินะพลังงานธรรมชาติที่บริสุทธิ์ขนาดนี้มันสามารถเปลี่ยนเป็พลังงานธาตุแสงได้อย่างที่ท่านอาจารย์ได้บอกกับข้าจริงไหมขอรับ ?’’ เขานึกขึ้นได้ว่านอกจากจะหาทรัพยากรพลังงานธาตุแสงมาเพิ่มระดับพลังของเขาแล้วเขายังสามารถที่จะหาทรัพยากรธรรมชาติที่บริสุทธิ์มาเปลี่ยนเป็พลังงานธาตุแสงได้ดังนั้นหยกนภามันก็น่าจะทําได้เช่นกัน
“ ใช่แล้ว แต่ด้วยขนาดที่เล็กปะติ๋วเช่นนี้อย่างมากมันก็คงสามารถทําให้เ้าทะลวงระดับขั้นได้แค่หนึ่งขั้น ’’ฮ่าวเหรินพยักหน้า “ งั้นข้าเริ่มดูดซับมันเลยแล้วกันนะขอรับ ’’เฟิงฉือจินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับหาที่สงบๆและเริ่มเปลี่ยนพลังงานธรรมชาติในหยกนภาอย่างรวดเร็ว
หยกนภามันได้เปล่งแสงสว่างสีส้มอันเจิดจ้าออกมาก่อนที่จะค่อยๆกลายเป็แสงสว่างสีทองอันเจิดจ้าจากนั้นหยกนภาที่มีสีเดิมเป็สีส้มมันก็ได้กลายเป็หยกสีทองอันสว่างไสวเฟิงฉือจินมองไปยังหยกสีทองตรงหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนที่จะเริ่มดูดซับมันทันที
ด้วยความที่มันเป็หยกขนาดขี้ปะติ๋ว ดังนั้นพลังธรรมชาติที่ได้ถูกแปลงเป็พลังงานธาตุแสงจึงมีน้อยนิดเช่นกันเฟิงฉือจินจึงได้ดูดซับมันเข้าไปกักเก็บยังข้างในตันเถียนอย่างรวดเร็วหลังจากที่ดูดซับพลังงานธาตุแสงจากมันหมดสิ้นแล้วเฟิงฉือจินก็ได้โยนหยกที่ไร้พลังงานทิ้งไปข้างๆก่อนจะเริ่มเข้าฌาน
เฟิงฉือจินได้เข้ามายังโลกของตันเถียนเขาในตอนนี้ได้มองไปยังแสงสว่างสีทองที่เป็พลังงานธาตุแสงตรงหน้าด้วยความพึงพอใจเขาไม่ลังเลที่จะเคลื่อนย้ายมันไปยังจุดกักเก็บลมปราณของตันเถียนอย่างรวดเร็ว
วูป
พลังงานธาตุแสงมันจมลงหายไปในตันเถียนก่อนที่จะเปล่งแสงสว่างสีทองเจิดจ้าออกมาปกคลุมทั่วทั้งตันเถียนจากนั้นตันเถียนของเฟิงฉือจินก็ได้ะเิขึ้น
ตูม
ตันเถียนที่เดิมแล้วไม่อาจขยายใหญ่ต่อไปได้มันก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งระดับพลังบ่มเพาะลมปราณชั้นจุติขั้นสิบก็ได้ถูกยกขึ้นเป็ชั้นิญญาขั้นหนึ่งทันที
หลังจากที่ระดับพลังบ่มเพาะลมปราณได้ถูกยกระดับขึ้นแล้วตันเถียนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็ได้หยุดลงเฟิงฉือจินลืมตาขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างพึงพอใจ “ิญญาขั้นหนึ่งนับว่าคุ้มค่าแก่การสังหารพวกมันในคราวนี้เป็อย่างมาก ’’เดิมทีเขาคิดว่าต้องไปยังหอการค้าหยกเหล็กเสียก่อน เขาถึงจะสามารถหาทรัพยากรพลังงานธาตุแสงมาดูดซับและเพิ่มระดับพลังได้ทว่าเขากับคาดไม่ถึงว่ากลุ่มโจรทงจะมีสิ่งของลํ้าค่าเช่นหยกนภานี้อยู่ดังนั้นแล้วเขาจึงพึงพอใจเป็อย่างมากที่ได้รับมันมา
“ เท่านี้ข้าก็สามารถที่จะเรียนรู้การปรุงยาได้แล้วใช่ไหมขอรับท่านอาจารย์ ?’’ เฟิงฉือจินยิ้มถาม “ ใช่แล้วระดับพลังของเ้าในตอนนี้สามารถที่จะสร้างเพลิงพลาญของนักปรุงยาได้แล้วดังนั้นหากเ้าไม่รีบที่จะไปยังเมืองเจียงหนานเพื่อเข้าร่วมการประลองข้าก็สามารถที่จะสอนวิธีการสร้างเพลิงพลาญให้กับเ้าได้ทันที’’ ฮ่าวเหรินพุ่งออกมาจากแหวนผนึกมารพร้อมกับกล่าวด้วยนํ้าเสียงสบายๆ
เฟิงฉือจินฟังพร้อมกับพยักหน้าและมองไปยังชายหนุ่มรูปงามเช่นฮ่าวเหรินก่อนกล่าว“ ในการสร้างเพลิงพลาญมันใช้เวลามากไหมขอรับ ? ’’ “ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความสามารถแต่ตอนที่ข้าสร้างมันนั้นข้าใช้เวลาไปราวๆหนึ่งเดือนเห็นจะได้ ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มีพร์อย่างตํ่าก็หนึ่งปี! ’’ ฮ่าวเหรินกล่าว
“ หนึ่งเดือนกับหนึ่งปี ! ’’ เฟิงฉือจินรู้สึกตะลึงเล็กน้อยเนื่องจากถ้าเป็คนไม่มีพร์การจะสร้างเพลิงพลาญเห็นทีคงจะไม่ตํ่ากว่าหนึ่งปีแน่ๆทว่าฮ่าวเหรินกลับสามารถทิ้งระยะห่างได้ถึงสิบเอ็ดเดือนนี่ไม่ใช่ว่าฮ่าวเหรินเป็อัจฉริยะที่มากพร์ด้านการสร้างเพลิงผลาญหรอกหรือ ?
“ ท่านอาจารย์หรือว่าท่านคือคนที่สามารถสร้างเพลิงผลาญได้เร็วที่สุด ?’’ เฟิงฉือจินกล่าวถามเนื่องจากเขาสงสัยว่าบางทีฮ่าวเหรินคงจะเป็หนึ่งเดียวที่สามารถทําระยะเวลาได้ไวที่สุดฮ่าวเหรินเหม่อมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า “ ไม่ ข้าไม่ใช่คนที่สามารถสร้างเพลิงผลาญได้เร็วที่สุดแต่ว่าหากข้าไม่ใช่หนึ่งก็คงจะเป็สองดังนั้นแล้วตอนนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทําเวลาได้ไวที่สุดกว่าข้า ’’เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนหันกลับมามองเฟิงฉือจินด้วยแววตาซับซ้อนเฟิงฉือจินสังเกตเห็นถึงสายตาของฮ่าวเหรินจึงกล่าวถาม “ แล้วคนๆนั้นเป็ใครกันหรือขอรับท่านอาจารย์? ’’ จากออร่าความไม่ธรรมดาที่แผร่ออกมาจากฮ่าวเหรินเขาคิดว่าฮ่าวเหรินคงจะไม่ใช่คนที่ชอบโป้ปดหลอกลวงผู้อื่นหรอกดังนั้นแล้วเขาจึงคิดว่าเื่ที่ฮ่าวเหรินกล่าวมาเป็ความจริงอยู่ไม่ใช่น้อยและคนที่สามารถสร้างเผลิงผลาญได้เร็วกว่าฮ่าวเหรินคงจะเป็สุดยอดเหนือสุดยอดเป็แน่ฉะนั้นแล้วเขาจึงอยากรู้ว่าคนผู้นั้นเป็ใคร
ฮ่าวเหรินไม่ตอบแต่กลับกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังออกมาแทน “ศิษย์เอ๋ยสตรีนั้นแม้จะงดงามแต่เ้าจงระวังตัวไว้เสมอเพราะหากไม่ระวังแล้วเ้าอาจจะเป็เหมือนกับข้าได้ ’’เขาราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงกล่าว “นี่ข้าพูดเื่นี้ออกมาให้เ้าฟังทําไมกันเนี่ย เ้าจงลืมๆมันเสียเถอะคิดซะว่าเื่ที่ข้าพูดไปเมื่อกี้นี้เป็เพียงลมปากแล้วกัน ’’
เฟิงฉือจินรู้สึกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของฮ่าวเหรินเขาไม่เข้าใจว่าทําไมอยู่ดีๆฮ่าวเหรินถึงสอนเขาเกี่ยวกับเื่ของสตรีทว่าเขาก็ไม่คิดจะถามเนื่องจากในตอนนี้เขาสามารถััความรู้สึกเศร้าที่ปรากฏขึ้นมาแว็บหนึ่งจากฮ่าวเหรินได้ดังนั้นแล้วเขาจึงคิดว่ามันคงจะเกี่ยวข้องอะไรกับฮ่าวเหรินเป็แน่และการที่มันสามารถทําให้ฮ่าวเหรินปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าออกมาได้ครู่หนึ่งมันย่อมต้องไม่ใช่เื่ธรรมดาสามัญ เขาจึงไม่คิดที่จะกล่าวถามหากอีกฝ่ายไม่้าที่จะบอกกล่าวด้วยตนเอง
“ งั้นข้าคิดว่าข้าควรที่จะไปเมืองเจียงหนานก่อนจะดีกว่า ’’เฟิงฉือจินเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา “ ตามใจเ้าแล้วกันศิษย์เอ๋ย ’’ฮ่าวเหรินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับพุ่งกลับเข้าไปในแหวนผนึกมารเช่นเดิมอย่างไรก็ตามตอนนี้เฟิงฉือจินก็ต้องกล่าวถามกับฮ่าวเหรินถึงเื่ที่สงสัยอย่างรวดเร็ว“ ท่านอาจารย์เหตุใดเ้าโจรนั่นมันถึงไม่ดูดซับหยกนภาและเก็บมันเอาไว้เฉยๆกันล่ะ ?’’ “ ด้วยระดับพลังของมันแล้วการที่จะดูดซับพลังงานธรรมชาติอันน้อยนิด มันคงคิดว่าไม่จําเป็ล่ะมั้ง ’’ฮ่าวเหรินคาดเดา “ มีความเป็ไปได้สูง ’’เฟิงฉือจินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับพุ่งตรงไปยังทางที่เจียงหลิวและพรรคพวกได้จากไป
…
วันแล้ววันเล่าผ่านไปเรื่อยๆจนกระทั่งครบสามวันหลังจากที่อยู่ภายในหุปเขาทมิฬมาอย่างยาวนานผ่านพ้นการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับชั้นิญญาและอวตารมากมายในที่สุดเฟิงฉือจินก็ได้มาถึงยังส่วนสุดท้ายของใจกลางที่มีทางออกเชื่อมไปยังเมืองเผิงจือเด็กหนุ่มมองไปยังทางออกด้วยความรู้สึกสบายๆ “ เมืองเผิงจือ หวังว่าเ้าพวกนั้นคงจะผ่านพ้นพวกสัตว์อสูรมาได้จนถึงเมืองนี้อย่างปลอดภัยนะ’’ เขานึกถึงพวกของเจียงหลิว และหวังว่าพวกมันจะมาถึงยังเมืองเผิงจือได้โดยปลอดภัย
เมืองเผิงจือ เป็เมืองที่ค่อนข้างใหญ่เทียบเท่ากับเมืองซื่อหนานเฟิงฉือจินไม่รอช้าที่จะมุ่งหน้าเข้าไปยังภายในตัวเมืองหลังจากที่เขาเข้ามาภายในเมืองเผิงจือเขาก็ได้พบเห็นประกาศงานประลองยุทธ์มากมายตามถนนหนทางงานประลองยุทธ์จะเริ่มขึ้นในตอนบ่ายนี้
ทั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันที่จะมาร่วมการประลองยังมีชื่อเสียงกันซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็เป็จั่วม่อศิษย์หลักอันดับที่ห้าสิบจากสํานักเทวาลัยหลินซูเหอศิษย์หลักอันดับที่สี่สิบเก้าจากสํานักดอกฟ้าสิงเทียนศิษย์หลักอันดับที่หกสิบสองจากสํานักนักสู้เที่ยงแท้จวินฟงศิษย์หลักอันดับที่สี่สิบจากสํานักแท้จริงฉินฮูหลิงศิษย์หลักอันดับที่สามสิบจากสํานักระบําเหมันต์เย่เหว่ยซวนศิษย์หลักอันดับที่สามสิบจากสํานักเทวาลัย และศิษย์มากฝีมืออีกมายมาก
เฟิงฉือจินเมื่อได้ยินชื่อของเย่เหว่ยซวนเขาถึงกับต้องหยุดชะงักลงพร้อมกับมองไปยังกลุ่มจอมยุทธ์ที่กําลังพูดคุยเื่ของเย่เหว่ยซวนอยู่ด้วยความสนใจ
“ ปีที่แล้วเย่เหว่ยซวนมันสามารถเอาชนะแม่นางฉินฮูหลิงจากสํานักระบําเหมันต์ได้แต่มันก็ต้องแลกด้วยการทุ่มสุดตัวจนเกือบแพ้ปีนี้เห็นทีคงจะได้ดูการต่อสู้มันๆระหว่างมันกับแม่นางฉินฮูหลิงอีกแน่ ’’ชายหนุ่มรูปลักษณ์หน้าตาธรรมดาที่ไม่ค่อยไม่โดดเด่นกล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงสนใจ
“ ทําไมงั้นรึ หรือว่าเ้าจะได้ยินข่าวลืออะไรมา ? ’’ จอมยุทธ์ข้างๆมันกล่าวถามด้วยความสนใจ“ ก็ใช่น่ะสิพวกเ้าไม่ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับแม่นางฉินฮูหลิงที่ว่านางได้ทะลวงพลังขึ้นถึงสองขั้นอย่างน่ามหัศจรรย์หรอกรึไง’’ ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวราวกับมันเป็ผู้เฉลียวฉลาดที่สุด
“ อะไรนะ แม่นางฉินฮูหลิงทะลวงพลังขึ้นถึงสองขั้นเลยอย่างนั้นรึ ’’
“ โอ้แล้วปีนี้เย่เหว่ยซวนที่มีระดับพลังชั้นอวตารขั้นแปดมันจะทําอย่างไรล่ะ ?’’
“ ใช่ ใช่ ข้าเองก็อยากรู้เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วแม่นางฉินฮูหลิงและเย่เหว่ยซวนทั้งสองมีระดับพลังบ่มเพาะลมปราณเท่ากันทว่าปีนี้แม่นางฉินฮูหลิงกลับทิ้งห่างเย่เหว่ยซวนไปถึงสองขั้นแล้วเย่เหว่ยซวนมันจะสามารถต่อสู้กับแม่นางฉินฮูหลิงในปีนี้ได้รึ ? ’’
เหล่าจอมยุทธ์มากมายต่างกล่าวถามคําถามออกมามากมายจอมยุทธ์ชายหนุ่มคนนั้นจึงทําเพียงแค่หัวเราะเบาๆก่อนกล่าว “อย่าลืมสิว่าเย่เหว่ยซวนมันเป็ถึงศิษย์หลักอันดับที่สามสิบของสํานักเทวาลัยนอกจากนี้มันยังมีตระกูลเย่หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเจียงหนานหนุนหลังอยู่อีกด้วยไม่แน่ว่าในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมามันอาจจะซุ่มฝึกจนทะลวงระดับพลังขึ้นมาเหมือนกับแม่นางฉินฮูหลิงก็เป็ได้ดังนั้นแล้วข้าจึงคิดว่างานประลองในวันนี้คงจะมีอะไรสนุกๆให้ดูเป็แน่เพราะถ้าหากเย่เหว่ยซวนมันไม่สามารถทะลวงระดับพลังได้แล้ววันนี้ก็คงจะไม่มีเื่สนุกๆอะไรให้ดูอย่างแน่นอน ’’
เฟิงฉือจินที่ได้ฟังจึงลอบคิดในใจ “เย่เหว่ยซวนไม่นึกเลยว่าเราจะได้เจอกันเร็วแบบนี้เห็นทีข้าคงต้องยุติเื่การไปเมืองเจียงหนานเสียแล้ว ’’เขาที่เตรียมจะล้างแค้นเย่เหว่นซวนมีหรือจะทําเป็ไม่ได้ยินเื่ของมันแน่นอนว่าไม่ ดังนั้นเื่การที่จะไปเมืองเจียงหนานคงต้องยุติลงก่อนและเขาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็เข้าร่วมการประลองยุทธ์ที่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้าของวันนี้แทนแน่นอนว่าที่เขาเข้าร่วมการประลองยุทธ์ครั้งนี้มันไม่ได้เป็เพราะของรางวัลใดๆทั้งสิ้นแต่เป็เพราะเย่เหว่ยซวนต่างหากล่ะ แถมครั้งนี้เป้าหมายของเขาก็คือการสังหารเย่เหว่ยซวนเพื่อล้างแค้นให้กับตัวเขาคนก่อนที่ได้ล่วงลับไปแล้ว!
“ พูดถึงก็มาพอดีเลย ดูนั่นสิ ’’จอมยุทธ์ชายหนุ่มมองไปยังขบวนเกี้ยวพร้อมกับชี้นิ้วเหล่าจอมยุทธ์คนอื่นๆจึงได้หันหน้าไปมองยังทิศทางนั้นพร้อมกัน เฟิงฉือจินเองก็ไม่มีข้อยกเว้นทั้งหมดต่างมองเห็นขบวนเกี้ยวที่ถูกล้อมรอบไปด้วยองครักษ์จอมยุทธ์วัยกลางคนนับสี่คนรวมถึงเกี้ยวที่มีเด็กหนุ่มวัยเยาว์สวมชุดสีขาวโพลนเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ภายในนั้นมีหน้าตาค่อนข้างดีทว่าท่าทางของมันที่มองมายังเหล่าจอมยุทธ์นั้นกลับแฝงไปด้วยความหยิ่งยโสทะนงตนไม่ต้องรอให้ใครหน้าไหนบอกเฟิงฉือจินก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่ามันเป็ใครใช่แล้วมันคือเย่เหว่ยซวน !
“ นายน้อยท่าน้าที่จะแวะไปไหนก่อนรึเปล่า ? ’’ เย่เต้าเหวินหันไปมองเย่เหว่ยซวนพร้อมกล่าวถามเย่จิงฉินก็กล่าวเช่นกัน “ ใช่แล้วนายน้อย หากท่าน้าที่จะแวะไปที่ใดท่านก็สามารถที่จะบอกพวกเราได้เลย ’’ เย่เหว่ยซวนทําเพียงยิ้มอย่างหยิ่งทะนงตน “ไม่จําเป็ ’’
“ งั้นไปยังสถานที่จัดงานประลองยุทธ์เลยใช่ไหมขอรับนายน้อย ? ’’ เย่หวินกล่าวถามพร้อมกับฉีกยิ้ม “ เย่หวินเ้าจะถามนายไปน้อยทําไมมันแน่นอนอยู่แล้วว่าเราต้องไปที่นั่น ’’เย่ตงหลงข้างๆเย่หวินกล่าวด้วยนํ้าเสียงสบายๆ “ ใช่แล้วอย่างที่เย่ตงหลงพูดนําข้าไปที่นั่นเป็พอ ’’ เย่เหว่ยซวนพยักหน้าเห็นด้วย
“ ท่านอาจารย์จอมยุทธ์ทั้งสี่คนนั้นอยู่ในระดับพลังชั้นใด ? ’’ เฟิงฉือจินมองไปยังเย่เหว่ยซวนก่อนที่จะลอบมองประเมินจอมยุทธ์ทั้งสี่คนที่คุ้มกันอยู่รอบๆเกี้ยวฮ่าวเหรินรู้สึกสงสัยทว่าเขาก็ได้กล่าวตอบอย่างสบายๆว่า “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเ้าถามไปทําไมทว่าพวกมันทั้งสี่คนนั้นอยู่ในระดับพลังชั้นลึกลํ้าสองคนอยู่ในชั้นลึกลํ้าขั้นหนึ่ง ที่เหลืออีกสองคนอยู่ในขั้นสอง ’’เขาค่อนข้างสงสัยว่าทําไมเฟิงฉือจินถึง้ารู้ระดับพลังของทั้งสี่คนนั้นแถมสายตาที่เฟิงฉือจินมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ในเกี้ยวยังเผยแววตาสังหารให้เห็นชั่วครู่อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าเดี๋ยวอีกไม่นานเขาก็คงจะได้รู้เหตุผลนั้นในไม่ช้าเอง