สวรรค์นิรันดร์กาล

    วิชาสามวิญญาณ

            การต่อสู้นั้นสั้นมากเพราะอีกฝ่ายเป็นแค่ระดับเทพส่วนทางฝั่งของพวกฉางเฟิงมีเสี่ยวเฮ่ยอยู่ทำให้การต่อสู้จบเร็วเสี่ยวเสี่ยวแสดงท่าทางไม่พอใจเพราะศัตรูของนางป้องกันการโจมตีของนางได้

            “เสี่ยวเสี่ยวต้องแข็งแกร่งกว่านี้”เสี่ยวเสี่ยวแสดงท่าทางมุ่งมั่นออกมา

            “นางเด็กประหลาดเอ้ยแค่นี้เจ้าก็น่ากลัวพอแล้ว”เสี่ยวเฮ่ยถอนหายใจ

            ตัวตนที่เหนือกฎเกณฑ์ของสวรรค์อย่างเสี่ยวเสี่ยวนั้นน่าหวาดกลัวเกินไปนางในตอนนี้ยกระดับพลังขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วนการกิน และยิ่งกินเนื้อเซียนและสมุนไพรเซียนเข้าไปจำนวนมากนางก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาเต๋าเพราะในวิญญาณของนางมีเต๋าอยู่

            “ดูเหมือนศัตรูจะใช้โอกาสในตอนที่ประตูเปิดเพียงเล็กน้อยลอบเข้ามาเพื่อแย่งชิงของล้ำค่าฝ่ายพวกเรานะ”ตงจ้านกล่าว

            “ต่อจากนี้พวกเราจะต้องเฝ้าระวังเอาไว้ให้ดีเราไม่รู้ว่าศัตรูจะบุกเข้ามาตอนใหนอีก” โหลวซิวเถียนแสดงสีหน้าจริงจัง

            “แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าดีที่ฝ่ายเราสังหารตัวตนระดับเทพได้ถึง2 คน” ซินอี้กล่าว

            เมื่อเทียบกับพวกนางแล้วฝ่ายศัตรูมีตัวตนระดับเทพที่แข็งแกร่งกว่าพวกนางมากจริงๆ

            “ตงจ้านเรียกตัวตนระดับเทพของพวกเรามาให้หมด ให้พวกเขาประจำการอยู่ที่แนวป้องกันและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด”ฉางเฟิงกล่าว

            “ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”ตงจ้านจากไปทันที

            “นายน้อยเป็นอะไรหรือไม่”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “ไม่เป็นไรโชคดีที่อีกฝ่ายไม่โจมตีซ้ำไม่งั้นคงจะสาหัสมากกว่านี้” ฉางเฟิงกล่าว

            ช่องหว่างระหว่างเซียนและเทพนั้นยิ่งใหญ่มากฉางเฟิงรู้แล้วว่าตอนนี้ตนเองจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อขัดเกลาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด

            “ข้าคิดว่าอีกฝ่ายจะเตรียมพร้อมต่อสู้กับเราอย่างแน่นอนเพราะอีกฝ่ายก็ได้ข้อมูลของเราไปเช่นกันเพราะงั้นจากนี้คงเป็นการต่อสู้ที่หนักหนามากแน่ๆ”ฉางเฟิงกล่าว

            “ถึงจะหนักหนาแค่ใหนแต่เพื่อบ้านเกิดของพวกเราพวกเราก็ต้องสู้” ซินอี้กล่าว

            หลังจากนั้นตัวตนระดับเทพทั้งหมดยกเว้นซีรั่วหยานที่ยังไม่ปรากฎล้วนอยู่ที่แนวป้องกันทั้งหมด

            แนวป้องกันนั้นถูกสร้างเอาไว้ลอบๆทวีประดับกลางแห่งนี้และตรงกลางคือประตูโบราณ ฉางเฟิงคิดว่าถ้าอีกฝ่ายต้องการโจมตีจริงๆพวกศัตรูจะต้องสร้างฐานขึ้นที่ใต้ประตูโบราณแน่เพราะเมื่อพวกเขาเสียเปรียบสามารถหนีกลับเข้าประตูโบราณได้ทุกเมื่อ

            ฉางเฟิงที่ได้รับแผ่นหินมาก็รีบตรวจสอบทันทีหลังจากที่ใช้จิตสัมผัสส่งเข้าไปในแผ่นหิน ฉางเฟิงก็รู้ว่าข้างในเป็นทักษะโบราณชนิดหนึ่งมันคือทักษะสามวิญญาณ ทักษะสามวิญญาณคือการแบ่งแยกวิญญาณของตนเองออกเป็นสามร่างและทั้งสามร่างนั้นจะมีพลังเท่ากันทั้งหมดหรืออาจจะมากน้อยล้วนแต่ความต้องการของผู้ฝึก

            แน่นอนว่าปกติจะมีพลังเท่ากันทั้งหมดและที่สำคัญคือ ต่อให้มีร่างหนึ่งหรือสองในสามร่างถูกสังหารไปขอแค่มีร่างวิญญาณเหลืออยู่1ร่างก็จะสามารถคืนชีพอีกสองร่างใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นดังนั้นวิชานี้จึงน่ากลัวมากและมีตัวตนระดับจ้าวจักรวาลเคยออกตามหามานานแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ

            “วิชานี้ออกจะสุดยอดเกินไปแล้วถ้าข้าฝึกฝนได้ละก็” ฉางเฟิงไม่รอช้าใช้ค่ายกลกาลเวลาช่วยเพื่อฝึกฝนแม้จะฝึกฝนแยกออกได้ 2 วิญญาณก็ยังถือว่าคุ้มค่าสำหรับฉางเฟิง

            ฉางเฟิงนำทรัพยากรที่จำเป็นมาและทำการฝึกฝนวิชาสามวิญญาณทันทีขั้นแรกฉางเฟิงต้องแบกวิญญาณของตนเองออกเป็นสองส่วนซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างเจ็บปวดมากแต่ฉางเฟิงกลับไม่กลัวเลย

            หลังจากแยกวิญญาณออกจากกันแล้วฉางเฟิงก็ใช้ทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเช่นโสมเทพที่มีอายุอย่างต่ำหนึ่งแสนปี และโลหะเทพ และเหนือสิ่งอื่นใดยังต้องกำหนดทิศทางการฝึกให้กับร่างแยกอีกด้วย

            “จริงสิข้ามีสิ่งนั้นอยู่นี่นา” ฉางเฟิงนึกขึ้นได้ว่าตนเคยได้ทักษะกายาที่ทรงพลังมาอยู่แต่เพราะการฝึกนั้นยากมากเกินไปและต้องใช้เวลาฉางเฟิงจึงไม่สามารถฝึกฝนมันได้และได้เก็บเอาไว้

            “กายาเซียนมารหนึ่งจิตคือพระหนึ่งจิตคือมาร ยอดเยี่ยมเหมาะกับวิญญาณทั้งสองของข้าพอดี” ฉางเฟิงยกยิ้มอย่างพอใจ

            หลังจากกำหนดทิศทางได้แล้วฉางเฟิงก็แยกวิญญาณของตนออกเป็นสามส่วนซึ่งทำให้วิญญาณของฉางเฟิงได้รับความเสียหายพลังจิตลดลงไปมากแต่ถึงอย่างงั้นฉางเฟิงก็ไม่สนใจ

            สร้างร่างกายให้กับร่างวิญญาณทั้งสองหลังจากสร้างร่างวิญญาณออกมาได้สำเร็จและกลายเป็นทารกน้อยทั้งสองคนแล้วฉางเฟิงก็ทำการส่งร่างทารกทั้งสองให้พุ่งออกไปยังทวีประดับต่ำที่อยู่ใกลออกไป

            “หลังจากนี้พวกเจ้าจะต้องพบเจอกับความยากลำบากของมนุษย์ทำความเข้าใจกับความดีและความชั่วของมนุษย์ให้ถ่องแท้พวกจึงจะสำเร็จหนึ่งจิตคือพระส่วนอีกคนจะสำเร็จหนึ่งจิตคือมาร และเมื่อพวกเจ้าหลอมรวมเข้ากับข้าเมื่อไหร่ข้าก็จะสามารถใช้พลังของกายาเซียนมารได้อย่างสมบูรณ์” ฉางเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ

            “ข้าช่วยส่งพวกเขาออกไปแล้วนายน้อย”เสี่ยวเฮ่ยปรากฏตัวและกล่าวขึ้น

            ก่อนที่จะสร้างกายเนื้อขึ้นมาฉางเฟิงให้เสี่ยวเฮ่ยหาสถานที่ห่างใกลจากสนามรบและสถานที่เหมาะสมกับที่จะให้ร่างวิญญาณทั้งสองฝึกฝนจิตใจและผ่านประสบการณ์ความดีและความชั่วของมนุษย์

            “ที่เหลือก็รอดูว่าทั้งสองร่างนั่นจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นมาจนสามารถกลับมาหาข้าได้หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว

            “ถึงอย่างไรร่างแยกนั่นก็คือนายน้อยแน่นอนว่าต้องทำได้ แต่ว่านายน้อยยอดเยี่ยมจริงๆเวลาไม่นานก็ตีความของทักษะนี้ได้และยังฝึกฝนได้อีกด้วย”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันสำหรับข้าการตีความทักษะหรือการศึกษาเต๋ามันเหมือนกับเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป”ฉางเฟิงกล่าว

            “สมแล้วจริงๆเหมือนกับนายท่านไม่มีผิด”เสี่ยวเฮ่ยคิดในใจ

            เวลา10 วันในที่สุดก็ผ่านไป ประตูโบราณสุดท้ายก็เปิดออก ตอนนี้พวกฉางเฟิงต่างจ้องไปที่ประตูโบราณและในตอนนั้นเอง ตำหนักสามหลังก็ปรากฎพร้อมกับกระบี่ขนาดใหญ่หลายเล่มลอยออกมา

            “สรุปแล้วพวกเราเจอเข้ากับโลกใหน”ฉางเฟิงกล่าว

            “ดูจากกระบี่และตำหนักทั้งสามหลังจากที่ข้าตรวจสอบมาน่าจะมาจากโลกกระบี่” โหลวซิวเถียนแสดงสีหน้าจริงจังออกมา

            “โลกกระบี่งั้นเหรอ”

            “ใช่โลกกระบี่เป็นโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของวังสวรรค์เป็นหนึ่งในโลกที่วังสวรรค์ให้ความสำคัญเพราะผู้คนในโลกกระบี่ไม่ได้พึ่งพาสายเลือดแต่ใช้พรสวรรค์และความมุ่งมั่นฝึกฝนกระบี่จนถึงระดับจักรพรรดิเทพได้สำเร็จและว่ากันว่าผู้นำโลกกระบี่ได้ออกจากโลกกระบี่และเข้าร่วมกับวังสวรรค์ทำให้ทะลวงระดับพระเจ้าได้สำเร็จ”โหลวซิวเถียนกล่าว

            “แสดงว่าอีกฝ่ายไม่มีระดับพระเจ้าสินะ”

            “แต่ถึงแบบนั้นระดับจักรพรรดิเทพของอีกฝ่ายก็มีไม่น้อยอย่างแน่นอน”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            ตำหนักทั้งสามลงมาหยุดอยู่ที่ข้างใต้ประตูโบราณและเรียงกันเป็นสามเหลี่ยมเมื่อตำหนักทั้งสามถึงพื้นแล้วกระบี่ขนาดใหญ่ก็พุ่งลงมาปักลงยังตำหนักที่ต่างกันทำให้เกิดค่ายกลกระบี่ขนาดใหญ่ปกคลุมตำหนักทั้งสามในพริบตา

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน