ตอนที่สิบสาม ยุคสมัยที่ธิเบตยังเป็ประเทศ
เอาเป็ว่าผมไม่เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์โลกนักนอกจากที่ชื่อคล้ายๆกันและเหตุการณ์จะคลาดเคลื่อนแล้ว แต่หลักใหญ่ใจความยังเหมือนเดิมและตอนนี้ธิเบตยังเป็ประเทศอยู่นั่นเอง
และสหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลาย
แน่นอนข้อมูลในสารานุกรมนี้อาจจะช้าไปหลายปี
แต่ก็เท่ากับว่าผมได้เทียบกับเหตุการณ์ในโลกก่อนที่ผมพอจำได้ผมก็รู้คร่าวๆ
และถอนหายใจดัง
เฮ้อ
ออกมาแรงๆ
เรามีเทคโนโลยีที่บอมบ์ฮิโรชิมากับนางาซากิต่อเครื่องบินรบและเรือบรรทุกเครื่องบินสารพัดกันได้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีแล้ว
แต่แค่เอาควายเหล็กมาใช้ในนา
คนอย่างไอ้ขามก็ยังต่อต้าน?
โลกเรามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าจริงๆแล้วสารขัณฑ์ของเราเทียบกับต่างประเทศแล้วก้คือดินแดนอิเซไคเป็ข้อเท็จจริงไม่ใช่คำเปรียบเปรยแต่ประการใด
พวกชนชั้นสูงของประเทศเราก็ส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศก่อนเราซื้อทรัพย์สินต่างประเทศก่อนเรา ทำไมถึงยังไม่สนับสนุนให้เกิดสิ่งของที่พวกเขาชอบนักหนาในประเทศตนเองบ้าง?ไม่เข้าใจจริงๆ
ทางเทคนิคไอ้เจิดก็เขียนมาราวกับล้อหนุ่มนักเรียนนอกนั่นเอง
พวกเราทำเหมือนไม่มีนิวเคลียร์หรือเรือบรรทุกเครื่องบินข้ามทวีปได้แต่อย่างใด
อันที่จริงผมชื่นชมไอ้ขามไม่น้อย
ที่ชาวบ้านฟังภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่นไม่รู้เื่และตอนที่ไอ้เจิดยิ้มเยาะคิดว่าสัญญาที่ทำเป็ภาษอังกษไอ้จขามจะอ่านไม่ออกแต่ทางไอ้ขามก็ตอบได้อย่างฉะฉาน
แต่น่าเสียดาย
ความรู้ของคนคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบทั้งระบบได้
หากทุกคนเป็อย่างไอ้ขาม
ที่พูดได้อย่างต่ำสามภาษามีความรู้ทางวิศวกรรม การเกษตรต่างๆในคนคนเดียว
สถานการณ์ในประเทศคงดีกว่านี้
และแน่นอน แม้แต่ไอ้ขามที่พูดได้ไม่ต่ำกว่าสามภาษาเวลาอีบัวกับอ้ายเผือกล้มมป่วยลงก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน
จำนองขายที่นาด้วยความจำใจ
มันสามารถสรุปได้ว่า
ต่อให้เราเก่งอย่างไอ้ขามพูดได้สามภาษามีวิชาวิศวกรรมและการเกษตร
ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้จากการเจ็บป่วยของอีบัวกับอ้ายเผือกได้แม้แต่ครั้งเดียวนั่นเอง
ไม่ใช่ไอ้ขามไม่เก่ง
แต่แม้กระทั่งไอ้ขามก็มีความสามารถและทุนไม่พอที่จะก้าวข้ามสถานะที่ยากจนหากไม่มีเศรษฐนีม่ายรับไอ้ขามเป็ลุกบุญธรรมก็คงไม่อาจแต่งงานกับนงพะงาได้
นับเป็เื่ที่น่าเศร้าประการหนึ่ง
แต่เื่นั้นเอาไว้ก่อน
ตอนนี้ผมต้องหาทางจัดการกับปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
“ปอบผีฟ้า” นั่นเอง
หนังสือในห้องสมุดนั้น ตามระเบียบมีหนังสือที่ยืมได้กับหนังสืออ้างอิงที่ยืมไม่ได้
แต่ว่าไอ้จิดลุกชายกำนันแจ่มอย่างผมนั้นแค่เขียนบันทึกไว้เท่านั้น
ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่คิดอะไรเท่าไร
แค่รู้สึกแปลกๆบ้างเท่านั้น
ชาวบ้านหลายคนบ้างมายืมหนังสือที่เกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อยการสลักไม้หรือการช่างและเกษตรแบบไอ้ขาม
“ครูวิ” ผู้กิริยาวาจาอ่อนหวานและเป็ลูกคหบดีผู้หนึ่งจากในเมืองบางกอกและนางเอกของนิยายอีกเื่ในจักรวาลนี้นั่นเอง
“ตกลงเวลาการยืมประมาณสองสัปดาห์นะคะคุณบรรเจิด”
เสียงหวานๆที่ทำให้หนุ่มๆหลายคนฝันถึงแม้จะไม่งามหยดย้อยเท่านงพะงา
แต่ผมที่หัวใจทั้งหมดนั้นมอบให้ไวฟุในโลกเสมือนไปแล้ว
ไม่มีสาวสามมิติคนไหนสั่นคลอนหัวใจของผมได้ง่ายๆอีกแล้ว
และที่สำคัญผมต้องมีตบะที่แก่กล้าไม่หวั่นไหวง่ายๆ จึงจะสามารถป้องกันตนเองจากผีฝ้า ผีแม่ม่ายและเสือสมิงได้
“ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์วิภาวรรณ”
ผมกล่าวเรียกอย่างเป็ทางการ
คนที่ชอบบริหารเสน่ห์นั้นคือคนที่สามารถพูดจาเจื้อยแจ้วกับคนอื่นได้ไปทั่วแต่หลังจากผ่านเื่ราวมาหลายเื่
ทำให้ผมคิดว่า kept it professional การมีสถานะอย่างเป็ทางการจะช่วยลดเื่ยุ่งยากต่างๆได้มากกว่า
อาจจะโดนหาว่าไม่เป็มิตรแต่นั่นคือการคำนวณเื่ความเสี่ยงมาดีแล้ว คุ้นๆว่าตามเนื้อเื่ ครูวิน่าจะโดนนายหัวสักคนลักพาตัวไปไว้ในเกาะร้างกลางทะเลหรือที่ไหนสักแหงนี่ล่ะ
แต่ไม่เกี่ยวกับผม
“อ่ะ คุณบรรเจิดนี่ค่ะ”
ไอ้เจิดนั้นหารู้ไม่ว่าด้วยเหคุผลบางอย่าง คนที่เป็นางเอก คนที่ทำดีด้วยพวกคุณเธอจะมองว่าเป็แค่ที่พักใจ rebound guy ที่จะมาหาเวลาเป้าหมายหลักไม่ตอบสนองพวกเธอ แต่คนที่เ็ากับพวกคุณเธอพวกเธอจะเกิดความหลงใหลขึ้น
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์”
ไอ้เจิดรับหนังสือใส่ย่ามและเดินออกไปอย่างรวดเร็วที่สุด
“กลับกันไอ้ห้อยไอ้โหน พวกเราต้องรีบกลับก่อนฟ้าจะมืด”
ไอ้เจิดรีบวิ่งไปโดยรวดเร็วที่สุดไม่มองไปในทางครูวิ
วิ่งผ่านนางรำ
วิ่งผ่านนงพะงา
จากไปอย่างไม่คิดชีวิต
ตูต้องหาทางฝากตัวเป็ศิษย์อาจารย์คงให้ได้ก่อนที่ผีจะมากินตับตู