หวังเหยินหยวนตัดสินใจ เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้กับท่านป้าจางฟัง อย่างน้อยเธอจะได้รับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้าง ไม่รู้หรอกว่าท่านป้าคนนี้ไว้ใจได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยๆจะได้มีข้อเปรียบเทียบ เพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่พอมีโอกาสจริงๆกลับไม่กล้าพูดออกมา มันน่าอายเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟัง
“มีเื่อะไรหรือเปล่า?” ท่านป้าจางสังเกตเห็นความผิดปกติของหวังเหยินหยวน ั้แ่่เช้าที่ผ่านมาแล้ว ใกล้เวลาเลิกงานเต็มทีจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันบ้าง
“คือว่าฉัน…” หวังเหยินหยวนช่างใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอมานึกถึงคำพูดที่บอกว่า อย่าเปิดแผลให้คนอื่นดู เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทายาหรือใส่เกลือ เธอจึงกลืนคำพูดทั้งหมดลงไปในคอ
“สบายใจเมื่อไหร่ก็ค่อยเล่าแล้วกัน” คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน มีหรือจะดูไม่ออก แต่หากคนคิดจะเล่าไม่จำเป็ต้องรบเร้า เข้าใจว่าความเชื่อใจจำเป็ต้องใช้เวลา
“ขอบคุณมากนะคะคุณป้า” หวังเหยินหยวนพูดด้วยความซาบซึ้งใจ แม้ไม่ต้องพูดอะไรแต่ก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านมาให้
การกระทำของลูกสาวอยู่ในสายตาของคนเป็แม่ นึกปวดใจที่เห็นหน้าลูกสาวเป็ทุกข์ แต่กลับช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจ ไม่ใช่ว่าไม่โกรธหรือเสียใจ แต่หัวอกของคนเป็แม่มีหรือจะทนเห็นลูกตัวเองลำบากโดยไม่ช่วยเหลือ
หลายวันผ่านไป
วันนี้เป็วันแจกจ่ายผลผลิตฤดูร้อน จำพวกธัญพืช และเนื้อหมู บ้านของเธอไม่ได้เลี้ยงหมู จึงทำให้ไม่ได้รับส่วนแบ่งประเภทเนื้อ แต่โชคดีที่เปิดให้ชาวบ้านได้มีสิทธิ์ซื้อเนื้อ ก่อนที่จะส่งขายให้กับทางการ กฏระเบียบต่างๆเริ่มผ่อนปรนลงมากขึ้น จึงถือว่าเป็โชคดีของหวังเหยินหยวน ที่เธอจะถือโอกาสนี้ซื้อข้าวของสำหรับเก็งกำไรต่อไป
หวังเหยินหยวนซื้อธัญพืช 100 ชั่งในราคาชั่งละ 2 หยวน เนื้อหมูชั้นดีอีก 50 ชั่ง ในราคาชั่งละ 7 หยวน รวมเป็เงินทั้งหมด 550 หยวน แน่นอนว่าการซื้อขายจำนวนมากนี้เป็ความลับ เธอติดสินบนเ้าหน้าที่ไป 5 หยวน ไม่ว่าใครก็ทำเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น
หลังจากที่นัดแนะส่งของเรียบร้อย เธอจัดการเก็บของเข้าไปในมิติ รอเวลาที่เหมาะสมค่อยนำไปขายที่ตลาดมืด ตอนนี้ในตัวเหลือเงินอยู่เพียง 95 หยวนเท่านั้น แค่นี้ก็น่าจะพอที่จะอยู่ไปถึง่ฤดูหนาว เพราะจะเอาของที่ซื้อมาใน่นี้ ไประบายใน่ฤดูหนาวที่ข้าวของหายาก ความ้าของผู้คนมีมาก ราคาก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
ในเวลาต่อมา มีข่าวประกาศรับสมัครครูสอนโรงเรียนประจำตำบล ซึ่งข่าวนี้สร้างความสนใจให้กับหวังเหยินหยวนเป็อย่างมาก เนื่องจากว่าร่างเดิมเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ถือว่าสูงมากแล้วในยุคนี้ หากมีชามข้าวเหล็กอยู่ในมือ ก็น่าจะทำให้อุ่นใจเพิ่มมากขึ้น
กำหนดสอบคือในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า นั่นหมายความว่าเธอมีเวลาเตรียมตัวไม่มากแล้ว คงต้องหาหนังสือเกี่ยวกับการสอบในยุคนี้ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนการสอบก็เป็ไปอย่างเคร่งเครียด มีคนที่เรียนจบระดับมัธยมปลาย แต่มาทำงานที่ทุ่งนาก็มีถมเถไป เพราะฉะนั้นแล้วเธอจะประมาทไม่ได้
“แม่ครับ ทำอะไรอยู่หรือครับ?” หวังซื่อปินเดินมานั่งข้างๆแม่ของเขาใน่สายของวันหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ได้เห็นผู้เป็แม่ได้หยุดพักใน่เก็บเกี่ยวฤดูร้อน
“กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่จ้ะ” หวังเหยินหยวนไม่คิดปิดบังลูกชาย มันจะเป็การดีมาก หากว่าเธอสอบเป็ครูในโรงเรียนระดับตำบลได้ เพราะเธอตั้งใจเอาไว้อยู่แล้วว่า ภาคเรียนหน้าจะให้ลูกชายเข้าเรียนที่โรงเรียน
พัฒนาการของหวังซื่อปิน ถือว่าเป็ไปอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยหัวดี สอนเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็สามารถท่องจำพยัญชนะได้ ทำให้หวังเหยินหยวนรู้สึกเบาใจเื่ลูกชายไปได้มาก ตอนนี้เหลือแค่ตัวเองที่ต้องสอบเป็ครูสอนให้ได้ ปีนี้เ้าของร่างนี้ก็อายุ 24 ปีแล้ว วุฒิภาวะถือว่าผ่านหากจะมาเป็ครูสอนเด็กเล็กจริงๆ มีโอกาสใช้ชีวิตที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ทำให้เธอรู้ว่า ใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็ไม่ได้แย่ ไม่ต้องเข้าไปแก่งแย่งชิงดีกันในเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย คนในเมืองเสียอีกที่โหยหาความเรียบง่ายของชีวิต
“วันนี้ลูกอยากกินอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า?” หวังเหยินหยวนวางหนังสือในมือ จากนั้นก็หันไปสนใจลูกชายที่นั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆไม่ยอมห่างไปไหน
“อะไรก็ได้ครับ"
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำผัดวุ้นเส้นกะหล่ำปลีก็แล้วกัน” คนเป็แม่คิดเมนูอาหารสำหรับมื้อกลางวัน
“ดีครับ ซื่อปินชอบวุ้นเส้น” เด็กชายยิ้มดีใจ
“ดี ถ้าอย่างนั้นลูกรอแม่สักครู่ เดี๋ยวจะทำสุดฝีมือเลย”
หลังจากที่ตกลงเมนูกับลูกชายได้ คนเป็แม่ก็เข้าไปในครัว เริ่มจากนำกะหล่ำปลีมาล้างทำความสะอาด จากนั้นก็ซอยเป็ชิ้นเล็กๆ นำวุ้นเส้นไปแช่น้ำอุ่น ทิ้งไว้สักพักเธอก็ใส่ซีอิ้วดำ น้ำมันพืช เป็เคล็ดลับที่เธอมักจะทำอยู่เป็ประจำ เพื่อที่ไม่ให้ตัวของวุ้นเส้นนั้นติดกัน
เตรียมวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อยก็ตั้งเตา นำไข่ลงมาผัด พอไข่สุกก็ตั้งกะทะผัดหอมกระเทียม ใส่พริกเพื่อเพิ่มรสชาติเล็กน้อย พอกะทะเริ่มส่งกลิ่นหอม ก็นำกะหล่ำปลีที่เตรียมเอาไว้ลงมาผัดให้เข้ากัน ตามด้วยวุ้นเส้นและไข่ที่ผัดเอาไว้ก่อนหน้า หวังเหยินหยวนปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส เป็เมนูที่แสนเรียบง่ายแต่อร่อย
“หอมจังเลยครับ” หวังซื่อปินถึงกับต้องเดินตามกลิ่นหอมของอาหารมา
“เสร็จแล้วจ้ะ ช่วยแม่ยกชามข้าวออกไปตั้งโต๊ะเถอะ” หวังเหยินหยวนยิ้มให้ลูกชาย
ั้แ่มาอยู่ที่นี่ เธอไม่คิดถึงปริมาณแคลลอรี่อีกต่อไป ต่อให้กินแค่ไหน ก็ถูกขับออกมาทางเหงื่อ เพราะทำงานหนักอยู่ดี สิ่งสำคัญที่ควรทำมากที่สุดคือกินให้อิ่ม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ลูกชาย เริ่มแตะคำว่าอวบไปแล้ว หุ่นจ้ำม่ำหน้าฟัดที่สุด
“กินเยอะๆนะ” หวังเหยินหยวนคีบไข่ใส่ชามข้าวของลูกชาย
“ขอบคุณครับแม่” เจออาหารจานโปรดเข้าไปถึงกับยิ้มแฉ่ง สภาพความเป็อยู่ของเขาดีขึ้นมาก เรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหลังมือเป็หน้ามือเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้กินอาหารจานเนื้อ แต่ในทุกมื้อจะต้องมีไข่ และทุกสัปดาห์ก็จะต้องมีอาหารจานเนื้ออยู่ 1-2 มื้อ แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
นอกจากนั้น ก่อนนอนยังต้องดื่มนงผงรสมอลล์ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาชอบมากที่สุด ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนทำให้หลับสบาย ไม่มีใครโชคดีเท่าเขาอีกแล้วในหมู่บ้านนี้
หวังเหยินหยวนเห็นรอยยิ้มของลูกชาย พาลให้นึกไปถึงเ้าของใบหน้าอีกคน ั้แ่วันนั้นเขาก็หายไปเลย อาจจะถอดใจเื่ลูกชายแล้วก็เป็ได้ เจอคำพูดแบบนั้นไปใครบ้างจะไม่สับสน หลายปีผ่านไปเอาอะไรมามั่นใจว่าไม่มีคนเปลี่ยน แม้กระทั่งตัวของชายคนนั้นเอง ก็อาจจะมีเมียใหม่ไปแล้วก็ได้ใครจะไปรู้ ซึ่งหากเป็เหมือนที่เธอคิด เื่ก็จะง่ายขึ้น เพราะเขาอาจจะมีลูกกับเมียใหม่ไปแล้ว เธอจะได้มีข้ออ้างเื่ที่เขาเองก็มีลูกเมียรออยู่ คงไม่มีแม่เลี้ยงคนไหน เต็มใจที่จะเลี้ยงลูกติดของสามีที่จู่ๆก็โผล่มาไม่ทันตั้งตัว ์…หากเมตตาเธออยู่บ้าง ทั้งชีวิตนี้ทำแต่ความดี ขอให้เื่ที่ตนคิดนั้นเป็เื่จริงด้วยเถิด
อีกทางฝั่งหนึ่ง บ้านหวังกำลังร้อนใจ โดยเฉพาะท่านพ่อหวัง ที่ดูเหมือนว่าความลับที่ปกปิดเอาไว้มานานหลายปีกำลังจะถูกเปิดเผย เพราะคนที่ท่านไม่คิดว่าจะได้เจออีกในชีวิตนี้ เมื่อหลายวันก่อนจู่ๆเขาก็ปรากฏตัวพร้อมด้วยสายตาเ็า แต่เพราะสายตาแบบนั้นทำให้รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ คุณพ่อ…ตา”
“นะ นายมาั้แ่เมื่อไหร่?” ท่านพ่อหวังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก คำพูดขาดห้วง ด้วยไม่คาดคิดว่าจะเจอเขาที่นี่ ที่บ้านของตนเอง
“ไม่สำคัญหรอกครับว่าผมมาเมื่อไหร่ สำคัญที่ว่ามาทำไมมากกว่า” สิ้นคำพูดนั้นท่านพ่อหวังล้มทั้งยืน โชคดีที่ด้านหลังเป็เก้าอี้ ทำให้ตัวเขาล้มลงไปนั่งบนเก้าอี้ได้พอเหมาะพอดี
สายตาที่ลูกเขยมองมานั้นเขาไม่เคยลืม นึกหวั่นใจว่าเื่ที่ปกปิดเอาไว้จะปิดไม่มิดอีกต่อไป แต่มาคิดอีกทีมันก็เป็สิ่งที่ตนควรจะได้ไม่ใช่หรือ? คิดถึงจุดนี้แล้วก็สบายใจขึ้นมาบ้าง หากลูกเขยตัวดีจะเอาเื่จริงๆ เขาก็มีเื่ที่เตรียมรับมือเอาไว้แล้ว มาลองดูกันสักตั้งว่าเศษเงินกับหน้าที่การงานลูกเขยจะเลือกอะไร สำหรับตนแล้วนั้นไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว ั้แ่ที่ลูกสาวตัวดียกตัวเองใส่พาลถวายให้ผู้ชายถึงบ้านพัก
กรกฏาคม เป็วันที่หวังเหยินหยวนต้องไปสอบ เธอตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าตรู่ ทำอาหารให้กับลูกชาย เมื่อวานลางานกับผู้นำหมู่บ้านไว้แล้วเรียบร้อย ข่าวเื่ที่เธอจะไปสอบเป็ครูสอนที่โรงเรียนประจำตำบลนั้นดังไปทั่วหมู่บ้าน ส่วนมากออกไปทางเย้ยหยันเสียมากกว่า หญิงหม้ายถูกผัวทิ้ง จะมาเอาคุณสมบัติอะไรไปสอบ แค่คุณสมบัติเบื้องต้นหล่อนก็ไม่ผ่านแล้ว
ต้องยอมรับว่ายุคสมัยนี้ ครูหรือข้าราชการจะต้องเป็ต้นแบบที่ดี ยิ่งอาชีพครูนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเด็กจะดีคนเป็ครูต้องดีก่อน เื่นี้เป็ปัญหาใหญ่ ที่ทำให้หวังเหยินหยวนลำบากใจ เพราะเธอมั่นใจว่าตนเองต้องสอบข้อเขียนผ่านแน่นอน แต่สอบสัมภาษณ์นี้ไม่มั่นใจเลยสักนิด
“ใครเขาจะรับเป็ครู ขนาดครอบครัวตัวเองยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ คนแบบนี้น่ะหรือที่จะมาสอนลูกหลานของพวกเรา ไม่มีทางเสียหรอก” คุณป้าคนดีคนเดิมที่มีเื่บาดหมางกัน เมื่อครั้งที่ท่านเคยขอยาไปให้ลูกสะใภ้ลองกิน คนใจแคบเช่นนี้ตนไม่มีทางยอมรับให้มาสั่งสอนลูกหลานเป็อันขาด
“ก็ไม่แน่หรอกนะ อย่าลืมสิว่าแม่ซื่อปินจบตั้งโรงเรียนประจำอำเภอเชียวนะ” เพื่อนที่เรียนสมัยประถมด้วยกันเอ่ยขึ้น นึกชื่นชมและเสียดายในความสามารถของเพื่อนสาว ใครๆต่างก็รู้ว่าเมื่อก่อนหล่อนเป็คนดัง ทั้งหน้าตาและมันสมอง น้อยคนนักที่จะได้เรียนสูงๆแบบนี้ อย่างตัวเธอเองก็จบเพียงแค่ชั้นประถมเท่านั้น
“จบโรงเรียนประจำอำเภอแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็เอาตัวเองไม่รอด ก็ต้องมานั่งทำงานแลกแต้มค่าแรงเหมือนเราๆเนี่ยแหละ”
“นั่นน่ะสิ แบบนี้จะมาสอนลูกหลานเราได้ไง ว่าไหมล่ะ”
เสียงวิพากษ์วิารณ์ต่างๆนานาดังขึ้น ส่วนมากแล้วไม่เห็นด้วย หากจะให้คนที่เป็หม้ายผัวทิ้ง มาเป็แม่พิมให้ลูกๆของพวกเขา ซึ่งทุกคนล้วนมีสิทธิ์วิพาร์กวิจารณ์ แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเป็คณะครูที่โรงเรียนนั้นจะเป็ผู้ตัดสิน ได้แต่หวังว่า์จะเข้าข้างหญิงสู้ชีวิตแบบหวังเหยินหยวนบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นคงต้องหาช่องทางอื่นในการเลี้ยงชีพ
ไม่ใช่ว่าอยากจะใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา แต่เพราะสำรวจทั่วทั้งอำเภอแล้ว ยังไม่มีสถานที่ที่เรียกว่าออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ จะมีก็เพียงแต่ลานกว้างเอาไว้ปั่นจักรยาน หรือไม่ก็รำไท้เก๊กออกกำลังกายเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อนนะ โยคะ ใช่แล้ว ทำไมเธอถึงไม่เอามันมาใช้ประโยชน์ คนขยันไม่มีวันอดตายคำนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอ
“เป็อย่างไรบ้าง ทำได้หรือเปล่า?” จู่ๆก็มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ซึ่งพอได้เห็นหน้าก็จำได้ทันที เพราะผู้ชายคนนี้คือคนที่ท่านพ่อหวังหมายหมั้นอยากจะได้มาเป็ลูกเขย เธอคิดว่าเขาจะแก่หงำเหงือกเสียอีก แต่ดูๆแล้วอายุน่าจะยังอยู่ในเลขสี่ปลายๆ
“ค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” หวังเหยินหยวนไม่อยากเสาวนาด้วย ไม่อยากตกเป็ขี้ปากของชาวบ้าน เพราะถึงอย่างไรก็มั่นใจเกินเจ็ดส่วนว่าต้องสอบผ่านข้อเขียน หากคนมาเห็นเธอสนิทสนมกับครูในโรงเรียนอาจถูกมองไปในทางไม่ดีได้ ซึ่งเธอไม่มีวันยอมให้เป็แบบนั้นอย่างแน่นอน
“ไว้พบกันวันสัมภาษณ์นะครับ”
หวังเหยินหยวนไม่ได้หันไปมอง แต่รู้สึกไม่พอใจ ทำไมเขาถึงทำเหมือนกำลังเปิดตัวว่ารู้จักกับเธอ ทำไมถึงไม่ต่างคนต่างอยู่ จะมาวอแวให้ได้อะไรขึ้นมา หญิงสาวโมโหจนหน้าดำคร่ำเครียด ทำข้อสอบยังไม่คิดมากเท่านี้เลย คนล้มจะไม่มีที่ยืนในสังคมเลยหรืออย่างไรกัน เธอมองสายตาของผู้ชายคนนี้ออก เขาไม่ได้พิศวาสเธอเลยสักนิด หากจะให้เดาคงแค้นมากกว่าที่ร่างเดิมกล้าหักหน้าเขาด้วยการไปท้องกับหนุ่มนักศึกษา แทนที่จะได้แต่งงานกับครูหม้ายภรรยาเสียชีวิต ที่มีพร้อมทุกอย่างเช่นเขา
ซึ่งเธอคิดว่านี่คงจะเป็เื่ที่โชคดีที่สุดที่ร่างนี้เจอมา ที่ไม่ต้องแต่งงานกับผู้ชายประเภทนี้ คนแบบนี้แต่งไปก็รังแต่จะข่มเหงให้ผู้หญิงอยู่ใต้อำนาจ ตามแบบฉบับของผู้ชายที่ต้องทำงานนอกบ้าน อาจจะดีหน่อยตรงที่ไม่ต้องไปทำงานแลกแต้มค่าแรง แต่เชื่อเถอะว่าท่ายืนที่สวยที่สุดคือยืนด้วยขาตัวเอง หากเป็ไปได้อย่ายืมจมูกใครมาหายใจนั้นดีที่สุดแล้ว