ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ ของสำนักเก้าัพิทักษ์ธรรม เวลานี้คลาคล่ำไปด้วยลูกศิษย์ลูกหามากมาย อีกทั้งยังมีรองเ้าสำนัก และปรมาจารย์าุโทั้งสามนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โดยรอบ และตรงกลางด้านในสุดก็มีร่างของชายชราหนวดเครายาวสีขาว ในชุดสีเทา กำลังนั่งอยู่ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น ปรมาจารย์เ้าสำนักคนปัจจุบัน ไท่หยวนอี้นั้นเอง หรือจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ เป็ร่างของไท่หยวนอี้แต่จิติญญาที่อยู่ภายในก็คือ ชายหนุ่มที่มีนามว่า ฉินฟง…
หลู่อี้ไป้ก้าวออกมาข้างหน้าฉินฟงก่อนกระแอมขึ้นเบา ๆ เพื่อให้เสียงกระซิบกระซาบที่ดังเซ้งแส้ของบรรดาลูกศิษย์เงียบลง จากนั้นจึงค่อยกล่าวแนะนำ ฉินฟงอย่างเป็ทางการอีกครั้ง เพราะเนื่องจากยังไม่ลูกศิษย์อีกหลายคนที่ไม่เคยแม้แต่จะได้พบหน้าของเ้าสำนักผู้นี้ ฉินฟงแย้มยิ้มก่อนจะกล่าววาจาทักทายลูกศิษย์ทุกคนในสำนักออกมาอย่างอารมณ์ดี ทางด้านซ้ายมือของเขาห่างออกไปเป็ศิษย์ฝ่ายกระบี่ และ ฝ่ายลมปราณ หนึ่งในคนเ่าั้มีทั้ง เสี้ยวเดี๋ยวจะหลาน หลู่อิงฉาน สองศิษย์เอกยืนอยู่
หลู่อิงฉานเอาแต่ก้มหน้าก้มตา แทบจะไม่ได้มองมาที่ฉินฟงเลยด้วยซ้ำ เขาอาจจะอาย และเจ็บแค้นที่พ่ายแพ้ฉินฟงในร่างของไท่หยวนอี้ต่อหน้าคนอื่นอยู่ก็เป็ได้ ส่วนเสี้ยวอี้หลานนั้นหลังจากได้รู้ความจริง ว่าชายชราที่เข้ามาสนทนากับนางในสวน แท้จริงแล้วคือ อาจารย์ปู่ของนาง เสี้ยวอี้หลานรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก เพราะสำหรับนางนี่คือความใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต
ส่วนทางด้านขวามือเป็ฝั่งของลูกศิษย์ฝ่ายโอสถ แน่นอนในบรรดาคนพวกนี้ย่อมมีิเจียวจู กับอู๋ก้านเหลียง ร่วมอยู่ด้วย พวกมันรู้สึกหวาดกลัวมาก หลังจากได้รู้ความจริงว่า ชายชราที่เข้าไปหาเื่ แล้วโดนสั่งสอนคืนอย่างแสนสาหัส คือผู้ก่อตั้งสำนักตัวจริง..ทั้งสองก็แทบไม่อยากจะเข้ามาภายในห้องแห่งนี้เพราะกลัวฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้จะลงโทษพวกมันต่อหน้า ฟู่เทียนซาน อาจารย์ของพวกมัน แต่เนื่องจากมันทั้งคู่ถือเป็ศิษย์พี่ใหญ่ของฝ่ายโอสถ การไม่มาก็จะยิ่งถือเป็การไม่ให้เกียรติเ้าสำนักขึ้นไปอีก และนั้นคงทำให้ฟู่เทียนซานไม่พอใจของจริง
หลังจากทุกคนสงบลงแล้ว ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้จึงเริ่มกล่าวบางอย่างต่อหน้าทุกคนทันที
“ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบใจพวกเ้าทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่ตรงนี้ พวกเ้าบางคนคงพึ่งจะเคยเห็นหน้าข้าเป็ครั้งแรก ข้าต้องขอโทษพวกเ้าด้วยจริง ๆ ที่เก็บตัวเข้าฌานเป็เวลานาน และปล่อยปละละเลยหน้าที่ในการดูแลสำนัก จนมีสภาพเป็อย่างทุกวันนี้…” คำพูดของฉินฟงฟังดูแปลกประหลาด ราวกับเขากำลังติเตียนการทำหน้าที่ของเหล่าปรมาจารย์าุโคนอื่น รวมไปถึงบรรดารองเ้าสำนักอยู่ นั้นสร้างความไม่พอใจให้กับหลายคนมาก โดยเฉพาะกับ หลู่อี้ถัง จางซุนเจี่ย และฟู่เทียนซาน “ไท่หยวนอี้เ้ากล่าววาจาเช่นนี้หมายความว่ายังไง จะบอกว่าพวกข้าทำหน้าที่บกพร่องกระนั้นรึ อย่างเ้าที่เก็บตัวเข้าฌานเป็สิบปี ยี่สิบปีจะรู้อะไรในสำนัก” หลู่อี้ถังกล่าวขึ้นด้วยท่าทางโมโห
“พี่ถังกล่าวถูกแล้ว หยวนอี้ เดิมทีเ้าเป็คนบอกเองไม่ใช่รึ ว่าเ้าจะละสังขาร และจากไปยังโลกหลุดพ้นอะไรของเ้า พวกข้าก็กำลังจะจัดงานเลือกเ้าสำนักคนใหม่แล้ว จู่ ๆ เ้าก็ออกมาจากห้องเข้าฌานหน้าตาเฉย…นี่มันเื่อะไรกัน ลองอธิบายมาให้พวกเข้าใจหน่อยเป็ไร” ฟู่เทียนซานที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หลู่อี้ถังกล่าวเสริมขึ้นทันที
หากดูจากอากัปกิริยาท่าทางของชายชราาุโสองคนนี้ บอกได้เลยว่าคงจะผิดหวัง และเจ็บแค้นอย่างมากที่ ไม่ได้เป็เ้าสำนักคนใหม่ ส่วนจางซุนเจี่ยนั่นมิได้ออกความเห็นใด ในการที่เห็นไท่หยวนอี้กลับมา โดยอุปนิสัยในบรรดาปรมาจารย์าุโทั้งสามฝ่าย จางซุนเจี่ยเป็คนที่สุขุม รอบคอบที่สุด แถมไม่ได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงที่อยากจะเป็ เ้าสำนักคนต่อไปแม้แต่น้อย และเพราะมีนิสัยแบบนี้กระมัง มันจึงถ่ายทอดมายัง จางเทียนจื้อบุตรชาย จนมาถึง เสี้ยวอี้หลาน ผู้เป็หลานสาวบุญธรรม แม้มีลูกศิษย์ในฝ่ายลมปราณหลายคนที่เกเรออกนอกลู่นอกทางไปบ้างแต่นั่นก็เป็เพียงแค่ส่วนน้อย
มันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ลูกศิษย์จำนวนมากทุกคนในฝ่ายเป็คนดีมีคุณธรรมทั้งหมด แต่ถ้าเทียบประเด็นนี้กับ ฝ่ายกระบี่ แล้วล่ะก็ ฝ่ายลมปราณเทียบไม่ติดเลย ดังภาษิตว่า บิดามารดาสั่งสอนบุตรเช่นไร บุตรย่อมทำตามเช่นนั้น ตัวหลู่อี้ถังที่วัน ๆ เอามักใหญ่ใฝ่สูง หลงใหลแต่ อำนาจชื่อเสียง สิ่งเ่าั้จึงถูกถ่ายทอดมายังรุ่นลูก และหลานชาย ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วลูกศิษย์ในฝ่ายกระบี่ จึงไม่แปลกเลยที่คนในฝ่ายนี้ส่วนใหญ่จะเป็พวกเห็นแก่ตัว และมีนิสัยเกเร…
ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ได้เห็นแล้วก็ใจหาย แต่ถึงอย่างไรเสียเขาก็ดำรงตำแหน่งสูงสุด แม้จะกล่าวออกไปตรง ๆ อย่างไม่ไหวหน้าใคร คนเหล่านี้ก็ทำอันใดเขาไม่ได้อยู่ดี แต่สิ่งที่ฉินฟง ลืมไปก็คือ พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมามันช่างดูไม่เหมือนกับสิ่งที่ไท่หยวนอี้อาจารย์ของเขาเคยทำ บางที หลู่อี้ถังกับ ฟู่เทียนซาน อาจจะนึกสงสัยเขาก็เป็ได้ เขาควรจะต้องสงบนิ่งกว่านี้เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธเดี๋ยวจะกลายเป็เื่ใหญ่โต
ฉินฟงกระแอม ออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอามือลูบเครา แล้วเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นจึงกล่าวขอโทษ าุโทั้งสอง “ข้าต้องขอโทษพวกท่านทั้งสองด้วยที่กล่าววาจาพาดพิง ล่วงเกินไป จริงของพวกท่านข้าพึ่งจะออกจากห้องเข้าฌานจะไปรู้เื่ราวในสำนักได้อย่างไร แต่ไม่ต้องห่วงหลังจากนี้ข้าจะกลับมาดูแลทุกอย่าง อย่างเต็มที่ ส่วนเื่ที่ฟู่ถาม ข้าคงต้องขอบอกว่าข้า…ทำไม่สำเร็จด้วยเหตุผลบางอย่างจึงมิอาจก้าวไปโลกแห่งการหลุดพ้นได้อีกแล้ว…”
คำตอบของฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ยิ่งดูแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่ากับการที่เขาบอกว่ามาดูแลทุกอย่างด้วยตนเอง มันหมายความว่าอะไร..? หมายความว่าจะไม่ให้เหล่า ปรมาจารย์ มาาุโทำหน้าที่ของตนเช่นนั้นรึ ยิ่งฉินฟงกล่าวมากเท่าไหร่ก็เหมือนการเอาน้ำมันไปราดลงในกองไฟ แต่เื่ของเื่ก็มาจากการที่าุโสองไม่ได้เป็เ้าสำนักคนใหม่นั่นแหละ นั้นก็หมายถึงคนอีกหลาย ๆ คนต้องเสียผลประโยชน์จากเื่บางอย่างที่เคยทำ
เสียงของลูกศิษย์หลายคนที่มีฟู่เทียนซาน กับหลู่อี้ถังค่อยให้ท้ายมาตลอดเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าพวกเขาไม่ยอมรับการกลับมาของเ้าสำนักผู้นี้ ฉินฟงในร่างของไท่หยวนอี้ก็เริ่มจะควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ จางซุนเจี่ยแม้จะมีศักดิ์เป็หนึ่งในสามปรมาจารย์าุโ แต่เขาเพียงแค่คนเดียว ยังไงเสียก็คงไม่อาจสู้กับอีกสองคนได้ ดีไม่ดีเื่ราวอาจจะบานปลายใหญ่โตกลายเป็ศึกในสำนักไปได้ซึ่ง จุดนี้ฉินฟงก็เข้าใจถึงความลำบากใจของจางซุนเจี่ยดี “หากท่านอาจารย์อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะทำเช่นไรกันนะ…”
ฉินฟงได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ และในตอนนั้นเองก็ได้มาศิษย์ของฝ่ายกระบี่คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า และทำท่าทางใหญ่โต ก่อนที่มันจะปลุกปั่นให้คนอื่น ๆ ไม่เห็นด้วยกับการกลับมาดำรงตำแหน่งของไท่หยวนอี้ ที่แย่หนักกว่าก็คือไม่มี ปรมาจารย์าุโคนไหน หรือ รองเ้าสำนักคนคิดที่จะห้ามปราบคนผู้นี้ ถ้าจะมีคนเป็เดือดเป็ร้อนแทนก็เห็นจะมีแต่ จางเทียนจื้อ พ่อบุญธรรมของเสี้ยวอี้หลาน ที่มีตำแหน่งเป็รองเ้าสำนักฝ่ายลมปราณ
จางเทียนจื้อกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าลูกศิษย์ผู้นั้น ที่มันไม่มีความเคารพยำเกรงเ้าสำนักคนปัจจุบัน แต่จางซุนเจี่ยก็ได้ยกมือห้ามไว้เสียก่อน ก่อนที่จะบอกบุตรชายว่า หากเขาทำเช่นนั้นก็จะเป็การผิดใจกับ หลู่อี้ถัง และลุกลาม อาจกลายเป็ศึกนองเืระหว่าง ฝ่ายลมปราณ กับฝ่ายกระบี่ ให้รอดูท่าทีของไท่หยวนอี้ไปก่อน จางเทียนจื้อจึงสงบลงอย่างไม่เต็มใจนัก และพอหันไปเห็นสีหน้าของ หลู่อี้ไป้ ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเท่ากัน แถมยังเคยเป็สหายเก่ากันมาก่อน จางเทียนจื้อก็ยิ่งเจ็บแค้นหนักขึ้น เพราะเขาเห็นใบหน้าที่ดูหยิ่งยะโสของหลู่อี้ไป้กำลังมองมาเช่นกัน
ฉินฟงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก เขาไม่ใช่ไท่หยวนอี้ และคงไม่มีวันเป็ด้วย ถึงต่อจากนี้จะต้องทำอะไรแปลก ๆ จนมีคนสงสัยก็คงต้องทำสินะ..หากไม่ทำอะไรให้เด็ดขาดสักครั้ง เขาคงจะควบคุมคนเหล่านี้อีกต่อไปไม่ได้..
จากเ้าลูกศิษย์ฝ่ายกระบี่คนนั้นที่ออกมาเป็ตัวแทนในการขับไล่ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ ก็ได้มีลูกศิษย์คนอื่น ๆ ออกมาเพิ่มขึ้น ทั้งจากฝ่ายกระบี่ และฝ่ายโอสถ แถมไม่ออกมาเปล่า ๆ ยังเดินตรงเข้ามาใกล้ ๆ ฉินฟงอย่างไม่เกรงกลัว เพียงเพราะพวกมันคิดว่ามีปรมาจารย์ทั้งสองนั่งคุ้มกะลาหัวอยู่ “พวกเราไม่ยอมรับ!! พวกเรา้าเ้าสำนักคนใหม่..!! ไท่หยวนอี้ต้องสละตำแหน่ง..!!” ไม่หลงเหลือความเคารพยำเกรงใด ๆ อีกต่อไปแล้ว พวกมันคิดว่าถ้ากดดันเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ไท่หยวนอี้น่าจะยอมแพ้ และ ลงจากตำแหน่งแต่โดยดี นั้นคือสิ่งที่…ปรมาจารย์ของพวกมันบอกมา..!!
ใช่แล้วทั้งหมดนี่คือแผนที่สองเฒ่าเ้าเล่ห์ได้วางไว้ ั้แ่รู้ข่าวว่า ไท่หยวนอี้ออกจากห้องเข้าฌาน พวกมันรู้นิสัยของไท่หยวนอี้ดีว่า เป็คนที่มีจิตใจอ่อนโยน และรักลูกศิษย์ทุกคนมาก ั้แ่สมัยเปิดสำนักใหม่ ๆ พวกมันจึงใช้จุดนี้มาเล่นงาน กดดันเขานั้นเอง...
แต่นั้นก็เป็เพียงเื่ในอดีตที่พวกมันเข้าใจ พวกมันหาได้รู้ไม่ว่า ไท่หยวนอี้คนที่นั่งอยู่ตรงนี้มิใช่คนเดิมที่พวกมันเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว..
ฉินฟงในร่างของไท่หยวนอี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะหลับตาลง และเริ่มโคจรพลังลมปราณไปที่ฝ่ามือข้างขวานิดหน่อย จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ ยกขึ้นและตบลงบนเท้าแขนของเก้าอี้ไม้เสียงดัง ปึง..!! ดูเหมือนจะไม่จะไม่เกิดเสียงดังมาก แต่ทว่า…มันกลับเกิดเป็คลื่นระลอกพลังแผ่ไปทั่วห้อง จนร่างของลูกศิษย์ที่กำลังส่งเสียงโวยวาย แถมกำลังจะเข้ามาใกล้ฉินฟงอีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าว กระเด็นถอยออกไปไกลหลายเมตรจนล้มลงไปนอนกลิ้งด้วยความเ็ป ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ไท่หยวนอี้ได้ทำลงไปเป็อย่างมาก
จากนั้นลูกศิษย์ฝ่ายโอสถหลายคนก็รีบเข้าไปดูอาการของพวกมันทันที ผลปรากฏว่าไม่มีใครได้รับาเ็ภายในขั้นรุนแรงเลยสักคนเดียว นี่ยิ่งชวนน่าตกตะลึงเข้าไปใหญ่ วิชาของไท่หยวนอี้ช่างล้ำลึกยิ่งนัก ดูรุนแรง แต่ไม่ร้ายแรง แถมเจาะจงเฉพาะพวกที่เดินเข้าไปหาเขาเท่านั้น บรรดาศิษย์คนอื่นที่อยู่อยู่ข้าง ๆ ตามปรกติกลับไม่ได้รับผลจากคลื่นพลังปราณนั้นเลยสักคน..
“ไม่น่าเชื่อเลยนี่นะรึ…วิชาปราณธรรมเก้าพิสุทธิ์ หนึ่งในวิชาสุดยอดเคล็ดวิชาลมปราณของไท่หยวนอี้ ข้าเคยเห็นเขาฝึกเมื่อนานมาแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นของจริง” ดวงตาของจางซุนเจี่ยเป็ประกายด้วยความชื่นชมเป็อย่างยิ่ง ว่ากันว่าผู้ฝึกวิชาปราณธรรมเก้าพิสุทธิ์สำเร็จ ผู้นั้นจะสามารถควบคุมลมปราณให้โจมตีออกไปได้ดังใจปรารถนา สามารถใช้เล่นงานศัตรูโดยไม่ส่งผลถึงผู้ไม่เกี่ยวข้องได้
“นี่ถือว่าเป็การตักเตือนจากข้า…ไม่ว่าก่อนหน้านี้ พวกเ้าจะทำตัวเช่นไร จะปฏิบัติตัวกันแบบไหนข้าจะไม่ถือสาหาความ แต่นับจากนี้ข้าหวังว่าพวกเ้าจะกลับเนื้อกลับตัว มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน..” เมื่อกล่าวจบฉินฟงก็ลุกจากเก้าอี้ และเดินจากไปทันที..
ทุกคนที่เห็น และได้ยินต่างพากันตกตะลึงไปตาม ๆ กัน ปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ที่เคยเป็คนใจดี และสงบเยือกเย็นกลับ แสดงคำพูดดุดันเช่นนี้ออกมาได้...เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่..?
จบบท
บทต่อไป ขับออกจากสำนัก และแผนการอันชั่วร้าย..